แชร์ประสบการณ์โดนใช้บัตรเดบิตกสิกรไปแปดพันกว่า และตามเรื่องได้ใน 3 สัปดาห์

กระทู้สนทนา
เราอยากจะเล่าเรื่องที่อยู่ดีๆเงินในบัตรเราก็โดนใช้ไปแปดพันกว่า ตอนนี้เราตามเรื่องได้เงินคืนในบัญชีทั้งหมดแล้ว
แต่อยากจะเล่าเป็นอุทธาหรณ์ให้เพื่อนๆที่ใช้บัตรเดบิตได้ทราบกรณีแบบนี้ที่เกิด และระวังตัวมากขึ้นค่ะ

ขอเล่าก่อนว่าเราใช้บัตรเดบิตกสิกรมาประมาณ 2 ปีแล้ว
โดยใช้งานบัตรใบนี้เป็นใบหลัก ใช้กดเอทีเอ็มกดตามตู้เดือนละ 2-3 ครั้ง
ใช้ k cyber โอนเงินเดือนละ 2-3 ครั้ง (ไม่เคยทำ k cyber ผ่าน app ใช้จาก safari ในมือถือและคอม)
เคยสมัครให้ใช้จ่ายทางอินเตอร์เนต โดยใช้จ่าย agoda และ paysabuy 2 ครั้ง
และเราคิดว่าเราระวังตัวในการใช้บริการทางอินเตอร์เนตพอสมควร จะกดตู้ไหนก็ระวังตัว จนมาเจอเหตุการณ์นี้กับตัว
จะขอเล่าเป็นไทม์ไลน์นะคะ

11-16 เมษายน 2014
เราไปเที่ยวต่างประเทศ โดยไม่ได้นำบัตรติดตัวไปด้วย เก็บไว้ที่บ้าน
พอกลับไทยวันที่ 16 ตอนห้าทุ่ม เปิดมือถือพบว่า มีข้อความ OTP ส่งมา 3 รายการ และมีข้อความขยันบอกแจ้งเตือนว่าเวลา 18.03-18.23 วันที่ 16 มีการใช้เงินไป 10 รายการ เป็นเงิน 8,888.88 บาท เหลือในบัญชีอยู่ 800 กว่าบาท
เราโทรไป call center ให้เชค แต่ตอนนั้นเกือบเที่ยงคืนแล้ว call center ยังตรวจสอบไม่ได้ว่าใช้เงินไปจริงหรือความผิดพลาดของระบบท
ต้องรอวันรุ่งขึ้น (ตอนแรกคิดว่าบัตรหายระหว่างไม่อยู่ แต่กลับมาบ้านก็พบว่าบัตรยังอยู่ที่เดิมดี บ้านไม่มีใครเข้าออก)




17 เมษายน 2014
ตอนสายเราโทรไป callcenter ตรวจสอบพบว่ามีการใช้เงินนั้นจริง เราทำเรื่องอายัตบัตรและบัญชี  call center บอกให้ไปยื่น ‘เอกสารทักท้วงการใช้เงินบัตร’ ที่สาขา ไม่ต้องแจ้งความ
แต่เรารู้สึกไม่มั่นใจ ตอนบ่ายเราไปแจ้งความที่สน. เพื่อจะได้หลักฐานที่แน่ชัดไว้
เราเอาบันทึกประจำวันและเอกสารที่มีตราครุฑไปยื่นสาขาพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
และสอบถามสาเหตุจากพนักงาน แต่พนักงานสาขาตอบอะไรไม่ได้มาก ต้องโทรเชค call center สุดท้ายเราได้คุยกับ call center ซึ่งได้คำตอบคือ มีการเอาเงินไปใช้จ่ายผ่านอินเตอร์เนต  ตามเวบไซต์ต่างๆ พร้อมกับได้รายชื่อเวบมา และเรื่อง OTP ที่มีการส่งมามือถือคือมีคนพยายามเอาไปใช้ แต่ไม่สำเร็จ พอเราถามว่าเราจะได้เงินคืนจริงไหม พนักงานตอบว่า รอตรวจสอบ 33 วันทำการ

ซึ่งรายชื่อเว็บมีทั้งเว็บ paypal, nexmo, torguard ไปจนถึงเว็บอุปกรณ์การท่องเที่ยว เว็บอุปกรณ์กีฬาของฝรั่งเศส เว็บขายยาจากออสเตรเลีย เว็บบริจาคเพื่อองค์กรการกุศล ยอดซื้อตั้งแต่ 1 ดอลล่า(33 บาทจนถึง 2,800 บาท)  
ตอนเย็น เรากลับมาถึงบ้านส่งเมลไปหาเวบต่างๆที่มีการนำไปใช้ เพื่อระงับยอดใช้พวกนั้น และขอข้อมูลผู้ใช้ ซึ่งมีเว็บส่วนใหญ่จนถึงตอนนี้ยังไม่ตอบเมลเรา แต่มีเว็บนึงที่ตอบมาภายในวันนั้น บอกว่ายอดซื้อนั้นไม่สมบูรณ์ เค้ายังไม่ได้ตัดยอดไป ให้ตรวจสอบที่ธนาคารของคุณ และให้ข้อมูลผู้ซื้อไม่ได้ รู้แต่ IP Address ซึ่งเป็น IP ที่ถูกแฮก


18 เมษายน 2014
เราส่งเมลสอบถามไปที่กสิกร (info@kasikornbank.com)ว่า เราสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้มั้ย ขอหมายเลขผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง (เราโทรไปกี่ครั้งก็ได้แต่คุยกับ call center ซึ่งได้รับคำตอบที่คลุมเครือ) และถามว่า เราจะมั่นใจได้ยังไงว่าจะได้เงินคืนจริงๆ พร้อมส่งเรื่อง ที่ทางเว็บไซต์ตอบมาไป นี่คือคำตอบของกสิกรค่ะ
“ธนาคารจะตรวจสอกับร้านค้าที่นำไปใช้พวกนั้น ใช้เวลา 50 วันทำการ หากพบว่ามีการทุจริตจริงจะคืนเงินให้ภายใต้เงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด หากจะต้องการติอต่อให้โทรหา call center”
เราสงสัย ‘เงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด’ ว่ามีเงื่อนไขอย่างไรจึงสอบถามไปคำตอบคือ
“เงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ไม่สามารถเปิดเผยได้ ขออภัยในความไม่สะดวก”
เรารู้สึกสงสัยเงื่อนไขนี้อย่างมาก หากไม่เปิดเผยต่อผู้เสียหายได้จะเปิดเผยต่อใครได้ เลยโทรไปหา call center ซึ่งตอบมาว่า เงื่อนไขนี้เป็นเงื่อนไขของ visa ไม่ใช่ของธนาคาร


22 เมษายน 2014
เราส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศูนย์ร้องเรียนของแบงค์ชาติทางอีเมลล์ อยากแจ้งเรื่องให้ช่วยติดตาม และอยากให้รู้ว่ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น
เราโทรหากสิกรสอบถามความคืบหน้า พบว่า มีการตามเงินมาได้แล้ว 2 รายการ รวมเกือบห้าพันบาท แต่เงินยังไม่เข้าบัญชี
จะคืนทั้งหมดแปjavascript:void(0);ดพันกว่าบาท ภายในวันที่ 2 พฤษภาคม 2014

23 เมษายน 2014
แบงค์ชาติติดต่อมาว่าได้รับเรื่องแล้วจะติดตามให้ เราประทับใจแบงค์ชาติอย่างมากที่ติดต่อกลับมาอย่างรวดเร็ว แตกต่างกับกสิกรที่ไม่เคยติดต่อเรามาสักครั้ง เราเป็นฝ่ายโทรตามตลอด

2 พฤษภาคม 2014
เรารอจนถึงวันที่ 2 พบว่ามีเงินเข้ามาจริงแต่ยอดห้าพันกว่าบาทยังไม่ครบตามที่บอกไว้

5 พฤษภาคม 2014
เราเลยโทรไปถาม call center ซึ่งตอบว่าคืนเฉพาะยอดที่ตามได้ ยอดที่เหลือจะทำการตรวจสอบประมาณ 120 วันทำการ

6 พฤษภาคม 2014
เราว่า 120 วันทำการ = เกือบ 6  เดือน มันนานเกินไป ติดต่อ call center ก็บอกเวลาตรวจสอบไม่ตรงกันสักครั้ง เราเลยอยากติดต่อผู้รับผิดชอบโดยตรง แล้วเราไปเจอหมายเลขพนักงานผู้รับผิดชอบใน pantip เลยโทรไป แต่ปรากฏว่าผิดแผนก หมายเลขนั้นรับผิดชอบเกี่ยวกับ ATM ซึ่งของเรามันคนละกรณีกัน พนักงานแนะนำให้เราติดต่อที่สาขาที่ยื่นเอกสารทักท้วง ตรวจสอบว่ายื่นไปที่ฝ่ายไหนจะได้ตามถูก
เราโทรไปที่สาขาถามเรื่องฝ่ายที่ยื่นไปก็ขอตรวจสอบไม่แน่ใจว่าจะสามารถเปิดเผยได้มั้ย พร้อมกับบอกว่าจะช่วยตามให้

7 พฤษภาคม 2014
มีข้อความเข้า เราได้ยอดเงินเข้าคืนทั้งหมด (โดยยอดจะเข้ามาเป็นทีละยอดๆตามรายการที่ถูกใช้ไป) หลังจากนั้นก็มีพนักงานโทรมา เราประทับใจมากที่มีการติดต่อจากกสิกรมาเป็นครั้งแรก และคราวนี้ได้คุยกับผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งเค้าก็อยากรู้ถึงสาเหตุ เราเล่าเรื่องให้ฟัง เค้าบอกว่าวิธีการใช้นั้นคือมีคนรู้หมายเลขบัตร และหมายเลขหลังบัตรเรา เอาไปใช้ตามเว็บต่างๆ และสาเหตุน่าจะมาจากคนใกล้ตัวที่รู้ข้อมูลและนำไปใช้ แต่เรายืนยันว่าเราใช้บัตรคนเดียวไม่เคยให้ใครใช้ และดูจากพฤติกรรมก็รู้ว่าไม่ใช้พฤติกรรมของคนไทยปกติทั่วไปที่ใช้เงิน 10 รายการตามเว็บแปลกๆ เกือบหมดบัญชีภายใน 20 นาที พนักงานก็ตอบว่าอาจเกิดการรั่วไหลได้ และเราก็เล่าเรื่องการบริการไป เค้าบอกว่า ไม่มีทางที่จะใช้การตรวจสอบถึง 120 วันทำการ เป็นเรื่องของฝ่าย call center เค้าจะติดตามให้

ตอนนี้เราได้ยอดเงินในบัญชีครบทั้งหมดทกสตางค์ กำลังทำเรื่องปิดบัญชีนั้นไป แต่ติดที่เรื่องเอกสารอายัต ธนาคารสาขายังหาเอกสารไม่เจอ เราเลยไม่สามารถปิดบัญชีและนำเงินออกมาได้กำลังรอให้พนักงานหาเอกสารอยู่


เราว่าที่เราได้เงินคืนส่วนหนึ่งน่าจะมาจากที่เราก็ตามเรื่องอยู่เรื่อยๆไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ
และการยื่นเรื่องที่แบงค์ชาติ เพราะทางกสิกรก็พูดว่า แบงค์ชาติมาตามเรื่อง เสร็จเรื่องแล้วต้องแจ้งให้แบงค์ชาติ
ส่วนสาเหตุที่เราโดน เรามั่นใจว่าไม่ใช่คนใกล้ตัว อาจจะมาจากคอมหรือมือถือเราโดนแฮกบางอย่าง หรือเวลาเอาไปรูดเราโดนก้อปปี้ข้อมูลไป หรือไม่ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของธนาคาร

เราไม่ทราบว่าเคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นรึป่าว เราก็อยากรู้สาเหตุเหมือนกันใครพอรู้ก็อยากจะขอสอบถามคลายความกระจ่างเหมือนกันค่ะ
และก็อยากจะขอเตือนให้เพื่อนๆระวังในการใช้บัตร
หรือใครที่มีประสบการณ์โดนแบบนี้ก็มาแชร์กันได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่