ที่วัดนี้ไม่มีการสอนภาวนา มีแต่การทรมาน

ธรรมะจากอาจารย์ชยสาโร


"ในวัดป่า ครูบาอาจารย์มักจะเอาความไม่กลัวลำบากเป็นเครื่องกลั่นกรองลุกศิษย์
วันหนึ่งเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนอาตมามาอยู่วัดป่าพงใหม่ ๆ กำลังนั่งใต้ถุนกุฏิหลวงพ่อชาอยู่
ชาวต่างประเทศคนหนึ่งเดินเข้ามา เก้ง ๆ ก้าง ๆ วางเป้ลง แล้วเข้ามากราบหลวงพ่อขออนุญาตพักในวัด
หลวงพ่อสั่งให้อาตมาเป็นล่าม แล้วถามเขาว่า อยากมาพักที่วัดหนองป่าพงเพื่ออะไร ต้องการอะไร
เขาบอกว่า เขาสนใจเรื่องการภาวนา หลวงพ่อหน้าดุ พูดว่า ที่วัดนี้ไม่มีการสอนภาวนา มีแต่การทรมาน

โยมฝรั่งคนนี้น่าชม ฟังคำหลวงพ่อถึงจะสะดุ้งนิด ๆ ก็ไม่ถอย เรียกว่าสอบเอ็นทรานซ์เข้าวัดป่าพงได้


คำว่า ทรมาน ฟังแล้วน่ากลัวนะ แต่ความหมายในทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องโหด
ไม่เกี่ยวกับความทารุนแต่อย่างใด หากหมายถึงแนวทางฝึกคนให้เห็นโทษของกิเลส
โดยเฉพาะตัณหา ด้วยการไม่ให้ทำตามใจ เหตุผลคือ เราจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยการละกิเลส
จะละกิเลสได้ก็เพราะรู้เท่าทันมัน จะรู้เท่าทันกิเลสได้ เพราะไม่หลงวิ่งตามมัน
จะอดวิ่งตามมันได้เพราะกล้าฝืนกระแส


การเห็นชัดว่า ตัณหาทำให้จิตใจเศร้าหมอง และการหัดปล่อยวางตัณหา
ทำให้จิตใจปลอดโปร่งผ่องใสถือว่าเป็นการก้าวหน้าในธรรมที่สำคัญ


ครูบาอาจารย์ทรมานกิเลสลูกศิษย์ ไม่ได้ทรมานตัวลูกศิษย์
และท่านทรมานด้วยความเมตตากรุณาอันบริสุทธิ์
ต้องการให้ลูกศิษย์พ้นจากบ่วงของมาร
หลวงพ่อชาเป็นครูบาอาจารย์องค์หนึ่งซึ่งไม่ทำอะไรตามใจลูกศิษย์
ท่านรู้พิษร้ายของความอยากอย่างดีแล้ว จึงพยายามช่วยให้พวกเรา
ที่ยังหลงเสน่ห์มันมีโอกาสพ้นภัย หลวงพ่อต้องการให้เรารู้แจ้งเห็นจริงว่า
ทุกข์เกิดเพราะตัณหา และความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
ไม่ได้เกิดเพราะสิ่งแวดล้อมหรือคนอื่นอย่างที่คิด


การสอนของท่านจึงตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องอธิบายทฤษฎีมากนัก
ท่านให้เราเห็นเอง เป็นประสบการณ์ตรง ทำอย่างนี้ หรือคิดอย่างนี้ทุกข์ไหม
ทุกข์เพราะอะไร เหตุให้เกิดทุกข์อยู่ตรงไหน ทำอย่างไร ปล่อยวางอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์


ลูกศิษย์หลวงพ่อชาต้องระมัดระวังมาก ถ้าเผลอแสดงอาการอยากออกมา
ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม ท่านตะปบเลย เหมือนเสือ ตาท่านไวมาก
อาการผิดปกตินิดเดียวก็ไม่ได้ ท่านเห็นหมด

เวลาหลวงพ่อสังเกตว่าเราอยากได้อะไร ท่านจะไม่ให้
ถ้าเราปล่อยวางแล้ว แบบได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ได้ แล้วแต่หลวงพ่อ
ท่านถึงจะเมตตา ถึงจะให้

หลวงพ่อมักจะถามคนที่มาบวชว่า พร้อมที่จะตายหรือยัง
ท่านบอกว่า บวชเป็นพระนี่ก็คือมาตาย ไม่ใช่ว่ามาเพื่อจะเอา
หรือเพื่อจะเป็น จะได้นั่นได้นี่ ผู้ใดศรัทธาไม่แรงกล้าก็สะดุ้ง แต่ก็จริงของท่าน


ครั้งหนึ่ง พระฝรั่งจากที่อื่นมาเยี่ยมวัดป่าพง
ท่านองค์นี้มีโครงการบวชห้าปี ไปอยู่วัดนั้นปี วัดนี้ปี
หาประสบการณ์ในการปฏิบัติ เผื่อว่าครบห้าปีแล้ว
จะได้เป็นอาจารย์วิปัสสนาอยู่เมืองนอก


วันที่มากราบหลวงพ่อนั้น ไม่ได้มาขออยู่วัดป่าพงนาน
อยากมาแค่สนทนาธรรมกับหลวงพ่อชา
ข้อธรรมที่พระฝรั่งนำมาสนทนาในวันนั้นมีแต่เรื่องสูง ๆ ทั้งนั้น
ทีแรกหลวงพ่อท่านก็ตอบอบ่างน่าฟัง สนุกและกระชับ ตามลีลาเฉพาะตัวของท่าน
พอตอบคำถามหมดแล้วอย่างเป็นที่พอใจของผู้ถาม ท่านก็อธิบายต่อ ขยายความ
ตอนนั้นก็เกือบสองทุ่ม จนสามทุ่ม สี่ทุ่ม ห้าทุ่มผ่านไปท่านก็ยังเทศน์อยู่

ท่าทางพระฝรั่งชักอิดโรยอยากจะไปพักผ่อนเต็มที่ แต่หลวงพ่อไม่สนใจ
ตีหนึ่ง ตีสอง พระฝรั่งที่น่าสงสารรูปนี้นั่งพับเพียบพลิกไปพลิกมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ง่วงก็ง่วง กระสับกระส่ายก็กระสับกระส่าย จะลุกก็ไม่กล้า คงกลัวเสียหน้า
อย่างนี้แหละเรียกว่าทรมาน


ทำไมหลวงพ่อจึงคิดทำอย่างนี้
ก็เพราะท่านเห็นว่า พระรูปนี้อยากคุยแต่เรื่องธรรมะขั้นสูง ๆ ที่ตนยังเข้าไม่ถึง
โดยมองข้ามสัจจธรรมที่อยู่ต่อหน้า


หลวงพ่อท่านจึงช่วยให้พระรูปนี้เห็นความจริงในปัจจุบัน
คือเห็นความทุกข์ในการที่จะต้องนั่งฟังท่านบรรยายหลายชั่วโมง
อยากพักผ่อนก็พักผ่อนไม่ได้
ธรรมะอันเดียวที่ฟังไพเราะมากตอนสองทุ่ม สามทุ่ม
กลายเป็นเรื่องรำคาญหูและทรมานใจตอนตีสอง


แรก ๆ พระรูปนี้มีอาการลืมตัวบ้าง ค่อนข้างจะตีเสมอ
แต่กว่าหลวงพ่อจะจบการแสดงธรรมก็แพ้ราบคาบเสียแล้ว รู้ตัวว่าไม่เก่งอย่างที่คิด
นี่คือตัวอย่างการฝึกคนของหลวงพ่อชา คำเทศน์ที่ปรากฏในหนังสือและเทปเป็นแค่มิติหนึ่งเท่านั้น
เปิดปิดได้ตามใจเรา ขาดการทรมาน


แม้ว่าพวกเราไม่ได้อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ผู้เมตตาขัดใจเราบ่อย ๆ ก็ตาม
แต่เราต้องพยายามทรมานกิเลสตัวเองบ้าง อย่าไปปรนเปรอมันมากนัก "




https://www.facebook.com/pages/สาขาวัดหนองป่าพง/182989118504002
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่