หนังเจิดมาก อ่านพันทิพแล้วมีคนบอกว่าโปรดักชั่นเจ๋งแต่บทควรปรับปรุง ส่วนตัวกลับรู้สึกว่าประทับใจบทกับการดำเนินเรื่องมากกว่าโปรดักชั่นซะอีก ต้องขอบใจเสียงคนที่ดูมาก่อนด้วย ทำให้พอรู้ว่าจะไปเจอกับอะไร เลยเตรียมใจและเตรียมสมองไว้พร้อม
หนังงงจริง แต่ไม่ใช่งงแบบไร้ต้นสายปลายเหตุ ทุกอย่างในเรื่องมีเหตุผล และเฉลยครบถ้วนอยู่ในเรื่องแล้ว แต่คนดูต้องสังเกตและคิดต่อเอาเอง หลายส่วนใช้สัญลักษณ์ หลายอย่างเล่าแบบหนึ่ง สอง แล้วข้ามไปห้า หก ให้คนอ่านคิดแล้วเติมส่วนที่สาม สี่ เอาเอง ไม่ได้ใช้สูตรสำเร็จเหมือนหนังช่วงหลังๆ ที่พอจะเฉลยก็ใช้วีดีโอม้วนเดิมในช่วงเหตุการณ์นั้น แล้วขยายส่วนที่กั๊กต่อจากนั้นอีกสองสามวิว่าที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรอย่างนี้ (เมื่อก่อนชอบนะ วิธีนี้ ชอบมากๆ หลังจากความประทับใจแรกในลองของ แต่จากนั้นหนังทุกเรื่องก็ดูจะแห่กันมาใช้วิธีนี้ – กระทั่งนิยายผีชื่อดังก็ยังใช้ตามเลยด้วยการก๊อปเนื้อเรื่องส่วนนั้นทั้งหมดแล้วเอามาแก้รายละเอียดบางจุดใหม่เป็นการเฉลย – ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันไม่สดก็เลยไม่น่าสนใจแล้วอ่ะ)
ห้องหุ่นเอง ตอนดูก็ลุ้นอยู่ว่ามันจะมีวิธีนี้มั้ยน้อ เพราะตลอดเรื่องเล่าได้เจิดมากโดยไม่ต้องมาเฉลยหมดจดด้วยวิธีดังกล่าวเลย แต่ก็แอบเสียดายที่ในที่สุด (ฉากเฉลยของนางเอกตอนหลัง) ก็กลับไปใช้วิธีนี้จนได้ ไม่ถึงกับน่าเกลียด แต่ก็แบบ...แหม อุตส่าห์อาร์ตมาทั้งเรื่องแล้ว อีกหน่อยก็คงดี
เหมือนคุณผู้กำกับบอก นี่ไม่ใช่หนังผี เป็นทริลเลอร์ แต่มีผีมาผสม ในส่วนทริลเลอร์ช่วงตามสืบตามลุ้นทำได้ดี แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็ตรงเรื่องผีนี่แหละ คือเคยดูห้องหุ่นเวอร์ชั่นยุ้ยมาและงงว่าสมัยก่อนเขากลัวกันได้ยังไง เป็นคนไม่อินกับหุ่นด้วยมั้งเลยนึกไม่ออกเลยว่ามันจะทำให้น่ากลัวได้ยังไงน้อ แต่เรื่องนี้ทำได้ และทำได้ดีจริงๆ แบบเดียวกับบทเลย คือหนังคุมโทนน้อย แต่ให้อะไรเยอะ ในส่วนของอารมณ์หลอนนี้ก็เหมือนกัน ไม่โฉ่งฉ่าง ไม่โจ่งแจ้ง ค่อยๆ มา แต่สร้างความยะเยือกได้ตลอด นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าหนังผีไม่ต้องเสียงดังก็ได้ ไม่ต้องใส่เอฟเฟคต์อะไร แค่ใช้มุมกล้องและสร้างบรรยากาศให้ฉลาดมันก็น่ากลัวได้แล้ว ฉากที่ขนสันหลังลุกที่สุด ยกให้ฉากที่นางเอกเดินออกจากห้องปั้นหุ่นคุณเดช ภาพมันจับนิ่งๆ จากมุมต่ำขึ้นไปในห้องที่มีหุ่นยืนอยู่สองสามตัวในความมืดสลัว ภาพค้างไม่กี่เสี้ยววิ แต่หลอนฉิบ ความหลอนมันเกิดจากจินตนาการคนดูว่าหุ่นมันจะทำอะไรมั้ย นี่แหละความน่ากลัวจริงๆ เหมือนเวลาเรากลัวความมืด ทั้งที่ความมืดไม่มีอะไร ใจเราเองต่างหากที่สร้างความน่ากลัวได้ยิ่งกว่าเอาคนแต่งเละๆ มานั่งแฮ่! (ลองเทียบกับฉากผีเหมือนกันในเรื่องก็ได้ ฉากนี้ได้ใจกว่าฉากผีของอภิรดีไปเกินล้านปีแสง)
อีกฉากที่ใช้ไอเดียและมุมกล้องแบบต้องคารวะ คือฉากที่พระเอกเดินเข้าไปในห้องหุ่น ไม่รู้ศัพท์เทคนิคเขาเรียกว่าอะไร แต่คนถ่ายใช้กล้องติดไว้หลังตะเกียงแก้วแล้วจับการเคลื่อนไหวเหมือนเรามองผ่านตะเกียงไปตลอด มุมมองนี้ทำให้รู้สึกเหมือนหุ่นมันมีชีวิตเดินมาหาเราเอง แสงไฟจากมุมต่ำไล่ใบหน้าขึ้นไป ใบหน้าของหุ่นที่ยิ้มให้ในฉากหลังมืดสนิท (โอ๊ย แค่เขียนถึงยังขนแขนลุกเลย)
สำหรับฉากไม่กลัวที่หลงรัก คือฉากเฉลยของพระเอก ฉากแรกพากลับไปสมัยยังเด็ก กล้องแพนไปที่เครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ค้างภาพไว้แค่นั้น ไม่ให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ แต่มันชัดสุดๆ ว่านี่แหละ ประเด็นล่ะ เกิดอะไรขึ้นขนาดไหน และนี่เองปมในใจที่ทำให้พระเอกตัดสินใจทำมันลงไปทั้งหมด
อีกฉากเป็นฉากเฉลยของพระเอกอีกเช่นกัน ฉากนอนในอ่างโคลน ตอนแรกดูแล้วงงเง็งงวยพลางคิด...ห่- หนังเรื่องนี้เล่นตรูละ แต่ซักพักลองคิดปะติดปะต่อเท่านั้นแหละ อยากจะกรี๊ด เข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงอะไรและเป็นไงมาไงกันแน่ อยากรู้มากว่าอีผู้กำกับและคนเขียนบท (จำไม่ได้ว่าคนเดียวกันมั้ย) แกคิดได้ยังไง มันเริ่ดอ่ะ บอกเลย
สรุป เรื่องนี้ชอบมากๆ ในช่วงครึ่งแรก แต่พอเริ่มเฉลยแล้วลดระดับมาอยู่ในแค่ชอบ คือมันเจ๋ง แต่บางอย่างก็รู้สึกแบบ ต้องขนาดนี้เลยเหรอเมริง... สิ่งที่ทอนความชอบมากที่สุดคือจุดจบ มันห้วนเกิน ฟันธงได้เลยว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดนด่าและเป็นจุดดับสุด คือมันดีนะ แต่ว่ามันกระชากมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ตามเรื่องไม่ทัน (ขนาดดูแล้วค่อนข้างทันยังมีเหวอว่า – อะไรของเมริงฟะ) ตอนนี้อยากดูอีกรอบมาก เพราะเชื่อว่ามันต้องมีเงื่อนงำมาก่อนแล้วแหละ แต่มาทันคิด
สิ่งที่ไม่ชอบอีกอย่างคือ นอกจากพระเอกกะนางเอกแล้วไม่ชอบตัวละครอื่นเลย มันดูเป็นกันตน๊ากันตนาอะ โดยเฉพาะพี่ปอนด์ เห็นคนนี้ทีไรนึกถึงละครกันตนาทุกทีเพราะทำผมแบบเดิมทุกเรื่อง ตัวละครเด็กเสิร์ฟชายนั่นก็แอ๊คติ้งละครได้อีก (แต่รู้สึกจะไม่ใช่ลูกหม้อกันตนา) แล้วเอาอภิรดีมาทำไม ใช้ไม่คุ้มกับความเป็นเจ้าแม่หนังผีเลย คือมันโจ๋งครึ่มจนไม่น่ากลัวอ่ะ เทียบกับฉากหุ่นโขกหัวยังเทียบไม่ติด เรื่องนี้เขาบอกว่ามันเป็นเหมือนภาคต่อจากละคร แต่นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันต่อยังไงเพราะละครตอนนั้นดูมั่งไม่ดูมั่ง หวังว่าพอเอามาทำใหม่ที่ช่องสามจะได้ซักครึ่งหนึ่งของหนัง และเลิกรสนิยม ‘ละครผีที่ไม่น่ากลัวเพื่อให้เด็กดูได้’ ซะที คนมีฝีมือที่ไม่สำแดงเดชนี่แอบน่าสมเพชยังไงไม่รู้
สรุปอีกรอบ เป็นหนังที่เริด ถ้าไม่กลัวกระเป๋าพรุนก็อยากจะไปดูอีกทีอยู่หรอก เชื่อว่าการดูครั้งแรกกับครั้งที่สองจะให้อารมณ์ผิดกันโดยสิ้นเชิง (ชอบจริงๆ หนังที่ทำให้ได้อารมณ์แบบนี้) ที่สำคัญ ถ้าอยากวัดกึ๋นคนที่คุณคบอยู่ ลองชวนเขาไปดูเรื่องนี้นะ 555
ห้องหุ่น (มันคือความเริ่ด - สปอยล์นิดๆ)
หนังงงจริง แต่ไม่ใช่งงแบบไร้ต้นสายปลายเหตุ ทุกอย่างในเรื่องมีเหตุผล และเฉลยครบถ้วนอยู่ในเรื่องแล้ว แต่คนดูต้องสังเกตและคิดต่อเอาเอง หลายส่วนใช้สัญลักษณ์ หลายอย่างเล่าแบบหนึ่ง สอง แล้วข้ามไปห้า หก ให้คนอ่านคิดแล้วเติมส่วนที่สาม สี่ เอาเอง ไม่ได้ใช้สูตรสำเร็จเหมือนหนังช่วงหลังๆ ที่พอจะเฉลยก็ใช้วีดีโอม้วนเดิมในช่วงเหตุการณ์นั้น แล้วขยายส่วนที่กั๊กต่อจากนั้นอีกสองสามวิว่าที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรอย่างนี้ (เมื่อก่อนชอบนะ วิธีนี้ ชอบมากๆ หลังจากความประทับใจแรกในลองของ แต่จากนั้นหนังทุกเรื่องก็ดูจะแห่กันมาใช้วิธีนี้ – กระทั่งนิยายผีชื่อดังก็ยังใช้ตามเลยด้วยการก๊อปเนื้อเรื่องส่วนนั้นทั้งหมดแล้วเอามาแก้รายละเอียดบางจุดใหม่เป็นการเฉลย – ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันไม่สดก็เลยไม่น่าสนใจแล้วอ่ะ)
ห้องหุ่นเอง ตอนดูก็ลุ้นอยู่ว่ามันจะมีวิธีนี้มั้ยน้อ เพราะตลอดเรื่องเล่าได้เจิดมากโดยไม่ต้องมาเฉลยหมดจดด้วยวิธีดังกล่าวเลย แต่ก็แอบเสียดายที่ในที่สุด (ฉากเฉลยของนางเอกตอนหลัง) ก็กลับไปใช้วิธีนี้จนได้ ไม่ถึงกับน่าเกลียด แต่ก็แบบ...แหม อุตส่าห์อาร์ตมาทั้งเรื่องแล้ว อีกหน่อยก็คงดี
เหมือนคุณผู้กำกับบอก นี่ไม่ใช่หนังผี เป็นทริลเลอร์ แต่มีผีมาผสม ในส่วนทริลเลอร์ช่วงตามสืบตามลุ้นทำได้ดี แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็ตรงเรื่องผีนี่แหละ คือเคยดูห้องหุ่นเวอร์ชั่นยุ้ยมาและงงว่าสมัยก่อนเขากลัวกันได้ยังไง เป็นคนไม่อินกับหุ่นด้วยมั้งเลยนึกไม่ออกเลยว่ามันจะทำให้น่ากลัวได้ยังไงน้อ แต่เรื่องนี้ทำได้ และทำได้ดีจริงๆ แบบเดียวกับบทเลย คือหนังคุมโทนน้อย แต่ให้อะไรเยอะ ในส่วนของอารมณ์หลอนนี้ก็เหมือนกัน ไม่โฉ่งฉ่าง ไม่โจ่งแจ้ง ค่อยๆ มา แต่สร้างความยะเยือกได้ตลอด นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าหนังผีไม่ต้องเสียงดังก็ได้ ไม่ต้องใส่เอฟเฟคต์อะไร แค่ใช้มุมกล้องและสร้างบรรยากาศให้ฉลาดมันก็น่ากลัวได้แล้ว ฉากที่ขนสันหลังลุกที่สุด ยกให้ฉากที่นางเอกเดินออกจากห้องปั้นหุ่นคุณเดช ภาพมันจับนิ่งๆ จากมุมต่ำขึ้นไปในห้องที่มีหุ่นยืนอยู่สองสามตัวในความมืดสลัว ภาพค้างไม่กี่เสี้ยววิ แต่หลอนฉิบ ความหลอนมันเกิดจากจินตนาการคนดูว่าหุ่นมันจะทำอะไรมั้ย นี่แหละความน่ากลัวจริงๆ เหมือนเวลาเรากลัวความมืด ทั้งที่ความมืดไม่มีอะไร ใจเราเองต่างหากที่สร้างความน่ากลัวได้ยิ่งกว่าเอาคนแต่งเละๆ มานั่งแฮ่! (ลองเทียบกับฉากผีเหมือนกันในเรื่องก็ได้ ฉากนี้ได้ใจกว่าฉากผีของอภิรดีไปเกินล้านปีแสง)
อีกฉากที่ใช้ไอเดียและมุมกล้องแบบต้องคารวะ คือฉากที่พระเอกเดินเข้าไปในห้องหุ่น ไม่รู้ศัพท์เทคนิคเขาเรียกว่าอะไร แต่คนถ่ายใช้กล้องติดไว้หลังตะเกียงแก้วแล้วจับการเคลื่อนไหวเหมือนเรามองผ่านตะเกียงไปตลอด มุมมองนี้ทำให้รู้สึกเหมือนหุ่นมันมีชีวิตเดินมาหาเราเอง แสงไฟจากมุมต่ำไล่ใบหน้าขึ้นไป ใบหน้าของหุ่นที่ยิ้มให้ในฉากหลังมืดสนิท (โอ๊ย แค่เขียนถึงยังขนแขนลุกเลย)
สำหรับฉากไม่กลัวที่หลงรัก คือฉากเฉลยของพระเอก ฉากแรกพากลับไปสมัยยังเด็ก กล้องแพนไปที่เครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ค้างภาพไว้แค่นั้น ไม่ให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำ แต่มันชัดสุดๆ ว่านี่แหละ ประเด็นล่ะ เกิดอะไรขึ้นขนาดไหน และนี่เองปมในใจที่ทำให้พระเอกตัดสินใจทำมันลงไปทั้งหมด
อีกฉากเป็นฉากเฉลยของพระเอกอีกเช่นกัน ฉากนอนในอ่างโคลน ตอนแรกดูแล้วงงเง็งงวยพลางคิด...ห่- หนังเรื่องนี้เล่นตรูละ แต่ซักพักลองคิดปะติดปะต่อเท่านั้นแหละ อยากจะกรี๊ด เข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงอะไรและเป็นไงมาไงกันแน่ อยากรู้มากว่าอีผู้กำกับและคนเขียนบท (จำไม่ได้ว่าคนเดียวกันมั้ย) แกคิดได้ยังไง มันเริ่ดอ่ะ บอกเลย
สรุป เรื่องนี้ชอบมากๆ ในช่วงครึ่งแรก แต่พอเริ่มเฉลยแล้วลดระดับมาอยู่ในแค่ชอบ คือมันเจ๋ง แต่บางอย่างก็รู้สึกแบบ ต้องขนาดนี้เลยเหรอเมริง... สิ่งที่ทอนความชอบมากที่สุดคือจุดจบ มันห้วนเกิน ฟันธงได้เลยว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดนด่าและเป็นจุดดับสุด คือมันดีนะ แต่ว่ามันกระชากมากๆ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ตามเรื่องไม่ทัน (ขนาดดูแล้วค่อนข้างทันยังมีเหวอว่า – อะไรของเมริงฟะ) ตอนนี้อยากดูอีกรอบมาก เพราะเชื่อว่ามันต้องมีเงื่อนงำมาก่อนแล้วแหละ แต่มาทันคิด
สิ่งที่ไม่ชอบอีกอย่างคือ นอกจากพระเอกกะนางเอกแล้วไม่ชอบตัวละครอื่นเลย มันดูเป็นกันตน๊ากันตนาอะ โดยเฉพาะพี่ปอนด์ เห็นคนนี้ทีไรนึกถึงละครกันตนาทุกทีเพราะทำผมแบบเดิมทุกเรื่อง ตัวละครเด็กเสิร์ฟชายนั่นก็แอ๊คติ้งละครได้อีก (แต่รู้สึกจะไม่ใช่ลูกหม้อกันตนา) แล้วเอาอภิรดีมาทำไม ใช้ไม่คุ้มกับความเป็นเจ้าแม่หนังผีเลย คือมันโจ๋งครึ่มจนไม่น่ากลัวอ่ะ เทียบกับฉากหุ่นโขกหัวยังเทียบไม่ติด เรื่องนี้เขาบอกว่ามันเป็นเหมือนภาคต่อจากละคร แต่นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามันต่อยังไงเพราะละครตอนนั้นดูมั่งไม่ดูมั่ง หวังว่าพอเอามาทำใหม่ที่ช่องสามจะได้ซักครึ่งหนึ่งของหนัง และเลิกรสนิยม ‘ละครผีที่ไม่น่ากลัวเพื่อให้เด็กดูได้’ ซะที คนมีฝีมือที่ไม่สำแดงเดชนี่แอบน่าสมเพชยังไงไม่รู้
สรุปอีกรอบ เป็นหนังที่เริด ถ้าไม่กลัวกระเป๋าพรุนก็อยากจะไปดูอีกทีอยู่หรอก เชื่อว่าการดูครั้งแรกกับครั้งที่สองจะให้อารมณ์ผิดกันโดยสิ้นเชิง (ชอบจริงๆ หนังที่ทำให้ได้อารมณ์แบบนี้) ที่สำคัญ ถ้าอยากวัดกึ๋นคนที่คุณคบอยู่ ลองชวนเขาไปดูเรื่องนี้นะ 555