ย้อนรอยหลังรัฐประหาร 1เดือนหุ้นขยับขึ้น

กระทู้สนทนา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บล.เคที ซีมิโก้ เปิดสถิติหุ้นไทยหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 โดยระบุว่า ในเวลา 1 เดือน SET ขยับขึ้น 2.61% หุ้นที่ขึ้นสูงสุด ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ พาณิชย์ ส่วนใน 1 ปี ปรับขึ้น 15.55% กลุ่มที่ขึ้นสูงเป็นกลุ่ม ปิโตรเคมี พลังงาน Health Care พาณิชย์ อาหาร โดยระบุว่าในอดีตดัชนี ปรับขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหารจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ในแง่ของเศรษฐกิจ เหตุรัฐประหารในครั้งนั้นส่งผลลบรุนแรงต่ออุปสงค์ในประเทศในระยะแรกหลังเกิดเหตุ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นในเวลาต่อมา

ด้านกระแสเงินทุน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และกระแสทุนยังแข็งแกร่งหลังการทำรัฐประหารแต่มีกระแสเงินไหลออกจากตลาดพันธบัตรเล็กน้อย ปัจจัยกังวลประเด็นหนึ่งหากเกิดรัฐประหารขึ้น คือ ประเด็นการไหลออกของกระแสเงินทุน แต่กลับเป็นที่น่าแปลกใจว่า หลังเกิดรัฐประหารปี 2549 กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และกระแสทุนยังไหลเข้าต่อเนื่อง มีเพียงแค่ตลาดพันธบัตรที่ลดลงบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับกระแสเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศและกระแสทุนไหลเข้า จากกระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้าและภาคการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศต้องประกาศมาตรการควบคุมเงินทุนออกมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย

ทั้งนี้ หากอิงจากเหตุการณ์รัฐประหารครั้งที่แล้วในปี 49 พบว่าดัชนี ในช่วง 1 เดือนก่อนการทำรัฐประหาร ปรับตัวลดลงเล็กน้อย (-0.8%) ก่อนที่จะปรับขึ้น 2.6% และ 3.4% ในช่วง 1 และ 2 เดือนหลังการทำรัฐประหาร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรัฐประหารครั้งนั้น ไม่มีการเสียเลือดเนื้อและจบอย่างรวดเร็ว ไม่มีการต่อต้านจากประชาชน สำหรับกระแสตอบรับจากต่างชาติ มีการซื้อสุทธิ แม้ว่าบางประเทศจะไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นดังนั้นหากเกิดการเปลี่ยนแปลงซ้ำรอยกับในอดีต คาด ดัชนี จะตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจน ประกอบกับคาดว่าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ขณะที่ต่างชาติซื้อแรงหลังเกิดรัฐประหาร ในวันเปิดทำการวันแรกหลังการรัฐประหาร ต่างชาติซื้อสุทธิสูงถึง 7,393 ล้านบาท และซื้อสะสมต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนแรก แต่มาขายหนักในช่วงที่แบงค์ชาติประกาศมาตรการกันสำรอง 30% แต่หลังจากนั้นก็กลับมาซื้อสะสมเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 50 ประกอบกับในช่วงปลายเดือน ม.ค. 50 รัฐบาลยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงซื้อต่างชาติในรอบนี้จะไม่มากเท่าในปี 50 จากปัจจัยอื่นๆ ทั้งเรื่องการลดขนาด QE และเศรษฐกิจโดยรวมที่แย่กว่าในปี 50 ส่วนหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคในประเทศปรับขึ้นได้ดีหลังการรัฐประหาร จากการรัฐประหารในปี 49 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ที่ปรับขึ้นได้ดีในช่วงก่อนการรัฐประหาร 1 เดือนได้แก่ วัสดุก่อสร้าง ขนส่ง ธนาคาร อสังหาฯ และ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ ที่ปรับขึ้นได้ดีในช่วง 1 เดือนหลังการรัฐประหารเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ ได้แก่ ยานยนต์ อาหาร ค้าปลีก และธนาคาร นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ที่บวกตามการส่งออกไทยที่ขยายตัวดีในช่วงนั้น หากเกิดการรัฐประหาร คาดว่าหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศจะปรับขึ้นดีในช่วง 1-2 เดือนแรกเช่นเดียวกับในอดีต เนื่องจากความตึงเครียดและการชะลอการบริโภคในช่วงประท้วงจะเริ่มกลับมา

นอกจากนี้ ในระยะกลาง 3-6 เดือนคาดผลของการรัฐประหารต่อเศรษฐกิจจะเริ่มส่งผลให้เห็นชัดขึ้นราคาหุ้นอาจลดช่วงบวกลงในช่วงนี้ และปรับขึ้นใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากสถิติการชุมนุมทางการเมือง 4 ครั้ง หลังสุด หุ้นไทยโดยเฉลี่ยปรับขึ้น 8.4% 1 เดือนหลังความวุ่นวายทางการเมืองยุติ โดยดัชนี ปรับตัวขึ้นหลังจากที่เหตุการณ์สงบ ที่ 2.9% 4.5% และ 8.4% ภายในเวลา 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ และ 4 สัปดาห์

ปล. เหตุผลในการรัฐประหาร ไม่ต้องมาถกกันให้เคืองใจ เพราะทั้งผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ ผู้ได้ประโยชน์ ผู้สูญเสีย ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกัน ผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่กล่าวมาเพราะไม่ได้ไปมีกิจกรรมร่วมด้วย แต่ผมอยู่ในส่วนของ คนทำธุรกิจและนักลงทุน ถามว่ากระทบมากมั๊ย ก็กระทบบ้างแต่ไม่ถึงกับทนไม่ได้ครับ เหตุการณ์ร้ายๆเคยผ่านมาบ้าง แต่ที่แรงที่สุดคือ วิกฤตปี 40 ครั้งนี้เทียบกันถือว่าเด็กๆครับ เลยอยากให้มุมมองไว้ว่า คนวงนอกจริงๆน่ะเค้าไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่ากับคนที่ในวงขาประจำหรอกครับ เพราะเขารู้ๆกันว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป สิ่งใดๆที่จะเผาเงินเราโดยตรงไม่ใช่เศรษฐกิจหรอกครับ แต่เป็นใจของเราต่างหากที่มันจะกลัวและผลาญเงินของเราไปจนหมดสิ้น  รอฟ้าหลังฝนกันดีกว่า พวกหาเช้ากินสายๆมีเยอะ ฟังมากๆรกหูครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่