นานาทัศนะของคำว่า‘อัลลอฮ์’ในมาเลเซีย : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
กรณีการตัดสินของผู้พิพากษามาเลเซียอย่างเป็นเอกฉันท์ สั่งห้ามหนังสือพิมพ์ “เดอะ เฮอรัลด์” ใช้คำว่า ‘อัลลอฮ์’ (Allah) เพื่อเรียกแทนคำว่า ‘พระเจ้า’ ซึ่งเป็นการกลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นเมื่อ 4 ปีก่อนที่เคยอนุญาตให้ใช้คำว่าอัลลอฮ์ได้นั้น นับว่าเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะระหว่างชาวมาเลย์มุสลิมที่เป็นประชากรส่วนใหญ่กับชาวคริสเตียนที่เป็นประชากรส่วนน้อยของประเทศ
หากมองจากมุมของมุสลิมจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนคำตัดสินล่าสุดนี้ก็จะพบว่า เหตุผลที่ชาวคริสเตียนไม่ควรใช้คำว่าอัลลอฮ์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสับสนในการใช้คำนี้ เพราะความเชื่อความศรัทธาของชาวคริสเตียนกับชาวมุสลิมในปัจจุบันนั้นแตกต่างกันทั้งนี้คำว่า ‘อัลลอฮ์’ เป็นคำภาษาอาหรับหมายถึง ‘พระผู้เป็นเจ้า’ สำหรับมุสลิมแล้วพระองค์คือผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ฉะนั้น พระองค์คืออัตมันที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพบูชาแต่เพียงองค์เดียว พระองค์ทรงไม่มีบุตรและไม่เหมือนกับสิ่งใดทั้งสิ้น
อีกเหตุผลหนึ่งคืออัลลอฮ์ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งในความศรัทธาของศาสนาคริสต์ปัจจุบัน และการห้ามชาวคริสเตียนใช้คำนี้ถือเป็นการปกป้องมิให้พระนามของอัลลอฮ์ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ขณะที่ผู้พิพากษาท่านหนึ่งออกมาปกป้องคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ล่าสุด โดยอ้างว่า เป็นการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากการหลอกล่อให้มุสลิมเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น
แม้กระนั้น มุมมองของประธานสหพันธ์คริสเตียนแห่งมาเลเซียก็มีความแตกต่าง เขาอ้างว่าชาวคริสเตียนที่พูดภาษา ‘บาฮาซา’ ใช้คำว่าอัลลอฮ์มาตั้งนานก่อนที่มาเลเซียจะได้รับเอกราชจากอังกฤษด้วยซ้ำไป ขณะที่นักวิชาการอย่าง Fouad Accad ก็อธิบายว่า มีหลักฐานทางวิชาการที่บ่งชี้ว่าชาวคริสเตียนและชาวยิวในแหลมอาระเบียใช้คำว่าอัลลอฮ์มานานแล้วก่อนที่อิสลามจะถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7
ปัจจุบันชาวอาหรับคริสเตียนในตะวันออกกลางจำนวนกว่า 10 ล้านคนก็ยังคงใช้คำว่าอัลลอฮ์ไม่เฉพาะในคัมภีร์ไบเบิ้ลเท่านั้น แต่ยังใช้ในเพลงสวด บทกวี งานเขียน และในพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย
ขณะที่ Kenneth J. Thomas จากสมาคมที่ปรึกษาการแปลไบเบิ้ล ซึ่งมีฐานในสหรัฐ ก็ออกมาสำทับอีกว่า อาหรับใช้คำว่าอัลลอฮ์มาตั้งแต่ก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.)จะถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7 เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปอันหมายถึง ‘พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด’ (Supreme Being) และอักษรที่จารึกคำว่า ‘อัลลอฮ์’ ก็มีการค้นพบในดินแดนอาระเบียตอนเหนือและตอนใต้ ซึ่งเป็นจารึกเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 5 แล้ว
อย่างไรก็ตาม ก็มีบางคนมองว่าการตัดสินของศาลอุทธรณ์ล่าสุดของมาเลเซียนั้นเป็นประเด็นการเมืองเสียมากกว่า เพราะรัฐบาลต้องการเอาใจพวกฝ่ายขวา หวังเพิ่มคะแนนนิยมของพรรคอัมโน(United Malays National Organization หรือ UMNO) โดยเฉพาะหลังจากที่ผลการเลือกตั้งครั้งหลังสุดออกมาในลักษณะที่พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคอัมโน แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องเสียที่นั่งจำนวนมากให้ฝ่ายค้าน และไม่สามารถครองเสียงข้างมาก 2 ใน 3 เหมือนในอดีตอีกต่อไป ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองมาเลเซีย
ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าประเด็นเรื่องชาติพันธุ์นั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเมืองมาเลเซียมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม และยิ่งเพิ่มความสำคัญขึ้นไปอีกหลังปี 1971 ที่มีการใช้นโยบาย ‘ภูมิบุตร’ (Bumiputeras) หรือนโยบายเกื้อหนุนพลเมืองเชื้อสายมาเลย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมของพรรคอัมโน
...........................................................................
จากบทความเรื่องนี้ ทำให้เกิดความคิดที่ว่า ถ้าศาสนาทั้งสามศาสนานี้ มาจาก ท่านนบีอิบรอฮีม คนเดียวกันแล้วและนับถือพระเจ้าของอิบรอฮีมเช่นกัน ทำไมเรื่องชื่อของพระเจ้าจึงกลายมาเป็นปัญหาของมุสลิม, และ เป็นที่หวงแหนสำหรับมุสลิมเท่านั้น, ใครจะเรียกอัลลอฮ์ว่าเป็นพระเจ้าของผู้อื่นไม่ได้ นอกจากเป็นพระเจ้าของมุสลิมเท่านั้น?
"อัลลอฮ์" คือ ชื่อของพระเจ้าสำหรับศาสนาอิสลามเท่านั้นหรือ?
กรณีการตัดสินของผู้พิพากษามาเลเซียอย่างเป็นเอกฉันท์ สั่งห้ามหนังสือพิมพ์ “เดอะ เฮอรัลด์” ใช้คำว่า ‘อัลลอฮ์’ (Allah) เพื่อเรียกแทนคำว่า ‘พระเจ้า’ ซึ่งเป็นการกลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นเมื่อ 4 ปีก่อนที่เคยอนุญาตให้ใช้คำว่าอัลลอฮ์ได้นั้น นับว่าเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะระหว่างชาวมาเลย์มุสลิมที่เป็นประชากรส่วนใหญ่กับชาวคริสเตียนที่เป็นประชากรส่วนน้อยของประเทศ
หากมองจากมุมของมุสลิมจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนคำตัดสินล่าสุดนี้ก็จะพบว่า เหตุผลที่ชาวคริสเตียนไม่ควรใช้คำว่าอัลลอฮ์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสับสนในการใช้คำนี้ เพราะความเชื่อความศรัทธาของชาวคริสเตียนกับชาวมุสลิมในปัจจุบันนั้นแตกต่างกันทั้งนี้คำว่า ‘อัลลอฮ์’ เป็นคำภาษาอาหรับหมายถึง ‘พระผู้เป็นเจ้า’ สำหรับมุสลิมแล้วพระองค์คือผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ฉะนั้น พระองค์คืออัตมันที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพบูชาแต่เพียงองค์เดียว พระองค์ทรงไม่มีบุตรและไม่เหมือนกับสิ่งใดทั้งสิ้น
อีกเหตุผลหนึ่งคืออัลลอฮ์ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งในความศรัทธาของศาสนาคริสต์ปัจจุบัน และการห้ามชาวคริสเตียนใช้คำนี้ถือเป็นการปกป้องมิให้พระนามของอัลลอฮ์ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ขณะที่ผู้พิพากษาท่านหนึ่งออกมาปกป้องคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ล่าสุด โดยอ้างว่า เป็นการป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากการหลอกล่อให้มุสลิมเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น
แม้กระนั้น มุมมองของประธานสหพันธ์คริสเตียนแห่งมาเลเซียก็มีความแตกต่าง เขาอ้างว่าชาวคริสเตียนที่พูดภาษา ‘บาฮาซา’ ใช้คำว่าอัลลอฮ์มาตั้งนานก่อนที่มาเลเซียจะได้รับเอกราชจากอังกฤษด้วยซ้ำไป ขณะที่นักวิชาการอย่าง Fouad Accad ก็อธิบายว่า มีหลักฐานทางวิชาการที่บ่งชี้ว่าชาวคริสเตียนและชาวยิวในแหลมอาระเบียใช้คำว่าอัลลอฮ์มานานแล้วก่อนที่อิสลามจะถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7
ปัจจุบันชาวอาหรับคริสเตียนในตะวันออกกลางจำนวนกว่า 10 ล้านคนก็ยังคงใช้คำว่าอัลลอฮ์ไม่เฉพาะในคัมภีร์ไบเบิ้ลเท่านั้น แต่ยังใช้ในเพลงสวด บทกวี งานเขียน และในพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย
ขณะที่ Kenneth J. Thomas จากสมาคมที่ปรึกษาการแปลไบเบิ้ล ซึ่งมีฐานในสหรัฐ ก็ออกมาสำทับอีกว่า อาหรับใช้คำว่าอัลลอฮ์มาตั้งแต่ก่อนที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.)จะถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 7 เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปอันหมายถึง ‘พระผู้เป็นเจ้าสูงสุด’ (Supreme Being) และอักษรที่จารึกคำว่า ‘อัลลอฮ์’ ก็มีการค้นพบในดินแดนอาระเบียตอนเหนือและตอนใต้ ซึ่งเป็นจารึกเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 5 แล้ว
อย่างไรก็ตาม ก็มีบางคนมองว่าการตัดสินของศาลอุทธรณ์ล่าสุดของมาเลเซียนั้นเป็นประเด็นการเมืองเสียมากกว่า เพราะรัฐบาลต้องการเอาใจพวกฝ่ายขวา หวังเพิ่มคะแนนนิยมของพรรคอัมโน(United Malays National Organization หรือ UMNO) โดยเฉพาะหลังจากที่ผลการเลือกตั้งครั้งหลังสุดออกมาในลักษณะที่พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคอัมโน แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องเสียที่นั่งจำนวนมากให้ฝ่ายค้าน และไม่สามารถครองเสียงข้างมาก 2 ใน 3 เหมือนในอดีตอีกต่อไป ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองมาเลเซีย
ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่าประเด็นเรื่องชาติพันธุ์นั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเมืองมาเลเซียมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม และยิ่งเพิ่มความสำคัญขึ้นไปอีกหลังปี 1971 ที่มีการใช้นโยบาย ‘ภูมิบุตร’ (Bumiputeras) หรือนโยบายเกื้อหนุนพลเมืองเชื้อสายมาเลย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมของพรรคอัมโน
...........................................................................
จากบทความเรื่องนี้ ทำให้เกิดความคิดที่ว่า ถ้าศาสนาทั้งสามศาสนานี้ มาจาก ท่านนบีอิบรอฮีม คนเดียวกันแล้วและนับถือพระเจ้าของอิบรอฮีมเช่นกัน ทำไมเรื่องชื่อของพระเจ้าจึงกลายมาเป็นปัญหาของมุสลิม, และ เป็นที่หวงแหนสำหรับมุสลิมเท่านั้น, ใครจะเรียกอัลลอฮ์ว่าเป็นพระเจ้าของผู้อื่นไม่ได้ นอกจากเป็นพระเจ้าของมุสลิมเท่านั้น?