1,197 วัน รักเธอคนเดียว

ปล. ยืมล็อกอินเพื่อนมาตั้งครับ

ผมยังจำวันแรกที่โทรหาเธอแล้วนัดให้เจอกันที่หน้าศาลากลางกรุงเทพมหานคร.....
วันนั้นเป็นคืนวันพฤหัสที่ 20 เดือน มกราคม ค.ศ. 2011 ผมมาเพื่อจะขอเธอเป็นแฟน เนื่องจากก็พอทราบดีว่าเธอมีใจให้บ้าง แล้วเราเองก็เป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เราตกลงเป็นแฟนกัน ซึ่งความรักก็ถือว่าไปด้วยกันดี ตลอดระยะเวลาที่คบคนแทบไม่เคยได้ทะเลาะด้วยซ้ำ ถึงจะมีทะเลาะกันบ้างก็เรื่องเล็กน้อย วันเดียวก็หายโกรธ คือความรักเบ่งบานเอามากๆ จนในที่สุดก็มีแผนจะแต่งงานกัน เคยเข้าไปดูบ้าน ดูสถานที่แต่งงาน เขียนรายชื่อแขกที่จะมาร่วมงานแล้ว หรือแม้กระทั่งคิดของชำร่วยที่จะใช้ในงานจะเป็นอะไรดี

แล้วก็มีการคุยเรื่องแต่งงานพลางๆ โดยป๊าของเธอเรียกค่าสินสอด 4 แสน 4 บาท โดยให้เหตุผลว่าเธอจบปริญญาโท มหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่เงินดังกล่าวสามารถเรียกคืนได้ ซึ่งถือว่ายังโอเคอยู่ แต่เราตกลงกันว่าจะหาเงินของตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องไปกู้เงินมาแต่ง ซึ่งถ้ารวมเงินจัดงานด้วยแล้วก็คงไม่ต่ำกว่า 8 แสนบาท แต่เราสองคนก็คิดว่ามันเป็นไปได้ ความจริงเราอยากจะแต่งงานกันช่วงปลายปีที่แล้วแต่เงินไม่พอ เลยเลื่อนมาเป็นปลายปีหน้าเพื่อเก็บเงินให้มากขึ้น

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างนึงคือ ผมได้ลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำงานฟรีแลนซ์อย่างเดียว แต่กลายเป็นว่าบริษัทที่ส่งงานฟรีแลนซ์ให้ผมไม่นานก็ปิดตัวลง ผมยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้างก็เลยเอาเงินมาลงทุนในด้านการทำอาหาร แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เงินก็หายไปก้อนใหญ่

ในเวลาต่อมาผมก็คิดว่ามีที่ดินอยู่ต่างจังหวัด จะไปสร้างกิจการของตัวเองที่นั่น เพราะมีที่ดิน แรงงาน ของตัวเอง และเงินทุนนิดหน่อย คิดว่าถ้าทำดีๆ คงจะมีเงินได้ไม่ยาก ผมจึงต้องเดินทางระหว่างกรุงเทพกับต่างจังหวัด (ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก) คือวันจันทร์ - วันพฤหัส ผมอยู่ต่างจังหวัด ส่วนวันศุกร์ - วันอาทิตย์ ผมจะอยู่กรุงเทพ ผมไปๆ มาๆ แบบนี้อยู่ราวหนึ่งเดือน ซึ่งระหว่างนี้เราก็ยังรักกันดีหวานชื่นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอก็ให้กำลังใจผมตลอดเวลา แต่เรื่องราวสำคัญมันเกิดตอนนี้ครับ......

ระหว่างที่อยู่ต่างจังหวัดก็ไม่ได้ระแวงอะไร หรือไม่ได้คิดกลัวเธอไปมีคนอื่น เพราะเราเชื่อมั่นในความรักของกันและกันมากๆ แต่แล้วคืนวันเสาร์มีเพื่อนชวนไปกินเหล้าที่ถนนพระอาทิตย์ (เรามีเพื่อกลุ่มเดียวกัน) ดื่มกินกันไปสักประมาณตีหนึ่ง มีไลน์ของเธอเข้ามาที่โต๊ะ ซึ่งผมนั่งอยู่ตรงข้ามก็ได้แต่มอง แต่เพื่อนผมที่นั่งอยู่ข้างเดียวกับเธอมือไวมากพิมพ์ด่าคนที่ไลน์มาเพราะเซ้นส์ของเพื่อนผม รู้ว่าคนที่พิมพ์มามีเจตนาไม่ปกติ แต่กลายเป็นว่าเธอกลับขอโทษคนคนนั้นแบบออกนอกหน้า จนในที่สุดก็ทราบว่าคนนั้นคือลูกน้องคนสนิทที่ทำงานเธอนั่นเอง ผมเริ่มสงสัยและซักถามว่า ทำไมต้องขอโทษขนาดนั้น เพราะเขาไลน์มาตอนดึกขนาดนี้มันน่าสงสัยอยู่แล้ว ผมเลยขอดูไลน์การคุยทั้งหมด ปรากฏว่าถูกเธอลบอย่างไว เราเถียงกันเยอะ สรุปผมว่าถ้าไม่คิดอะไรก็ให้สาบานต่อหน้าพระ แต่เธอไม่กล้า ผมโมโหกลับบ้านที่ต่างจังหวัดในคืนนั้นทันที อีกวันเธอก็มาง้อคืนดี แล้วผมก็ให้เธอถ้าบริสุทธิ์ใจจริงก็ให้ปิดไลน์ เลิกคุย Facebook คุยกันเฉพาะเรื่องงานพอ เธอรับปากว่าจะทำ

เหมือนเรื่องจะจบลงด้วยดี แต่ไม่ใช่..... หลังจากนั้นไม่นานเธอเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พยายามเบี่องประเด็นหาเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ได้รักผมอีกแล้ว เธอบอกว่าความรักไม่ร้อยเปอร์เซ็นเหมือนเดิม ให้ผมสามารถไปมีคนอื่นได้และไม่อยากให้เสียเวลา ฟังแล้วสะอึกครับพูดไม่ออกเลย ผมพยายามทำความเข้าใจนะว่าคงเป็นเพราะอยู่ด้วยกันมานานพอสมควรอาจเป็นไปได้ที่เริ่มอิ่มตัว ก็เลยบอกไปว่าอาจข้ามขั้นสนิทกันมากจนเฉยๆ กับแฟนตัวเองไปแล้ว เพราะผู้ชายเราบางครั้งก็เป็นที่เบื่อๆ หรือเซ็งๆ ทั้งที่ไม่ได้มีใคร ผมบอกได้เลยว่าผมรักเธอเต็มร้อย แต่ไม่กี่อาทิตย์ต่อมาเธอก็บอกว่าความรักของเธอที่ให้ผมมันไม่เต็มร้อย เธอย้ำมาอีกตลอด

ช่วงหลังๆ เธอหงุดหงิดง่าย ผมทำอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด ขนาดเธอป่วยต้องไปโรงพยาบาลตอนตี 1 ผมยังโดนด่าเลยว่ามารับช้า ทั้งที่เหยียบมาเต็มสปีด พอเธอหลับที่โรงพยาบาล ผมก็โดนด่าว่าทำไมไม่ปลุก คือโดนด่าตลอดเวลา ผมได้แต่เงียบและซึ้งใจจริงๆ

ในระยะ 2 เดือนสุดท้ายเธอเปลี่ยนไปเยอะมาก ไม่โทรหา ไม่เป็นห่วง เอาแต่เล่นโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา และโพส Facebook เรื่องของความรักเป็นการบอกใบ้ ซึ่งใครอ่านแล้วคงคิดว่ากำลังอินเลิฟกับแฟนอย่างผม แต่ผมรู้ดีว่าไม่ใช่ผม ยิ่งพอเธอรู้ว่าผู้ชายคนนั้นซึ่งเป็นลูกน้องของเธอได้เลิกกับแฟน เธอเหมือนกดดันผมตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด พฤติกรรมของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป ไม่ให้ผมไปรับไปส่งเหมือนเดิม ไม่ไลน์หรือโทรหา จนผมทนไม่ไหวต้องไปแอบดูพฤติกรรมเธอ ผมเริ่มเหมือนคนหมาบ้าเข้าไปทุกทีอีกเมื่อเห็นว่าผู้ชายคนที่เธอชอบไปรับไปส่งเธอตลอด ผมก็เข้าไปถามอีกว่าทำไมต้องทำแบบนี้เธอบอกว่าไม่มีอะไร คือมันเจ็บจนไม่รู้จะทำยังไง

แต่ผมเป็นผมเองที่เริ่มทนพฤติกรรมของเธอไม่ไหว ทั้งที่ปากบอกว่าไม่มีอะไรเพราะเธอเอา Facebook ของผู้ชายคนนั้นเข้ามาอีกครั้ง และแอบคุยไลน์กัน แน่นอนช่วงนี้เธอหงุดหงิดกับผมมาก แถมโทรศัพท์ของเธอก็เป็นความลับไม่ให้ผมจับอีกต่อไป เธอเหมือนคนตาบอด ใครพูดอะไรก็ไม่ฟังเหมือนโดนมนต์สะกดบางอย่าง แถมผู้ชายคนนั้นระหว่างที่มาจีบแฟนผม ผมเคยโทรไปถามว่าคุณมาจีบแฟนผมทำไม กลายเป็นว่าเขาทำนักเลงท้าผมไปต่อยซะงั้น ผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้แฟนฟังกลายเป็นว่า ผมโดนด่าที่ผมไปหาเรื่องผู้ชายคนนั้น งงมาก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่