หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
แสงแดด, เสรี, กัญชา, การเดินทาง
กระทู้สนทนา
เที่ยวภูเขา
บันทึกนักเดินทาง
เที่ยวต่างประเทศ
เดินป่า
Backpack
ผมตั้งใจเดินทางมาอินเดียรอบนี้เพียงเป้าหมายหลักเดียวนั้นคือ กลับมาจัดการเรื่องดีกรี ปริญญาให้เสร็จเรียบร้อยแล้วกลับบ้าน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ทุกประการ ที่สำคัญคือสามารถเดินเรื่องเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเรื่องประลาดใจระดับนึงในการเดินเรื่องในระบบราชการอินเดียที่ปกติมักใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ ทีแรกผมก็เตรียมใจมาตามประสบการณืที่เคยประสบพบ แต่ในเมื่อทุกอย่างดูดีเกินคาด ทำให้ผมมีเวลาว่างในอินเดียเพิ่มขึ้นอีกสองสัปดาห์ เอาล่ะซิ ใหนๆก็มาอินเดียเเล้ว อย่าให้เสียเที่ยว งั้นเที่ยวซะเลย
ช่วงที่ผมไปเป้นช่วงเกือบๆจะพีคในฤดูร้อน หากใครพอจะได้สัมผัสช่วงฤดูร้อนในอินเดียจะรู้ว่ามันโหดร้าย ทารุณ ขนาดใหน ครับประโยคที่คุณอ่านมาเมื่อกี้ถูกต้องแล้ว มันทารุณมากมาย ต่อให้เราเป็นมนุษย์ บ้านเกิด เมืองร้อนก็ตาม แต่เจอกับสภาพร้อนแห้ง ระดับ 40 -42 องศาไปนี้มีบ่นพำพัมกันเลยทีเดียว เออๆไม่ใช่เพียงแค่ร้อนน่ะ หลายคนอาจชินรูปแบบที่ว่า ร้อนก็เปิดแอร์ซิ เปิดพัดลมซิ ครับผมก็อยากทำแบบนั้นเช่นกัน แต่ต้องมีแต่ เพราะที่นั่นในหนึ่งวันไฟจะดับประมาณ สี่ ห้าครั้งในแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ สอง สาม ถึงสี่อาจเลยห้า ชั่วโมงไปบ้างในบางครา เรียกว่านอกจากเหงื่อจะแตกไหลทะลักแล้ว ตับนี้จะแตกเอาง่ายๆเลย ดั่งนั้นเมื่อมีเวลาว่างเยอะขนาดนี้เหตุผลอะไรที่จะนอนทนความร้อนราวถูกอบอยู่ ผมตัดสินใจจิ้มนิ้วหาที่หนีร้อน ซึ่งเมืองที่เลือกไปในรอบนี้ นอกจากอากาศจะกำลังดีค่อนไปหนาวแล้ว ราคาครองชีพก็ถือว่าอยู่ในงบไม่เดือดร้อนขนหน้าแข้งแน่ๆ เมืองที่ผมเลือกไปเยี่อนในครั้งนี้ เป็นเมืองที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัยที่สำคัญมียอดเขา triund ที่ผมหมายมั่นว่าจะไปพิชิตสักครั้งหลังจากนั่งดูรูปเพื่อนคนอื่นๆมาหลายครั้ง และยังเป็นที่พำนักลี้ภัยของท่านดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณชาวทิเบต เป็นเเหล่งของพวกแบ็คเเพ๊กเกอร์ผู้แสวงหาความหมายของชีวิต แนวทางซูฟี หรือแม้แต่แหล่งชุมนุมของเหล่าศิลปิน ฮิปปี้ผู้รักในอิสระเสรีและกัญชา ครับผมไม่ได้กล่าวเกินเลย กัญชาครับกัญชา พืชที่คนอินเดียถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระศิวะ เราจึงเห็นกัญชาได้โดยทั่วไปในอินเดีย โดยไม่ต้องไขว่หาให้เหนื่อย มีให้ตลอดข้างทางกันเลยทีเดียว ไม่แน่ใจว่าปลูกหรือขึ้นเอง แต่หากให้ทายผมว่าคงขึ้นเองเลยขยายไปเรื่อยๆ(แต่ก็ไม่มีใครเตะต้องน่ะ ไม่ใช่ว่ามีเจ้าของหรอก หากเป็นความเชื่อเรื่องทางศาสนามากกว่า)หลายคนอาจสงสัยว่า อ้าวแล้วไม่ผิดกฏหมายหรอ หากมันเฉยเป็นพืชล้มลุกแบบที่พระเจ้าสร้างมันขึ้นมามันไม่ผิดเลยครับ ไม่หน่ำซ้ำมันยังเป็นสมุนไพรชั้นดีด้วย แต่หากนำมาเสพเพื่อการอื่นล่ะก็ ผิดแน่นอนครับ แต่โทษเรื่องกัญชาก็เบาบางมากหากเทียบกับยาเสพติดประเภทอื่น (อันนี้ผมไม่ได้บอกให้พวกคุณไปเสพกัญชาน่ะครับ) เล่ามาไกลจนลืมบอกไปเลยว่าเมืองที่ผมเลือกไปด้วยเหตุผลง่ายคือหนีร้อน คือเมือง ดารัมสาล่า (Dharamsala)หรือที่คนไทยรู้จักในนาม ธรรมศาลา นั้นเอง
ผมจับรถบัสเอเย่นต์เอกชนเจ้าหนึ่งในย่าน ปาฮัรกัจญ์ เมืองนิวเดลี ซึ่งในครั้งนี้เพื่อนร่วมทริปที่จะเดินทางไปในรถคันเดียวกันนอกจากจะเป็นนักท่องเที่ยวท่องถิ่นแล้ว ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากฝั่งยุโรปไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สเปน อิตาลี หรือจะเป็นชาว อิสราเอล รวมไปถึงพี่น้องฝั่งเอชียอย่างพี่หยุ่นสองสามคน และพี่ไทยหนึ่งคนคือผมเอง ผมถูกจัดให้นั่งคู่กับหนุ่มนักดนตรีจากเมืองผู้ดี นายคนนี้ชือแซม อายุยังไม่เยอะแต่พอได้แลกเปี่ยนประสบการณ์แล้วต้องร้องว้าว เพราะประสบการณ์พี่แกเกินอายุไปมาก นึกถึงประโยคหนึ่งที่มักได้ยินจากคนแก่ๆว่า "อาบน้ำร้อนมาก่อน" แต่บางทีเราว่าอาบมาก่อนก็ไม่ได้เเปลว่าอาบมากกว่า หรือแม้แต่น้ำร้อนนั้นอุณหภูมิมันเท่าไรกันล่ะ ไม่ได้ท้าทายหรือดูหมิ่นคนแก่ คนแก่ที่ประสบการณ์เยอะก็มีแยะ แต่พวกคนแก่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนแต่น้ำแค่สองขันก็เเยะอีกเช่นกัน
ขณะที่รถเคลื่อนตัวออกจากตัวเมืองนิวเดลีมุ่งหน้าสู้เป้าหมาย ระหว่างทางบทสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเหล่าคนแปลกหน้าค่อยเคลื่อนตัวไปช้าๆเช่นกัน แซมเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากเขาจบวิทยาลัยเเล้ว เขาก็เดินตามฝันของตัวเองที่อยากเป็นบาริสต้า และสุดท้ายก็ทำงานอยู่ร้านกาแฟในอังกฤษพักใหญ่ ไปเช้ากลับค่ำเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งรู้สึกว่านี่เราไม่เห็นพระอาทิตย์มานานเท่าไรแล้ว บวกกับเริ่มเกิดคำถามกับตัวเองถึงความฝันของตัวเองจริงๆว่ามันคืออะไรกันเเน่ พี่แซมตัดสินใจลาพักงานไปเที่ยวโปตุเกส ระหว่างที่กำลังเดินทางอยุ่ เขาก็ค้นพบว่าจริงๆแล้วเค้าถนัดและชอบอะไรมากที่สุดและสิ่งนั้นก็คือดนตรี แซมลาออกจากงานประจำในร้านกาแฟแล้วหันมาเล่นดนตรีจริงจัง โดยเริ่มเล่นข้างถนนในลิสบอน ดปตุเกสเป้นที่แรกก่อนจะย้ายกลับมาบ้านเกิดที่เมือง บาท(Bath) แซมเรียกตัวเองว่า street musician นั้นทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องนึงนั้นคือ Once เรื่องของนักดนตรีข้างถนนที่เพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังพบกับรักครั้งใหม่ อาจจะต่างกันที่พี่แซมคนนี้อาจจะยังไม่ได้เลิกกับแฟน แต่พถามไปว่าทำใมเลือกอินเดียเป็นประเทศแรกในเอเชีย แซมก็บอกว่า เค้ามาหาแฟน ซึ่งแฟนพี่แกมาเที่ยวเนปาลกับอินเดีย มาก่อนหลายสัปดาห์แล้ว จริงๆแซมจะตามไปเนปาลด้วยแต่ขอวีซ่าไม่ผ่านเลยมารอที่อินเดีย คุณผู้อ่านคงอดยิ้มไม่ได้ล่ะซิ ก่อนเราทั้งสองจะจบบทสนทนา แซมก็พูดขึ้นมาว่า คนหนุม่สาวจำเป็นต้องมีฝัน ถ้าไม่ว่าตัวเองอยากทำอะไรให้เดินทาง เจอฝันแล้วก็ทำให้มันเป็นจริง ลองดูสักตั้ง จบประโยคนั้น เล่นเอาตอนนั้นในใจผมเองนี้ฮึกเหิมมาก
เช้าตรู่ของอีกวันรถบัสก็วิ่งใต่ระดับความชันของภูผามาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เช้านั้นแป็นเช้าแห่งสายฝน ความหนาวเลยทวีคูณขึ้นไปอีก ผมกับเเซมแยกกันตรงนี้ นักท่องเที่ยวคนอื่นๆก็เริ่มทยอยไปตามเป้าหมายของแต่ละคน ผมยืนหนาวอยู่พักใหญ่ เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ได้เตรียมตัวมาหนาวตั้งแต่ทีแรก เสื้อผ้าที่นำมาเลยบางเบาเเบบซัมเมอร์คอลเลกชั่นทั้งนั้น ก็ใครจะไปคิดว่าจะว่างจนได้มาเที่ยวเมืองหนาว ลำพังเสื้อหนาวตหนึ่งตัวที่ยืมเพื่อนนักเรียนไทยมาก็เริ่มเอาไม่อยู่ เพราะลำพังหนาวไม่เท่าไรแต่เปียกฝนนี้ซิ ขอยอมเลย ระหว่างรอฝนซาผมสั่งชานมร้อนๆมาจิบแก้หนาวไปก่อน ตอนนั้นมืดจริงๆไปไม่เป็นเลยเพราะมันเช้ามากจนทุกร้าน ทุกบ้านยังปิดตัวเงียบอยู่เลย ก็แหง่ล่ะอากาศเป็นใจขนาดนี้เป็นเราก็ของีบอรกสักหน่อยล่ะกัน รอจนเห็นท่าว่าถ้ารออีกวันี้ฝนก็ไม่น่าจะหยุดเเล้วเลยเรียกสามล้อ auto rickshaw ให้ไปส่ง ซึ่งจริงๆผมกะจะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน Bhagsu จากท่ารถกับหมู่บ้านห่างกันราวๆสอง สามกิโลเห็นจะได้ แต่วันนี้ฝนฟ้าไม่เป็นใจก็ต้องยอมเสียเงินนั่งรถไป และกว่าจะหาโรงเเรม ที่พักได้นี้ก็ใช่ว่าง่ายๆเลย เพราะช่วงหน้าร้อนคือช่วงฤดูท่องเที่ยวของที่นี้เลย สุดท้ายกว่าจะจัดเเจงตัวเองเรียบร้อยปาไปเกือบจะเที่ยงแล้ว
ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้ไม่มีวันใดที่ฝนไม่ตก ผมทำได้เพียงเดินเล่นแวะนั่งร้านโน้น ร้านนี้ไปจิบชา กาแฟ อ่านหนังสือที่พกติดมาไปเรื่อยๆ ระหว่างวันฟ้าหลังฝนเพื่อจะได้พิชิตยอดเขาที่หมายมั่น ผมได้พบหญิงสาวชาวอิสราเอลคนนึง ทีแรกเธอนึกว่าผมเป้นคนอินเดีย ส่วนผมก็นึกว่าเธอเป็นคนอินเดีย บทสนทนาของเราเลยเริ่มด้วยอาการขำทั้งสองฝ่าย นอกจากซักถามเรื่องทั่วๆไปแล้ว ผมก็ถามเธอว่าทำใมคนอิสลราเอลชอบมาเที่ยวที่นี้ เพราะถึงขึ้นที่เกือบทุกร้านจะมีภาษาอิสราเอลกำกับ ค้ลายบ้านเราที่มีอังกฤษเป็นซับไตเติ้ลตลอดเวลา เธอก็บอกว่า คนอิสราเอลทำงานหนักมาก ทำงานก็เก็บเงินรอ เพื่อเดินทาง ใช้ชีวิตตามที่ใจต้องการ เธอบอกว่าเธอก็เหมือนคนอื่นๆ จริงๆเธอมากับกลุ่มอีกสี่ห้าคน แต่ทั้งหมดแยกย้ายกันเดินทาง เธอเองก็ไปมาตั้งแต่ทางใต้ของอินเดียเลยมาจนภาคเหนือของอินเดีย เธอยังบอกอีกว่าที่คนอิสราเอลชอบมาที่นี้เพราะนอกจากจะสบาย ราคาถูกแล้ว ยังมีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย ที่นี้มีคอรส์เรียนระยะสั้นๆ ไม่ว่าจะทำอาหาร หัตถกรรม หรือแม้แต่ฝึกสมาธิ โยคะ ส่วนอีกอย่างนึงคือ ส่วนใหญ่วัยรุ่นอิสราเอลมักมาสูบกัญชากันที่นี้ แกบอกว่ามันไม่ได้เสรีมากหรอกน่ะ มันผิดกฏหมายแหละแต่ถ้าในอิสราเอลโทษมันแรงกว่ามากเท่านั้นเอง ผมยังถามไปถึงสถาณการณ์ในอิสราเอลว่าเป็นยังไงบ้าง เธอก็บอกว่า ในเมืองที่เธออยู่ถ้าวันใหนมีการปะทะ โจมตีกันก็วิ่งไปหลบกันในหลุมหลบภัย แต่ในเมืองหลวงจะปลอดภัยและเจริญมากกว่า
ตลอดเส้นทางในการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พูดคุยกับคนหลากหลายวัฒธรรม หลากหลายที่มาแล้ว ผมยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตช้าๆได้พูดคุยกับตัวเองมากขึ้น และดูจะเป็นบทสนทนาที่จริงจังมากกว่าเดิม ถึงแม้การเดินทางในครั้งนี้ผมจะไม่ได้ไปพิชิตยอดเขา triund ตามใจหมาย หรือแม้แจ๊กพ๊อตที่กะว่าจะได้เจอ องค์ดาไลลามะก็ตาม แต่มีสิ่งนึงที่ยิ่งใหญ่และมากกว่าแจ๊กพ๊อตใดๆ ที่ผมได้เจอ สิ่งนั้นคือ หัวใจของผมเอง ดั่งที่อาจารย์เสกสรรค์ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ”ผ่านพบไม่พูกพัน" ว่า "ภูเขาสูงตระหง่านคงให้อะไรได้ไม่มาก ถ้าจุดหมายของท่านอยู่แค่ขึ้นไปพิชิตมัน"
แก้ไขข้อความเมื่อ
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
เที่ยวภูเขา
บันทึกนักเดินทาง
เที่ยวต่างประเทศ
เดินป่า
Backpack
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ : 32
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
แสงแดด, เสรี, กัญชา, การเดินทาง
ผมตั้งใจเดินทางมาอินเดียรอบนี้เพียงเป้าหมายหลักเดียวนั้นคือ กลับมาจัดการเรื่องดีกรี ปริญญาให้เสร็จเรียบร้อยแล้วกลับบ้าน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ทุกประการ ที่สำคัญคือสามารถเดินเรื่องเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเรื่องประลาดใจระดับนึงในการเดินเรื่องในระบบราชการอินเดียที่ปกติมักใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ ทีแรกผมก็เตรียมใจมาตามประสบการณืที่เคยประสบพบ แต่ในเมื่อทุกอย่างดูดีเกินคาด ทำให้ผมมีเวลาว่างในอินเดียเพิ่มขึ้นอีกสองสัปดาห์ เอาล่ะซิ ใหนๆก็มาอินเดียเเล้ว อย่าให้เสียเที่ยว งั้นเที่ยวซะเลย
ช่วงที่ผมไปเป้นช่วงเกือบๆจะพีคในฤดูร้อน หากใครพอจะได้สัมผัสช่วงฤดูร้อนในอินเดียจะรู้ว่ามันโหดร้าย ทารุณ ขนาดใหน ครับประโยคที่คุณอ่านมาเมื่อกี้ถูกต้องแล้ว มันทารุณมากมาย ต่อให้เราเป็นมนุษย์ บ้านเกิด เมืองร้อนก็ตาม แต่เจอกับสภาพร้อนแห้ง ระดับ 40 -42 องศาไปนี้มีบ่นพำพัมกันเลยทีเดียว เออๆไม่ใช่เพียงแค่ร้อนน่ะ หลายคนอาจชินรูปแบบที่ว่า ร้อนก็เปิดแอร์ซิ เปิดพัดลมซิ ครับผมก็อยากทำแบบนั้นเช่นกัน แต่ต้องมีแต่ เพราะที่นั่นในหนึ่งวันไฟจะดับประมาณ สี่ ห้าครั้งในแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ สอง สาม ถึงสี่อาจเลยห้า ชั่วโมงไปบ้างในบางครา เรียกว่านอกจากเหงื่อจะแตกไหลทะลักแล้ว ตับนี้จะแตกเอาง่ายๆเลย ดั่งนั้นเมื่อมีเวลาว่างเยอะขนาดนี้เหตุผลอะไรที่จะนอนทนความร้อนราวถูกอบอยู่ ผมตัดสินใจจิ้มนิ้วหาที่หนีร้อน ซึ่งเมืองที่เลือกไปในรอบนี้ นอกจากอากาศจะกำลังดีค่อนไปหนาวแล้ว ราคาครองชีพก็ถือว่าอยู่ในงบไม่เดือดร้อนขนหน้าแข้งแน่ๆ เมืองที่ผมเลือกไปเยี่อนในครั้งนี้ เป็นเมืองที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัยที่สำคัญมียอดเขา triund ที่ผมหมายมั่นว่าจะไปพิชิตสักครั้งหลังจากนั่งดูรูปเพื่อนคนอื่นๆมาหลายครั้ง และยังเป็นที่พำนักลี้ภัยของท่านดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณชาวทิเบต เป็นเเหล่งของพวกแบ็คเเพ๊กเกอร์ผู้แสวงหาความหมายของชีวิต แนวทางซูฟี หรือแม้แต่แหล่งชุมนุมของเหล่าศิลปิน ฮิปปี้ผู้รักในอิสระเสรีและกัญชา ครับผมไม่ได้กล่าวเกินเลย กัญชาครับกัญชา พืชที่คนอินเดียถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระศิวะ เราจึงเห็นกัญชาได้โดยทั่วไปในอินเดีย โดยไม่ต้องไขว่หาให้เหนื่อย มีให้ตลอดข้างทางกันเลยทีเดียว ไม่แน่ใจว่าปลูกหรือขึ้นเอง แต่หากให้ทายผมว่าคงขึ้นเองเลยขยายไปเรื่อยๆ(แต่ก็ไม่มีใครเตะต้องน่ะ ไม่ใช่ว่ามีเจ้าของหรอก หากเป็นความเชื่อเรื่องทางศาสนามากกว่า)หลายคนอาจสงสัยว่า อ้าวแล้วไม่ผิดกฏหมายหรอ หากมันเฉยเป็นพืชล้มลุกแบบที่พระเจ้าสร้างมันขึ้นมามันไม่ผิดเลยครับ ไม่หน่ำซ้ำมันยังเป็นสมุนไพรชั้นดีด้วย แต่หากนำมาเสพเพื่อการอื่นล่ะก็ ผิดแน่นอนครับ แต่โทษเรื่องกัญชาก็เบาบางมากหากเทียบกับยาเสพติดประเภทอื่น (อันนี้ผมไม่ได้บอกให้พวกคุณไปเสพกัญชาน่ะครับ) เล่ามาไกลจนลืมบอกไปเลยว่าเมืองที่ผมเลือกไปด้วยเหตุผลง่ายคือหนีร้อน คือเมือง ดารัมสาล่า (Dharamsala)หรือที่คนไทยรู้จักในนาม ธรรมศาลา นั้นเอง
ผมจับรถบัสเอเย่นต์เอกชนเจ้าหนึ่งในย่าน ปาฮัรกัจญ์ เมืองนิวเดลี ซึ่งในครั้งนี้เพื่อนร่วมทริปที่จะเดินทางไปในรถคันเดียวกันนอกจากจะเป็นนักท่องเที่ยวท่องถิ่นแล้ว ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากฝั่งยุโรปไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สเปน อิตาลี หรือจะเป็นชาว อิสราเอล รวมไปถึงพี่น้องฝั่งเอชียอย่างพี่หยุ่นสองสามคน และพี่ไทยหนึ่งคนคือผมเอง ผมถูกจัดให้นั่งคู่กับหนุ่มนักดนตรีจากเมืองผู้ดี นายคนนี้ชือแซม อายุยังไม่เยอะแต่พอได้แลกเปี่ยนประสบการณ์แล้วต้องร้องว้าว เพราะประสบการณ์พี่แกเกินอายุไปมาก นึกถึงประโยคหนึ่งที่มักได้ยินจากคนแก่ๆว่า "อาบน้ำร้อนมาก่อน" แต่บางทีเราว่าอาบมาก่อนก็ไม่ได้เเปลว่าอาบมากกว่า หรือแม้แต่น้ำร้อนนั้นอุณหภูมิมันเท่าไรกันล่ะ ไม่ได้ท้าทายหรือดูหมิ่นคนแก่ คนแก่ที่ประสบการณ์เยอะก็มีแยะ แต่พวกคนแก่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนแต่น้ำแค่สองขันก็เเยะอีกเช่นกัน
ขณะที่รถเคลื่อนตัวออกจากตัวเมืองนิวเดลีมุ่งหน้าสู้เป้าหมาย ระหว่างทางบทสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเหล่าคนแปลกหน้าค่อยเคลื่อนตัวไปช้าๆเช่นกัน แซมเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากเขาจบวิทยาลัยเเล้ว เขาก็เดินตามฝันของตัวเองที่อยากเป็นบาริสต้า และสุดท้ายก็ทำงานอยู่ร้านกาแฟในอังกฤษพักใหญ่ ไปเช้ากลับค่ำเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งรู้สึกว่านี่เราไม่เห็นพระอาทิตย์มานานเท่าไรแล้ว บวกกับเริ่มเกิดคำถามกับตัวเองถึงความฝันของตัวเองจริงๆว่ามันคืออะไรกันเเน่ พี่แซมตัดสินใจลาพักงานไปเที่ยวโปตุเกส ระหว่างที่กำลังเดินทางอยุ่ เขาก็ค้นพบว่าจริงๆแล้วเค้าถนัดและชอบอะไรมากที่สุดและสิ่งนั้นก็คือดนตรี แซมลาออกจากงานประจำในร้านกาแฟแล้วหันมาเล่นดนตรีจริงจัง โดยเริ่มเล่นข้างถนนในลิสบอน ดปตุเกสเป้นที่แรกก่อนจะย้ายกลับมาบ้านเกิดที่เมือง บาท(Bath) แซมเรียกตัวเองว่า street musician นั้นทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องนึงนั้นคือ Once เรื่องของนักดนตรีข้างถนนที่เพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังพบกับรักครั้งใหม่ อาจจะต่างกันที่พี่แซมคนนี้อาจจะยังไม่ได้เลิกกับแฟน แต่พถามไปว่าทำใมเลือกอินเดียเป็นประเทศแรกในเอเชีย แซมก็บอกว่า เค้ามาหาแฟน ซึ่งแฟนพี่แกมาเที่ยวเนปาลกับอินเดีย มาก่อนหลายสัปดาห์แล้ว จริงๆแซมจะตามไปเนปาลด้วยแต่ขอวีซ่าไม่ผ่านเลยมารอที่อินเดีย คุณผู้อ่านคงอดยิ้มไม่ได้ล่ะซิ ก่อนเราทั้งสองจะจบบทสนทนา แซมก็พูดขึ้นมาว่า คนหนุม่สาวจำเป็นต้องมีฝัน ถ้าไม่ว่าตัวเองอยากทำอะไรให้เดินทาง เจอฝันแล้วก็ทำให้มันเป็นจริง ลองดูสักตั้ง จบประโยคนั้น เล่นเอาตอนนั้นในใจผมเองนี้ฮึกเหิมมาก
เช้าตรู่ของอีกวันรถบัสก็วิ่งใต่ระดับความชันของภูผามาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เช้านั้นแป็นเช้าแห่งสายฝน ความหนาวเลยทวีคูณขึ้นไปอีก ผมกับเเซมแยกกันตรงนี้ นักท่องเที่ยวคนอื่นๆก็เริ่มทยอยไปตามเป้าหมายของแต่ละคน ผมยืนหนาวอยู่พักใหญ่ เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ได้เตรียมตัวมาหนาวตั้งแต่ทีแรก เสื้อผ้าที่นำมาเลยบางเบาเเบบซัมเมอร์คอลเลกชั่นทั้งนั้น ก็ใครจะไปคิดว่าจะว่างจนได้มาเที่ยวเมืองหนาว ลำพังเสื้อหนาวตหนึ่งตัวที่ยืมเพื่อนนักเรียนไทยมาก็เริ่มเอาไม่อยู่ เพราะลำพังหนาวไม่เท่าไรแต่เปียกฝนนี้ซิ ขอยอมเลย ระหว่างรอฝนซาผมสั่งชานมร้อนๆมาจิบแก้หนาวไปก่อน ตอนนั้นมืดจริงๆไปไม่เป็นเลยเพราะมันเช้ามากจนทุกร้าน ทุกบ้านยังปิดตัวเงียบอยู่เลย ก็แหง่ล่ะอากาศเป็นใจขนาดนี้เป็นเราก็ของีบอรกสักหน่อยล่ะกัน รอจนเห็นท่าว่าถ้ารออีกวันี้ฝนก็ไม่น่าจะหยุดเเล้วเลยเรียกสามล้อ auto rickshaw ให้ไปส่ง ซึ่งจริงๆผมกะจะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน Bhagsu จากท่ารถกับหมู่บ้านห่างกันราวๆสอง สามกิโลเห็นจะได้ แต่วันนี้ฝนฟ้าไม่เป็นใจก็ต้องยอมเสียเงินนั่งรถไป และกว่าจะหาโรงเเรม ที่พักได้นี้ก็ใช่ว่าง่ายๆเลย เพราะช่วงหน้าร้อนคือช่วงฤดูท่องเที่ยวของที่นี้เลย สุดท้ายกว่าจะจัดเเจงตัวเองเรียบร้อยปาไปเกือบจะเที่ยงแล้ว
ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้ไม่มีวันใดที่ฝนไม่ตก ผมทำได้เพียงเดินเล่นแวะนั่งร้านโน้น ร้านนี้ไปจิบชา กาแฟ อ่านหนังสือที่พกติดมาไปเรื่อยๆ ระหว่างวันฟ้าหลังฝนเพื่อจะได้พิชิตยอดเขาที่หมายมั่น ผมได้พบหญิงสาวชาวอิสราเอลคนนึง ทีแรกเธอนึกว่าผมเป้นคนอินเดีย ส่วนผมก็นึกว่าเธอเป็นคนอินเดีย บทสนทนาของเราเลยเริ่มด้วยอาการขำทั้งสองฝ่าย นอกจากซักถามเรื่องทั่วๆไปแล้ว ผมก็ถามเธอว่าทำใมคนอิสลราเอลชอบมาเที่ยวที่นี้ เพราะถึงขึ้นที่เกือบทุกร้านจะมีภาษาอิสราเอลกำกับ ค้ลายบ้านเราที่มีอังกฤษเป็นซับไตเติ้ลตลอดเวลา เธอก็บอกว่า คนอิสราเอลทำงานหนักมาก ทำงานก็เก็บเงินรอ เพื่อเดินทาง ใช้ชีวิตตามที่ใจต้องการ เธอบอกว่าเธอก็เหมือนคนอื่นๆ จริงๆเธอมากับกลุ่มอีกสี่ห้าคน แต่ทั้งหมดแยกย้ายกันเดินทาง เธอเองก็ไปมาตั้งแต่ทางใต้ของอินเดียเลยมาจนภาคเหนือของอินเดีย เธอยังบอกอีกว่าที่คนอิสราเอลชอบมาที่นี้เพราะนอกจากจะสบาย ราคาถูกแล้ว ยังมีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย ที่นี้มีคอรส์เรียนระยะสั้นๆ ไม่ว่าจะทำอาหาร หัตถกรรม หรือแม้แต่ฝึกสมาธิ โยคะ ส่วนอีกอย่างนึงคือ ส่วนใหญ่วัยรุ่นอิสราเอลมักมาสูบกัญชากันที่นี้ แกบอกว่ามันไม่ได้เสรีมากหรอกน่ะ มันผิดกฏหมายแหละแต่ถ้าในอิสราเอลโทษมันแรงกว่ามากเท่านั้นเอง ผมยังถามไปถึงสถาณการณ์ในอิสราเอลว่าเป็นยังไงบ้าง เธอก็บอกว่า ในเมืองที่เธออยู่ถ้าวันใหนมีการปะทะ โจมตีกันก็วิ่งไปหลบกันในหลุมหลบภัย แต่ในเมืองหลวงจะปลอดภัยและเจริญมากกว่า
ตลอดเส้นทางในการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พูดคุยกับคนหลากหลายวัฒธรรม หลากหลายที่มาแล้ว ผมยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตช้าๆได้พูดคุยกับตัวเองมากขึ้น และดูจะเป็นบทสนทนาที่จริงจังมากกว่าเดิม ถึงแม้การเดินทางในครั้งนี้ผมจะไม่ได้ไปพิชิตยอดเขา triund ตามใจหมาย หรือแม้แจ๊กพ๊อตที่กะว่าจะได้เจอ องค์ดาไลลามะก็ตาม แต่มีสิ่งนึงที่ยิ่งใหญ่และมากกว่าแจ๊กพ๊อตใดๆ ที่ผมได้เจอ สิ่งนั้นคือ หัวใจของผมเอง ดั่งที่อาจารย์เสกสรรค์ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ”ผ่านพบไม่พูกพัน" ว่า "ภูเขาสูงตระหง่านคงให้อะไรได้ไม่มาก ถ้าจุดหมายของท่านอยู่แค่ขึ้นไปพิชิตมัน"