ถ้าไม่ศึกษาธรรมะเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ก็เท่ากับหลงทาง

มนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์ โดยความทุกข์ของมนุษย์นั้นก็มีทั้งความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายและความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่จิตใจ ซึ่งความทุกข์ของร่างกายนั้นก็ได้แก่ ความเจ็บ ความปวด ความหิว ความกระหาย ความหนาว ความร้อน ความเหนื่อย รวมทั้งความทุกข์จากความแก่ ความเจ็บป่วย และความตายของร่างกายด้วย เป็นต้น ซึ่งความทุกข์ของร่างกายนี้จัดว่าเป็นความทุกข์โดยอ้อมของจิตใจ เพราะจิตใจคือสิ่งที่รับรู้ความทุกข์ ซึ่งความทุกข์ของร่างกายนี้เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่ไม่มีใครสามารถหนีพ้นไปได้ จะทำได้ก็เพียงบรรเทาให้มันเบาบางลงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งคนที่พอจะมีความรู้ทางร่างกายอยู่บ้าง ก็สามารถที่จะปฏิบัติให้บรรเทาเบาบางลงได้อยู่แล้ว

ส่วนความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่จิตใจปัจจุบัน เช่น ความเศร้าโศก (หรือความเสียใจ) ความตรอมใจ ความคับแค้นใจ ความแห้งเหี่ยวใจ ความเศร้าซึม ความเครียด ความวิตกกังวล ความรำคาญใจ และ ความไม่สบายใจ เป็นต้นนั้น เป็นความทุกข์โดยตรงของจิตใจ ที่เกิดขึ้นจากการจินตนาการ (ปรุงแต่ง) ขึ้นมาด้วยความโง่อย่างสูงสุดของจิตเอง ดังนั้นถ้าเราสามารถหยุดการปรุงแต่งด้วยความโง่ของจิตนี้ได้ ความทุกข์ของจิตนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เราไม่สามารถที่จะหยุดการปรุงแต่งด้วยความโง่ของจิตนี้ได้ เพราะไม่มีความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องการปฏิบัติเพื่อหยุดการปรุงแต่งของจิตโง่นี้ได้

สรุปได้ว่า ความทุกข์ในปัจจุบันของชีวิตมนุษย์ก็มี ๒ อย่าง คือ ความทุกข์ของร่างกาย กับ ความทุกข์ของจิตใจ โดยความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันของมนุษย์นี้เอง ที่เป็นปัญหาใหญ่หลวงที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ถ้าเราจะสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเลยหรือมีน้อยที่สุดได้ ก็เท่ากับว่าเราได้รับสิ่งสูงสุด (คือมีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุด) ที่มนุษย์ควรได้รับแล้ว ซึ่งการที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในโลก ก็เพื่อมาสอนมนุษย์ให้ได้รับสิ่งสูงสุดนี้ คือมาสอนให้มนุษย์รู้จักวิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่