ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเชื่อในรักแรกพบ หรือ การพบกันแล้วรู้สึกคุ้นเคยกันมาก่อนเลย
ไม่ว่าใครเล่ายังไงก็คิดว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า
จนวันนึงวันที่เราไม่เคยคาดคิด หลังจากวันนั้นที่เลิกงานเร็ว
แล้วตัดสินใจไปวิ่งออกกำลังกายกับเพื่อนที่สนามกลาง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่อยากไป
วันนี้เป็นวันที่แปลกๆ ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เราอึดมากในการออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ตีแบด
อย่างขยันทั้งที่เมื่อก่อนแค่ สิบนาทีก็เหนื่อยแล้ว
พอเราออกกำลังกายเสร็จเพื่อนก็จะให้น้องมารับเขาก็อาสาบอกว่าจะให้น้องไปส่งเราที่บ้าน
เราก็ปฎิเสธไป บอกว่าขอเดินกลับบ้านเอง เพราะบ้านเราก็ไม่ได้ไกลจากสนามกลางมาก
เราก็เดินออกมาเรื่อยๆ และโทรกลับไปที่บ้านว่าจะเอาน้ำเต้าหู้ไหม
แต่พอเดินไปถึงร้านดังก็ดันปิดเราเลยตัดสินใจว่าไม่ซื้อแล้วดีกว่าไม่อยากกินร้านอื่น
พอคิดไปคิดมาเดินไปถึงร้านที่สอง ก็ตัดสินใจอีกครั้งว่าในเมื่อที่บ้านอยากกิน เราก็ซื้อไปเถอะร้านไหนก็เหมือนกัน
หลังจากนั้นสิ่งนี้ก็เกิดกับเรา เมื่อใกล้ถึงปากซอยบ้านเรา ซึ่งเราต้องยืนรอที่ทางม้าลาย เราก็มัวหันไปดูรถข้างขวาโดยไม่ทันมองข้างซ้าย แต่พอเราหันไปอีกทีทางด้านซ้าย เราก็ต้องชะงักเพราะเจอคนๆนึง อยู่ระยะที่ประชิดมาก ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกตกใจอะไร เพียงแต่รู้สึกล่องลอย และ โลกหยุดหมุน เรากับเขามองหน้ากันและกัน เหมือนต้องมนต์ ฉันนับวินาทีในใจ มันเป็นเวลา 12 วิ ซึ่งฉันเคยได้ยินว่าถ้าเราสามารถสบตาใครได้นานขนาดนั้นแสดงว่าเราตกหลุมรัก เมื่อวินาทีต้องมนต์ของเราจบลง และได้สติ ฉันรู้สึกตัวเบาและเริ่มเขิน เขาก็เหมือนกัน เราสองคนยิ้มให้กัน และหลังจากนั้น เราต่างก็ข้ามถนนไปคนละทาง ก่อนเราจะแยกย้ายกันไปเราก็หันไปมองกันและกันอีกครั้งราวกับต่างคนอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ แต่แล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย
นั้นแหละจุดเริ่มต้นของรักแรกพบที่เราแทบไม่อยาเชื่อ
ถ้าวันนั้นเรากลับกับเพื่อน
ถ้าเราไม่โทรไปที่บ้าน
ถ้าเราไม่หยุดซื้อน้ำเต้าหู้ร้านที่สอง
ถ้าเราไม่ตัดสินใจข้ามถนนตรงทางม้าลาย
สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นได้เลย มันเป็นพรหมลิขิต เรื่องบังเอิญหรือ อะไรกันแน่
เราเจอคนมามากมาย ประเภทที่เจอแล้วหล่อนะ สเปกเลย แต่มันก็จบลงแค่ตรงนั้น
ไม่ได้กลับมาเพ้อต่ออะไรเลย แต่กับคนนี้ซึ่งเรา แทบจะไม่ได้สนใจว่าหน้าตาเขาดีไหม สูง ไหมหรืออะไรเลย รู้แต่ว่าเขาใช่สำหรับเราที่สุด เขาดูเหมือนคนที่เรารู้จักกันมาก่อน เราไม่เคยหยุดคิดถึงเขาเลยคะ อยากเจอมาก อยากรู้จัก เราเพ้อหนักเลย สิ่งที่ทำได้คือรอๆ เราไปรอเขาทุกครั้งที่มีโอกาสในเวลาเดิมที่เดิม แต่เราก็ไม่เจอ
วันนี้ที่เก่าเวลาเดิม เรารอเขาชั่วโมงครึ่งแต่ก็ไม่เจอเขาเลย
เรากลับบ้านมาด้วยอารมณ์เสียใจราวกับอกหัก เจ็บปวดกับการที่เรายอมปล่อยเขาไป
ทำไมความรู้สึกเราถึงเป็นอย่างนี้ักับคนที่เราไม่รู้จักเขามาก่อนเลย
มันเว่อร์มาก แต่มันเกิดกับชีวิตเราไปแล้ว ทำไงดี เพื่อนกระซิบว่าทำใจ
ถ้าเขาเป็นคู่เรายังไงก็ต้องเจอกันอีก สู้ๆ คะ
อยากรู้จังว่าเขาเป็นใคร อยากให้เขามาอ่าน อยากให้เขาคิดเหมือนกันกับเรา
ถ้าเจอเขาเป็นครั้งที่สองเราจะไม่ยอมปล่อยเขาไปอีกแน่
แค่อยากให้คุณได้รับรู้
ไม่ว่าใครเล่ายังไงก็คิดว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า
จนวันนึงวันที่เราไม่เคยคาดคิด หลังจากวันนั้นที่เลิกงานเร็ว
แล้วตัดสินใจไปวิ่งออกกำลังกายกับเพื่อนที่สนามกลาง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่อยากไป
วันนี้เป็นวันที่แปลกๆ ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เราอึดมากในการออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก เดินเร็ว ตีแบด
อย่างขยันทั้งที่เมื่อก่อนแค่ สิบนาทีก็เหนื่อยแล้ว
พอเราออกกำลังกายเสร็จเพื่อนก็จะให้น้องมารับเขาก็อาสาบอกว่าจะให้น้องไปส่งเราที่บ้าน
เราก็ปฎิเสธไป บอกว่าขอเดินกลับบ้านเอง เพราะบ้านเราก็ไม่ได้ไกลจากสนามกลางมาก
เราก็เดินออกมาเรื่อยๆ และโทรกลับไปที่บ้านว่าจะเอาน้ำเต้าหู้ไหม
แต่พอเดินไปถึงร้านดังก็ดันปิดเราเลยตัดสินใจว่าไม่ซื้อแล้วดีกว่าไม่อยากกินร้านอื่น
พอคิดไปคิดมาเดินไปถึงร้านที่สอง ก็ตัดสินใจอีกครั้งว่าในเมื่อที่บ้านอยากกิน เราก็ซื้อไปเถอะร้านไหนก็เหมือนกัน
หลังจากนั้นสิ่งนี้ก็เกิดกับเรา เมื่อใกล้ถึงปากซอยบ้านเรา ซึ่งเราต้องยืนรอที่ทางม้าลาย เราก็มัวหันไปดูรถข้างขวาโดยไม่ทันมองข้างซ้าย แต่พอเราหันไปอีกทีทางด้านซ้าย เราก็ต้องชะงักเพราะเจอคนๆนึง อยู่ระยะที่ประชิดมาก ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกตกใจอะไร เพียงแต่รู้สึกล่องลอย และ โลกหยุดหมุน เรากับเขามองหน้ากันและกัน เหมือนต้องมนต์ ฉันนับวินาทีในใจ มันเป็นเวลา 12 วิ ซึ่งฉันเคยได้ยินว่าถ้าเราสามารถสบตาใครได้นานขนาดนั้นแสดงว่าเราตกหลุมรัก เมื่อวินาทีต้องมนต์ของเราจบลง และได้สติ ฉันรู้สึกตัวเบาและเริ่มเขิน เขาก็เหมือนกัน เราสองคนยิ้มให้กัน และหลังจากนั้น เราต่างก็ข้ามถนนไปคนละทาง ก่อนเราจะแยกย้ายกันไปเราก็หันไปมองกันและกันอีกครั้งราวกับต่างคนอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ แต่แล้วเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันเลย
นั้นแหละจุดเริ่มต้นของรักแรกพบที่เราแทบไม่อยาเชื่อ
ถ้าวันนั้นเรากลับกับเพื่อน
ถ้าเราไม่โทรไปที่บ้าน
ถ้าเราไม่หยุดซื้อน้ำเต้าหู้ร้านที่สอง
ถ้าเราไม่ตัดสินใจข้ามถนนตรงทางม้าลาย
สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นได้เลย มันเป็นพรหมลิขิต เรื่องบังเอิญหรือ อะไรกันแน่
เราเจอคนมามากมาย ประเภทที่เจอแล้วหล่อนะ สเปกเลย แต่มันก็จบลงแค่ตรงนั้น
ไม่ได้กลับมาเพ้อต่ออะไรเลย แต่กับคนนี้ซึ่งเรา แทบจะไม่ได้สนใจว่าหน้าตาเขาดีไหม สูง ไหมหรืออะไรเลย รู้แต่ว่าเขาใช่สำหรับเราที่สุด เขาดูเหมือนคนที่เรารู้จักกันมาก่อน เราไม่เคยหยุดคิดถึงเขาเลยคะ อยากเจอมาก อยากรู้จัก เราเพ้อหนักเลย สิ่งที่ทำได้คือรอๆ เราไปรอเขาทุกครั้งที่มีโอกาสในเวลาเดิมที่เดิม แต่เราก็ไม่เจอ
วันนี้ที่เก่าเวลาเดิม เรารอเขาชั่วโมงครึ่งแต่ก็ไม่เจอเขาเลย
เรากลับบ้านมาด้วยอารมณ์เสียใจราวกับอกหัก เจ็บปวดกับการที่เรายอมปล่อยเขาไป
ทำไมความรู้สึกเราถึงเป็นอย่างนี้ักับคนที่เราไม่รู้จักเขามาก่อนเลย
มันเว่อร์มาก แต่มันเกิดกับชีวิตเราไปแล้ว ทำไงดี เพื่อนกระซิบว่าทำใจ
ถ้าเขาเป็นคู่เรายังไงก็ต้องเจอกันอีก สู้ๆ คะ
อยากรู้จังว่าเขาเป็นใคร อยากให้เขามาอ่าน อยากให้เขาคิดเหมือนกันกับเรา
ถ้าเจอเขาเป็นครั้งที่สองเราจะไม่ยอมปล่อยเขาไปอีกแน่