สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
ถ้าอยากเป็นอาจารย์ ทำไมต้องใช้เงินลงทุนละครับถุ้าไม่มีเงิน ทางเลือกอื่นๆ ก็มี
ทำไมไม่คิดจะหาทุนต่างๆ ถ้าเราไม่มีเงิน ก็เอาแรงไปอ่านหนังสือสอบชิงทุนให้ได้มา อาจารย์มันต้องอึด ต้องมีหัวดีพอควร เรื่องแข่งชิงทุนมันก็เป็นเรื่องที่คนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เผชิญผ่านมาทั้งนั้น
ผมสมัครชิงทุนไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐได้เมื่ออายุ 30 ครับ มี 3 ทุน คนสมัคร 1750 คน ผมก็ยังไม่ท้อ และก็ทำได้ นั่นก็ปี 1982 นานมาแล้ว
อายุแค่ 27 ท้อแล้วหรือ?
ผมถือคติแบบ พระมหาชนก เรือล่มในมหาสมุทร ว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืน ไม่เห็นฝัง ไม่เห็นอนาคต ก็ไม่ท้อ ทำต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะบรรลุฝั่งเอง
ปล ในสมัยนั้น ทุนจำกัดไว้ว่า ผู้สมัครต้องอายุไม่เกิน 35 ปี ผมตั้งใจไว้ว่า ถ้าปีนั้นผมไม่ได้ ผมก็จะไม่ท้อ ก็จะอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำต่อไป (ทำงานประจำอยู่) จะสมัครทุกปี จนกว่าไม่มีสิทธิสมัครแล้ว แต่บังเอิญ ผมได้ในปีที่อายุ 30 และเป็นปีแรกที่ผมคิดเรียนต่อปริญญาโท เพราะก่อนหน้านั้นเพิ่งแต่งงาน และมีลูกเล็กคนหนึ่งแล้ว ไม่ต่อโทเมืองนอก คงจะลำบากในอนาคต ก็เลยสมัครชิงทุนและก็ได้
ปล 2 ที่ผมได้ทุน เพราะผมถือคติเรียนรู้ตลอดชีวิต จบปริญญาตรีแล้วผมก็ยังอ่านหนังสือวิชาการ/ภาษาอังกฤษก็ฝึกฝนต่อเนื่องมาโดยตลอด หนัง/ละคร ไม่ดู ไม่เที่ยว (เพราะไม่มีเงิน)
ปล 3 ตอนไปสมัครได้ที่ 500 กว่า ก็สยองแล้ว แต่เมื่อวันไปสอบเจอจำนวนผู้สมัคร 1750 คน ยิ่งสยองใหญ่ แต่สวรรค์ไม่ไร้เนตร คนที่มีความเพียรดุจพระมหาชนกเช่นผม ก็หลุดมาได้ 1 ใน 3 คนสุดท้าย
ทำไมไม่คิดจะหาทุนต่างๆ ถ้าเราไม่มีเงิน ก็เอาแรงไปอ่านหนังสือสอบชิงทุนให้ได้มา อาจารย์มันต้องอึด ต้องมีหัวดีพอควร เรื่องแข่งชิงทุนมันก็เป็นเรื่องที่คนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เผชิญผ่านมาทั้งนั้น
ผมสมัครชิงทุนไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐได้เมื่ออายุ 30 ครับ มี 3 ทุน คนสมัคร 1750 คน ผมก็ยังไม่ท้อ และก็ทำได้ นั่นก็ปี 1982 นานมาแล้ว
อายุแค่ 27 ท้อแล้วหรือ?
ผมถือคติแบบ พระมหาชนก เรือล่มในมหาสมุทร ว่ายน้ำ 7 วัน 7 คืน ไม่เห็นฝัง ไม่เห็นอนาคต ก็ไม่ท้อ ทำต่อไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะบรรลุฝั่งเอง
ปล ในสมัยนั้น ทุนจำกัดไว้ว่า ผู้สมัครต้องอายุไม่เกิน 35 ปี ผมตั้งใจไว้ว่า ถ้าปีนั้นผมไม่ได้ ผมก็จะไม่ท้อ ก็จะอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำต่อไป (ทำงานประจำอยู่) จะสมัครทุกปี จนกว่าไม่มีสิทธิสมัครแล้ว แต่บังเอิญ ผมได้ในปีที่อายุ 30 และเป็นปีแรกที่ผมคิดเรียนต่อปริญญาโท เพราะก่อนหน้านั้นเพิ่งแต่งงาน และมีลูกเล็กคนหนึ่งแล้ว ไม่ต่อโทเมืองนอก คงจะลำบากในอนาคต ก็เลยสมัครชิงทุนและก็ได้
ปล 2 ที่ผมได้ทุน เพราะผมถือคติเรียนรู้ตลอดชีวิต จบปริญญาตรีแล้วผมก็ยังอ่านหนังสือวิชาการ/ภาษาอังกฤษก็ฝึกฝนต่อเนื่องมาโดยตลอด หนัง/ละคร ไม่ดู ไม่เที่ยว (เพราะไม่มีเงิน)
ปล 3 ตอนไปสมัครได้ที่ 500 กว่า ก็สยองแล้ว แต่เมื่อวันไปสอบเจอจำนวนผู้สมัคร 1750 คน ยิ่งสยองใหญ่ แต่สวรรค์ไม่ไร้เนตร คนที่มีความเพียรดุจพระมหาชนกเช่นผม ก็หลุดมาได้ 1 ใน 3 คนสุดท้าย
แสดงความคิดเห็น
เหนื่อยที่จะต้องเดินตามความฝัน คิดว่าทำงานธรรมดา แต่ขอให้มีความสุข ดูแลครอบครัวได้ น่าจะเพียงพอแล้วครับ
จะเรียนให้จบป.เอก
แล้วสมัครเป็น อ.มหาลัย
แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว
แค่ป.โท ยังไม่มีเงินเรียนเลย
ไม่ไหวจริงๆ
เลยคิดว่า เลิกล้มความตั้งใจ
เอาแบบว่า ทำงานธรรมดา แล้วมีความสุขก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ไม่อยากเป็นอาจารย์มหาลัยแล้วครับ
เพราะต้องจบปริญญาเอก ถึงจะทำได้
ต้องใช้เงินลงทุนไม่ใช่น้อยๆ
ตอนนี้ก็อายุ 27 แล้ว
เพื่อนรุ่นเดียวกัน มีครอบครัว มีลูกกันหมดแล้ว
ตัวผมสิ มีแต่เรียนอยู่อย่างนี้
ยังไม่ได้เริ่มต้นนับ 1 กับเขาเลย
เพื่อนๆ ละครับ
คิดยังไง กับอนาคตของตัวเอง
เหนื่อยครับ เหนื่อย