ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาแห่งปัญญา คือเป็นศาสนาที่สอนให้เกิดปัญญาเพื่อนำมาใช้ดับทุกข์ ซึ่งการมีปัญญาก็ต้องมีเหตุผลและความจริงเป็นสิ่งช่วยให้เกิดปัญญา ถ้าขาดเหตุผลและความจริงก็จะไม่มีปัญญา
ส่วน ความเชื่อ นั้นคือความมั่นใจว่าจะเป็นจริง ซึ่งก็คือการที่ยังไม่เห็นจริงจึงต้องใช้ความเชื่อ โดยความเชื่อนี้จะไม่มีหลักการมาให้ศึกษา ไม่มีเหตุผลมาอธิบาย และไม่มีของจริงมาให้พิสูจน์ ดังนั้นความเชื่อทั้งหลายจึงไม่ใช่ปัญญา จนกว่าจะได้พิสูจน์ความเชื่อนั้นจนเห็นจริงเสียก่อน ความเชื่อนั้นจึงจะกลายเป็นปัญญา
เมื่อเรานับถือพุทธศาสนาก็เท่ากับนับถือพระพุทธเจ้า แต่เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่? ถ้ามีจริง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า?
ส่วนใหญ่ก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พระไตรปิฎกคือตำราที่รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ ดังนั้นเมื่อนับถือพระพุทธเจ้า ก็ต้องนับถือพระไตรปิฎก แต่แม้ในพระไตรปิฎกเองก็บอกเอาไว้ว่า อย่าถือว่าเป็นจริงเพียงเพราะมีตำราอ้างอิง คือข้อความนี้ก็บอกอยู่ว่า อย่ายึดถือ (หรืออย่าเชื่อ) ว่าตำรานี้ถูกต้องหรือป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะตำรานั้นเป็นแค่เพียงตัวอักษรที่สามารถถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัยรอบด้าน ดังนั้นการเชื่อตำราจึงมีโอกาสที่จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนได้ (คือตำรานั้นเราเชื่อ ๑๐๐% ไม่ได้ว่าถูกต้องหรือเป็นจริง) ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงทราบดีในเรื่องนี้ จึงได้วางหลักความเชื่อไว้เช่นนี้
แต่ชาวพุทธกลับพยายามแปลความหมายนี้ให้มีความหมายคลาดเคลื่อนไป คือพยายามแปลให้เป็นว่า ให้เชื่อไว้ก่อนแล้วค่อยพิสูจน์ จึงทำให้มีความผิดพลาดในการศึกษามาตั้งแต่ต้น แล้วก็เลยเชื่อกันมาเช่นนี้จนลืมหลักดั้งเดิมนี้ไป
แม้การเชื่อครูอาจารย์ พระพุทธเจ้าก็สอนว่า อย่าถือเอาว่าเป็นจริงเพียงเพราะผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง เพราถ้าบังเอิญครูอาจารย์ของเราท่านก็มีความเห็นผิดอยู่ก่อนแล้วโดยที่ตัวท่านเองก็ไม่รู้ตัว แล้วเราก็เชื่อท่าน ก็จะทำให้เราพลอยมีความเห็นผิดตามท่านไปด้วยทันทีโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไม่ให้เชื่อใคร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า? ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักในการค้นหาคำสอนที่แท้จริงของพระองค์เอาไว้แล้ว
โดยเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อเราค้นพบว่าคำสอนใดสามารถดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันได้ ก็แสดงว่าคำสอนนี้คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า
วิธีการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ก็สรุปอยู่ที่การใช้ปัญญา ศีล สมาธิ มาทำงานร่วมกัน ซึ่งเรื่องศีลและสมาธินั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราก็สามารถปฏิบัติกันได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องปัญญานี้ก็สรุปอยู่ที่ การมีความเข้าใจและเห็นแจ้งว่า ขันธ์ ๕ หรือในร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันไม่ได้มีสิ่งที่เป็นตัวตนจริงๆ (ชนิดที่เป็นอมตะ) ของเราเลย ซึ่งความเข้าใจนี้ก็มาจากการพิจารณาจากเหตุผลที่เรามีอยู่จริงจากร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน ส่วนความเห็นแจ้งก็มาจากการเพ่งดูร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน
ความเข้าใจก็เกิดมาจาก การพิจารณาว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ดังนั้นทั้งร่างกายและจิตใจก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น จึงทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจนี้ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง (ที่เรียกว่า อนัตตา) จะมีก็เพียงตัวตนชั่วคราวเท่านั้น (คือเท่าที่ยังไม่ตาย)
ส่วนความเห็นแจ้งก็เกิดมาจากการดูจากร่างกายและจิตใจของเราเอง ว่าร่างกายก็ต้องอาศัย อาหาร น้ำ ความร้อนและอากาศบริสุทธิ์มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ถ้าขาดสิ่งใดไปร่างกายก็จะแตกหรือตาย ส่วนจิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่มีร่างกายที่ยังไม่ตาย จิตใจก็จะไม่มี เป็นต้น
นี่คือการใช้เหตุผลพิจารณาและดูจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงก็สามารถทำให้เกิดปัญญาขั้นเข้าใจและเห็นแจ้งได้ และเมื่อนำเอาปัญญานี้มาเพ่งพิจารณาดูจากร่างกายและจิตใจของเราเองด้วยสมาธิ ก็จะทำให้จิตปล่อยวางความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเราลงได้ (แม้ชั่วคราว)
เมื่อจิตไม่มีความยึดถือ มันก็ไม่มีทุกข์ เมื่อไม่มีทุกข์มันก็สงบเย็นหรือ นิพพาน เมื่อจิตนิพพานก็แสดงให้เรารู้ได้ทันทีว่านี่การปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เพราะทุกข์ไดดับลงจริงๆและนิพพานก็ปรากฏจริงๆแล้ว ซึ่งก็แสดงถึงว่าผู้สอน (คือพระพุทธเจ้า) ก็ต้องมีอยู่จริง (ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้วแต่ดับทุกข์ไม่ได้ก็แสดงว่าไม่มีพระพุทธเจ้าจริง)
สรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่เบื้องหลังความโง่ของเรานี่เอง เพียงเราอาความโง่ออกไป เราก็จะพบพระพุทธเจ้าได้ แต่ถ้าเราไม่เอาความโง่ (คือความเชื่อทั้งหลาย) ออกไป เราก็จะถูกความโง่นี้ครอบงำสติปัญญาเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วก็จะทำให้ไม่พบพระพุทธเจ้าพระองค์จริง จะพบก็แต่มารที่ปลอมมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อหลอกลวงเราให้เดินหลงทางจนไม่พบพระนิพพาน
พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน?
ส่วน ความเชื่อ นั้นคือความมั่นใจว่าจะเป็นจริง ซึ่งก็คือการที่ยังไม่เห็นจริงจึงต้องใช้ความเชื่อ โดยความเชื่อนี้จะไม่มีหลักการมาให้ศึกษา ไม่มีเหตุผลมาอธิบาย และไม่มีของจริงมาให้พิสูจน์ ดังนั้นความเชื่อทั้งหลายจึงไม่ใช่ปัญญา จนกว่าจะได้พิสูจน์ความเชื่อนั้นจนเห็นจริงเสียก่อน ความเชื่อนั้นจึงจะกลายเป็นปัญญา
เมื่อเรานับถือพุทธศาสนาก็เท่ากับนับถือพระพุทธเจ้า แต่เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่? ถ้ามีจริง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า?
ส่วนใหญ่ก็จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พระไตรปิฎกคือตำราที่รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ ดังนั้นเมื่อนับถือพระพุทธเจ้า ก็ต้องนับถือพระไตรปิฎก แต่แม้ในพระไตรปิฎกเองก็บอกเอาไว้ว่า อย่าถือว่าเป็นจริงเพียงเพราะมีตำราอ้างอิง คือข้อความนี้ก็บอกอยู่ว่า อย่ายึดถือ (หรืออย่าเชื่อ) ว่าตำรานี้ถูกต้องหรือป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะตำรานั้นเป็นแค่เพียงตัวอักษรที่สามารถถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุตามปัจจัยรอบด้าน ดังนั้นการเชื่อตำราจึงมีโอกาสที่จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนได้ (คือตำรานั้นเราเชื่อ ๑๐๐% ไม่ได้ว่าถูกต้องหรือเป็นจริง) ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงทราบดีในเรื่องนี้ จึงได้วางหลักความเชื่อไว้เช่นนี้
แต่ชาวพุทธกลับพยายามแปลความหมายนี้ให้มีความหมายคลาดเคลื่อนไป คือพยายามแปลให้เป็นว่า ให้เชื่อไว้ก่อนแล้วค่อยพิสูจน์ จึงทำให้มีความผิดพลาดในการศึกษามาตั้งแต่ต้น แล้วก็เลยเชื่อกันมาเช่นนี้จนลืมหลักดั้งเดิมนี้ไป
แม้การเชื่อครูอาจารย์ พระพุทธเจ้าก็สอนว่า อย่าถือเอาว่าเป็นจริงเพียงเพราะผู้สอนนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง เพราถ้าบังเอิญครูอาจารย์ของเราท่านก็มีความเห็นผิดอยู่ก่อนแล้วโดยที่ตัวท่านเองก็ไม่รู้ตัว แล้วเราก็เชื่อท่าน ก็จะทำให้เราพลอยมีความเห็นผิดตามท่านไปด้วยทันทีโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไม่ให้เชื่อใคร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า? ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักในการค้นหาคำสอนที่แท้จริงของพระองค์เอาไว้แล้ว
โดยเรื่องที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อเราค้นพบว่าคำสอนใดสามารถดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันได้ ก็แสดงว่าคำสอนนี้คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า
วิธีการดับทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ก็สรุปอยู่ที่การใช้ปัญญา ศีล สมาธิ มาทำงานร่วมกัน ซึ่งเรื่องศีลและสมาธินั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราก็สามารถปฏิบัติกันได้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องปัญญานี้ก็สรุปอยู่ที่ การมีความเข้าใจและเห็นแจ้งว่า ขันธ์ ๕ หรือในร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันไม่ได้มีสิ่งที่เป็นตัวตนจริงๆ (ชนิดที่เป็นอมตะ) ของเราเลย ซึ่งความเข้าใจนี้ก็มาจากการพิจารณาจากเหตุผลที่เรามีอยู่จริงจากร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน ส่วนความเห็นแจ้งก็มาจากการเพ่งดูร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน
ความเข้าใจก็เกิดมาจาก การพิจารณาว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ดังนั้นทั้งร่างกายและจิตใจก็ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น จึงทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจนี้ไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง (ที่เรียกว่า อนัตตา) จะมีก็เพียงตัวตนชั่วคราวเท่านั้น (คือเท่าที่ยังไม่ตาย)
ส่วนความเห็นแจ้งก็เกิดมาจากการดูจากร่างกายและจิตใจของเราเอง ว่าร่างกายก็ต้องอาศัย อาหาร น้ำ ความร้อนและอากาศบริสุทธิ์มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ถ้าขาดสิ่งใดไปร่างกายก็จะแตกหรือตาย ส่วนจิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่มีร่างกายที่ยังไม่ตาย จิตใจก็จะไม่มี เป็นต้น
นี่คือการใช้เหตุผลพิจารณาและดูจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงก็สามารถทำให้เกิดปัญญาขั้นเข้าใจและเห็นแจ้งได้ และเมื่อนำเอาปัญญานี้มาเพ่งพิจารณาดูจากร่างกายและจิตใจของเราเองด้วยสมาธิ ก็จะทำให้จิตปล่อยวางความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเราลงได้ (แม้ชั่วคราว)
เมื่อจิตไม่มีความยึดถือ มันก็ไม่มีทุกข์ เมื่อไม่มีทุกข์มันก็สงบเย็นหรือ นิพพาน เมื่อจิตนิพพานก็แสดงให้เรารู้ได้ทันทีว่านี่การปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว เพราะทุกข์ไดดับลงจริงๆและนิพพานก็ปรากฏจริงๆแล้ว ซึ่งก็แสดงถึงว่าผู้สอน (คือพระพุทธเจ้า) ก็ต้องมีอยู่จริง (ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้วแต่ดับทุกข์ไม่ได้ก็แสดงว่าไม่มีพระพุทธเจ้าจริง)
สรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงประทับอยู่เบื้องหลังความโง่ของเรานี่เอง เพียงเราอาความโง่ออกไป เราก็จะพบพระพุทธเจ้าได้ แต่ถ้าเราไม่เอาความโง่ (คือความเชื่อทั้งหลาย) ออกไป เราก็จะถูกความโง่นี้ครอบงำสติปัญญาเอาไว้อย่างมิดชิด แล้วก็จะทำให้ไม่พบพระพุทธเจ้าพระองค์จริง จะพบก็แต่มารที่ปลอมมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อหลอกลวงเราให้เดินหลงทางจนไม่พบพระนิพพาน