คิดว่าเพื่อนๆหลายๆคนคงเคยฟังเพลงบางเพลง แล้วรู้สึกเพลงที่เรากำลังฟังอยู่นั้นมันมีเรื่องราวที่ดี
หรือบางทีแค่ฟังเพลงบางเพลง เรื่องราวต่างๆก็ผุดออกมาจากหัวได้ง่ายๆ เรื่องสั้นที่ผมจะนำเสนอนี้ก็เช่นเดียวกันครับ
ซึ่งแน่นอนว่าก็มาจากบทเพลงเพลงหนึ่งเหมือนกัน
ซึ่งก็คือเพลงนี้ครับ Back To December จาก Taylor Swift
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
“นี่ ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” คำถามที่ดูแปลกประหลาดสำหรับคนที่เคยรู้จักกันมานาน ผมมองข้อความในไลน์นั้นพลางมองชื่อของผู้ที่ส่งมัน นานเท่าไรแล้วนะ ที่เขาไม่ได้รับข้อความจากเธอ ไม่สิ ไม่พยายามติดต่ออะไรกับเธอต่างหาก
“อ้าว ตาลหรอ” ผมตอบคำถามด้วยคำถามกลับ พลางจดจ่อโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงแค่ผมพิมพ์ชื่อของอีกฝ่ายลงไป หัวใจของผมก็สั่นระริกราวกับมันถูกบีบอย่างแรง และเพียงชั่วไม่กี่อึดใจนั้น
“อืม ยังไม่ลืมกันสินะ” คำตอบกึ่งประชดที่พิมพ์มาได้เร็วเหลือเชื่อ เล่นเอาผมขำไม่ออก ข้อความที่คิดจะพิมพ์ต่อในหัวนั้นหายวับไปพร้อมๆกับการกลับมาของความทรงจำที่ปวดร้าวที่ผมได้กระทำกับอีกฝ่าย
“มีอะไรหรอ” กว่าผมจะตอบกลับได้ก็ใช้เวลาว่าครึ่งนาทีในการเรียกสติตัวเอง
“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า”
“ว่างสิ ทำไมหรอ” บรรยากาศเก่าๆกลับมาจนได้ ทำไมกันนะ ทำไมผมถึงยิ้มออกมาล่ะ ทั้งๆที่เรื่องของผมและเธอมันจบลงไม่สวยขนาดนั้น แล้วทำไมผมต้องดีใจถึงขนาดนั้นด้วยล่ะ
มันคงจะเป็นความหวังลึกๆจากมุมเล็กๆในก้นบึ้งของจิตใจของผม
“มาช่วยเลือกของขวัญวันเกิดให้อลันทีสิ” แล้วความหวังที่เหมือนไฟจากไม้ขีดไฟของผมก็ถูกรองเท้าส้นสูงของอีกฝ่ายขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี นี่คงกะจะมาตอกย้ำผมอยู่ใช่มั้ย นึกว่าตลกนักหรอไง
“จะดีหรอ ให้แฟนเก่า...” เพียงแค่พิมพ์ข้อความที่แสดงถสานะของตัวเองก็ทำให้ผมแทบคลั่งได้แล้ว ผมสูดหายใจลึกๆเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง โดยปรกติแล้วผมจะชอบแชตคุยกันมากว่าโทรศัพท์ เพราะการแชตทำให้ผมไม่รู้สึกผูกมัดและดูจะแสดงท่าทีสบายๆได้มากกว่าการคุยโทรศัทพ์ แต่ไม่ใช่กับตอนนี้
มันเป็นการแชตที่เคร่งเครียดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในชีวิต ทั้งๆที่ข้อความของทั้งสองฝ่ายที่พิมพ์มานั้นดูจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่มันกลับตอกย้ำจิตใจของทั้งสองฝ่ายด้วยข้อความธรรมดาๆเหล่านั้น บรรยากาศเก่าๆที่กำลังเป็นอยู่นั้นมันไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ดีขึ้นซักนิดกลับทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วมใจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ต่างฝ่ายต่างรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไรของอีกฝ่าย
“จะดีหรอ ให้แฟนเก่าไปช่วยเลือกของขวัญให้แฟนใหม่น่ะ” แล้วข้อความเจ้าปัญหานั้นก็พิมพ์ออกไปจนได้
“…..” มีเพียงความเงียบที่ก่อตัวขึ้นอย่างน่าอึดอัด
“ไม่รู้สิ” คำตอบที่ไม่อาจสรุปอะไรได้ เพียงแค่พิมพ์มาทำลายความเงียบเท่านั้น
“....” แล้วปัญหาก็โยนมาให้ผมโดยอัตโนมัติ อีกฝ่ายยังคงมีนิสัยแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยน แล้วแค่เรื่องไปเลือกของขวัญก็ไม่น่าจะใช่เหตุผลหลักที่ขนาดคนอย่างตาลจะไลน์มาหาเขาอยู่แล้ว มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้นสิน่า
“เอางั้นก็ได้ พรุ่งนี้จะไปที่ไหนอ่ะ” แล้วผมก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ มันอาจจะดีกว่าก็ได้ ถ้าเทียบกับตอนจบที่ไม่สมบูรณ์ของพวกเรา
“ห้างเดิมที่เดิม ยังจำได้หรือเปล่า” ข้อความที่มีเพียงผมและเธอที่เข้าใจ บ่งบอกได้ว่าระหว่างเราทั้งสองก็ยังไม่มีใครที่ลืมเรื่องในวันนั้นไปได้ ในวันที่หนาวเย็นกว่าปรกติของเดือนธันวาคมเมื่อสองปีที่แล้ว
“อืม เที่ยงๆก็แล้วกันนะ” ผมตกลงเวลาไปโดยไม่ได้คาดคิด และได้แต่หวังว่าแสงแดดแรงกล้าในตอนเที่ยงวันของเดือนเมษายน จะช่วยปลอบประโลมความหนาวเย็นที่เกาะกินหัวใจของผมมาตั้งแต่เดือนธันวาคนนั้นให้หายไป
“ฟู่” แล้วก็เหลือเพียงเสียงถอนหายใจของผมดังอยู่คนเดียวเท่านั้น น้ำตาที่คลอๆเบ้าอยู่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอไปมากทีเดียว ผมล้มตัวลงบนเตียงพลางโยนโทรศัพท์ไว้ข้างๆอย่างไม่ใส่ใจ เพราะอย่างไรก็ตาม เตียงนี้มันก็ใหญ่พอสำหรับคนสองคนอยู่แล้ว
“ฮึก…” ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำตัวโง่ๆอยู่คนเดียว ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นแบบนี้มานับตั้งแต่วันนั้นแล้วละ เพียงแต่วันนี้มันมีตัวกระตุ้นที่ทำให้ผมต้องฉุดตัวเองกลับมาที่ความทรงจำในวันนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทำให้น้ำตานี้ต้องไหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผมยังรู้สึกเหมือนกับว่ามันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มะรืนนี้ นี่เอง
ในฤดูหนาวที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่าปรกติ แสงไฟละลานตาจากหน้าห้างสรรพสินค้าขับให้บรรยากาศนั้นดูงดงามราวกับภาพวาดของศิลปินชื่อดัง ทุกๆคนในมหานครขี้เอาแต่ใจแห่งนี้กำลังเฉลิมฉลองให้กับความหนาวเย็นที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองเขตร้อนแบบนี้ ให้ตายยังไงผมก็ทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ว่ามันจะเป็นเดทสุดท้ายของพวกเรา
กลิ่นใบชาและโรสแมรี่แสนนุ่มละมุนจากแก้วชาของผม ยิ่งทำให้เรื่องนี้ดูอบอุ่นขึ้นเป็นสองเท่า รวมถึงความน่ารักของอีกฝ่ายในตอนที่พยายามจะอ้ำมาการองคำโต ทำให้ผมขบขันจนเผลอยิ้มออกมา เจ้าของนัยน์ตาสีแอลมอนต์คู่โตนั้นมองมาที่ผมอย่างสงสัย แล้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ผมยกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย
“เปล่าๆ แค่ท่ากินตาลน่ารักดีน่ะ” ผมพูดด้วยท้อยคำที่ซื่อสัตย์
“มีใครที่ไหนเค้าชม ท่ากิน ของผู้หญิงกันหือ ศิลาติงต๊อง” เด็กสาวพูดแก้เขินใบหน้าขาวใสที่ได้แต่งหน้าบางๆนั้นเริ่มขึ้นสีระเรื่อ แต่หญิงสาวตรงหน้าผมก็ยังหยิบมาการองชิ้นต่อไปขึ้นกินด้วยท่าทางที่ไม่คิดจะปรับปรุงจากเมื่อกี้เลยแม้แต่น้อย
“หนาวเป็นบ้าเลยแฮะ” ผมสบถเมื่อลมหนาววูบใหญ่พัดเข้ามาในร้าน ตาลหัวเราะคิดคักเมื่อเห็นผมทำจมูกย่นแบะปาก เพื่อที่จะเตรียมทะเลาะกับลมและอากาศหนาว
“หนาวบ้างก็ดีนะ ตาลยังอยากให้เป็นแบบนี้ทั้งปีเลย” ตาลพูดเบาๆด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนถ้าเปรียบแล้ว เสียงของตาลก็คงอ่อนหวานเหมือนสายลมยามฤดูร้อนที่ไล้ใบหน้าและประสาทสัมผัสของผมอย่างอ่อนโยน ส่วนเสียงของผมน่ะหรอ ก็คงจะเหมือนกับลมวูบใหญ่ๆเมื่อกี้นั้นแหละ
“จะว่าไป เดี๋ยวศิลาก็ต้องไปมินสก์แล้ว หนาวแค่นี้จะไหวหรอ” ตาลถามอย่างเป็นห่วง ก็จริงอยู่ที่ว่าผมจะต้องไปทำงานที่เบลารุสอยู่ประมาณสองถึงสามเดือน และนั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องการให้ตาลรู้ด้วย เพราะสองปีมันคงนานเกินไปหญิงสาวที่จะรับรู้ ซึ่งแน่นอนว่าผมก็ไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว
“ฮะ..ฮะ” ผมหัวเราะแห้งๆ พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้บรรยากาศที่อบอุ่นสดใสนี้พังครืนลงภายในพริบตา วันนี้แหละ ผมจะต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ชาอุ่นๆถูกนำมาสัมผัสกับริมฝีปากของผมอย่างช่วยไม่ได้
“ไปซื้อผ้าพันคอกันมั้ย ที่จริงตาลก็อยากจะถักเองนะ แต่ไม่ค่อยจะมีเวลาเลย” อีกฝ่ายพูดหลังจากจิบชาไปได้ซักพัก
“โห กว่าเค้าจะไปก็อีกหลายวันนะ” ผมรู้ดีว่าคำแทนตัวเองมันอาจจะไม่เหมาะกับหน้าตาแสนเข้มและร่างกายที่กำยำของผมซักเท่าไร
“น่า เผื่อตาลไม่มีเวลาอีกไง โหย คุณแอนนะใช้ตาลยั่งกะทาส นี่เป็นเลขายังต้องมานั่งแบกกล้องไปให้แกวันงานโรงเรียนลูก ตาลถึงมาช้าเนี้ย”
พอเมื่อหญิงสาวได้พูดถึงหัวหน้าของตัวเอง ศิลาก็พบว่า เขาไม่เคยจะได้ยินคำชมหรืออะไรที่เป็นสาระพวกนั้นออกมาจากปากของแฟนสาวเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอเคยซื้อกาแฟผิดจนโดนด่า ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ให้เด็กประถม ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าคุณแอน แต่หญิงสาวก็ไม่เคยจะเคารพนับถืออะไรหัวหน้าคนนี้มากนัก และเมื่อฟังตาลระบายอะไรหลายๆอย่าง ทั้งผมและตาลก็พอว่าพวกเขาเดินมาอยู่ที่ลานน้ำพุของห้างพอดิบพอดี
“ไม่อยากทำก็ออกไปสิ” ผมพูดเหมือนทุกครั้ง ถ้าเป็นระดับความสามารถอย่างตาลแล้วละก็
“โอ๊ย มีหลายเรื่อง ช่างมันเถอะ ไปซื้อผ้าพันคอกัน” ตาลตัดบทแล้วจูงมือเขาก้าวฉับๆเดินไปยังแผนกเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นผ้าพันคอหลากสีหลายลายก็ถูกทาบมาที่คอของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เส้นแรกจนถึงเส้นล่าสุดในมือหญิงสาว ซึ่งเมื่อผมนับคร่าวๆแล้วก็คงไม่ต่ำกว่าสามสิบเส้นเป็นแน่
“ตะ..ตาล พนักงานมองตาเขียวแล้วนะ” ผมพูดขณะที่ตาลกำลังคุ้ยผ้าพันคอสีเข้มขึ้นมาพอดี ตาลหันไปมองพนักงานที่ยิ้มได้ฝืนใจที่สุดในชีวิต ก่อนจะหันหน้ากลับมาแล้วยักไหล่ส่ง
“เราเป็นลูกค้า นั่นพนักงาน ลูกค้าถูกเสมออยู่แล้วน่า ว่าแต่ศิลาชอบสีแดงเลือดหมูหรือแดงเลือดนก” ตาลถามอีกฝ่ายพลางชูผ้าพันคอที่ ‘มองยังไงสีมันก็เหมือนๆกันอยู่ดีนั้นแหละ’ ให้ผมเปรียบเทียบ
“ไม่ชอบหรอ หรือจะเอาเป็นพวกโทนฟ้าดีนะ ถ้าโทนฟ้าตาลว่าสีคราม สีน้ำไหล สีขาบ ตาลว่าก็เข้มๆเข้ากับศิลาดีนะ” ผมนึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมากระทันหัน เขาลืมไปเสียสนิทว่าแม่เจ้าประคุณนั้นทำงานอยู่ที่บริษัทผ้าไหม เลยมีชื่อสีประหลาดๆให้เขาปวดหัวได้เสมอ นี่ยังไม่รวมตอนที่เขาพาหล่อนไปซื้อผ้าม่านสีเขียวนะ
“เขียวใบตอง เขียวใบแค เขียวขี้ม้า เขียวใบเตย เขียวก้านมะลิ เขียวไพลเน่า”
ศิลาสาบานได้ว่าเห็นพนักงานนั่งเปิดกูเกิ้ลกันจ้าละหวั่นเมื่อเจ้าหล่อนบอกว่าจะเอาผ้าม่านสีไพลเน่า
“ศิลา ฟังอยู่หรือเปล่า” ตาลบีบจมูกของผมแรงๆเป็นการเรียกสติ ซึ่งพอเขาหันกลับมาตาลก็ถือถุงกระดาษเป็นอันว่าเลือกเสร็จแล้ว และผมก็ยังไม่รู้เลยว่าได้สีอะไรมา
“นี่ ศิลาตั้งแต่ออกจากร้านชามาก็แปลกๆนะ มีอะไรหรือเปล่า” ตาลถามในขณะที่พวกเราทั้งคู่เดินเรื่อยเปื่อย ผมยิ้มบาง พยายามจดจำใบหน้าหญิงสาวยามต้องแสงไฟหลากสีนั้นให้กระจ่างชัดในความทรงจำมากที่สุด เพราะว่า ผมคงไม่มีโอกาศได้เห็นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเดือนธันวาคมของปีหน้าหรือของปีไหนๆก็ตาม
“ดะ เดี๋ยวสิ แล้วจะร้องไห้ทำไม” ตาลพูดอย่างสับสนพลางพยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาหมายจะซับน้ำตาที่แก้มของผม
ศิ...
ร่างกายที่ไวกว่าความคิดเสมอๆ ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะแค่บอกให้เรื่องนี้มันจบๆไปแท้ๆ แต่มือเจ้ากรรมกลับไปคว้าร่างบางเข้ามากอดเต็มรัก
“ตาล” เสียงของผมอู้อี้จนน่าขบขัน
“อะไรเล่า อายคนอื่นเค้าบ้างมั้ย” ตาลดิ้นขลุกขลัก แต่นั้นยิ่งทำให้ผมกอดเธอแน่นขึ้นไปอีก แล้วในที่สุดสิ่งที่ผมต้องการจะบอกเธอมาตลอดทั้งวันก็หลุดออกจากปากผมไปอย่างง่ายดาย
“เราเลิกกันเถอะ”
Back to december <มาแต่งเรื่องสั้นจากเพลงกันเถอะ>
หรือบางทีแค่ฟังเพลงบางเพลง เรื่องราวต่างๆก็ผุดออกมาจากหัวได้ง่ายๆ เรื่องสั้นที่ผมจะนำเสนอนี้ก็เช่นเดียวกันครับ
ซึ่งแน่นอนว่าก็มาจากบทเพลงเพลงหนึ่งเหมือนกัน
ซึ่งก็คือเพลงนี้ครับ Back To December จาก Taylor Swift
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
“นี่ ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า” คำถามที่ดูแปลกประหลาดสำหรับคนที่เคยรู้จักกันมานาน ผมมองข้อความในไลน์นั้นพลางมองชื่อของผู้ที่ส่งมัน นานเท่าไรแล้วนะ ที่เขาไม่ได้รับข้อความจากเธอ ไม่สิ ไม่พยายามติดต่ออะไรกับเธอต่างหาก
“อ้าว ตาลหรอ” ผมตอบคำถามด้วยคำถามกลับ พลางจดจ่อโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงแค่ผมพิมพ์ชื่อของอีกฝ่ายลงไป หัวใจของผมก็สั่นระริกราวกับมันถูกบีบอย่างแรง และเพียงชั่วไม่กี่อึดใจนั้น
“อืม ยังไม่ลืมกันสินะ” คำตอบกึ่งประชดที่พิมพ์มาได้เร็วเหลือเชื่อ เล่นเอาผมขำไม่ออก ข้อความที่คิดจะพิมพ์ต่อในหัวนั้นหายวับไปพร้อมๆกับการกลับมาของความทรงจำที่ปวดร้าวที่ผมได้กระทำกับอีกฝ่าย
“มีอะไรหรอ” กว่าผมจะตอบกลับได้ก็ใช้เวลาว่าครึ่งนาทีในการเรียกสติตัวเอง
“พรุ่งนี้ว่างหรือเปล่า”
“ว่างสิ ทำไมหรอ” บรรยากาศเก่าๆกลับมาจนได้ ทำไมกันนะ ทำไมผมถึงยิ้มออกมาล่ะ ทั้งๆที่เรื่องของผมและเธอมันจบลงไม่สวยขนาดนั้น แล้วทำไมผมต้องดีใจถึงขนาดนั้นด้วยล่ะ
มันคงจะเป็นความหวังลึกๆจากมุมเล็กๆในก้นบึ้งของจิตใจของผม
“มาช่วยเลือกของขวัญวันเกิดให้อลันทีสิ” แล้วความหวังที่เหมือนไฟจากไม้ขีดไฟของผมก็ถูกรองเท้าส้นสูงของอีกฝ่ายขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี นี่คงกะจะมาตอกย้ำผมอยู่ใช่มั้ย นึกว่าตลกนักหรอไง
“จะดีหรอ ให้แฟนเก่า...” เพียงแค่พิมพ์ข้อความที่แสดงถสานะของตัวเองก็ทำให้ผมแทบคลั่งได้แล้ว ผมสูดหายใจลึกๆเพื่อเป็นการปลอบใจตัวเอง โดยปรกติแล้วผมจะชอบแชตคุยกันมากว่าโทรศัพท์ เพราะการแชตทำให้ผมไม่รู้สึกผูกมัดและดูจะแสดงท่าทีสบายๆได้มากกว่าการคุยโทรศัทพ์ แต่ไม่ใช่กับตอนนี้
มันเป็นการแชตที่เคร่งเครียดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในชีวิต ทั้งๆที่ข้อความของทั้งสองฝ่ายที่พิมพ์มานั้นดูจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่มันกลับตอกย้ำจิตใจของทั้งสองฝ่ายด้วยข้อความธรรมดาๆเหล่านั้น บรรยากาศเก่าๆที่กำลังเป็นอยู่นั้นมันไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ดีขึ้นซักนิดกลับทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วมใจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ต่างฝ่ายต่างรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตัวเองอยู่ในสถานะอะไรของอีกฝ่าย
“จะดีหรอ ให้แฟนเก่าไปช่วยเลือกของขวัญให้แฟนใหม่น่ะ” แล้วข้อความเจ้าปัญหานั้นก็พิมพ์ออกไปจนได้
“…..” มีเพียงความเงียบที่ก่อตัวขึ้นอย่างน่าอึดอัด
“ไม่รู้สิ” คำตอบที่ไม่อาจสรุปอะไรได้ เพียงแค่พิมพ์มาทำลายความเงียบเท่านั้น
“....” แล้วปัญหาก็โยนมาให้ผมโดยอัตโนมัติ อีกฝ่ายยังคงมีนิสัยแบบเดิมไม่เคยเปลี่ยน แล้วแค่เรื่องไปเลือกของขวัญก็ไม่น่าจะใช่เหตุผลหลักที่ขนาดคนอย่างตาลจะไลน์มาหาเขาอยู่แล้ว มันจะต้องมีอะไรมากกว่านั้นสิน่า
“เอางั้นก็ได้ พรุ่งนี้จะไปที่ไหนอ่ะ” แล้วผมก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ มันอาจจะดีกว่าก็ได้ ถ้าเทียบกับตอนจบที่ไม่สมบูรณ์ของพวกเรา
“ห้างเดิมที่เดิม ยังจำได้หรือเปล่า” ข้อความที่มีเพียงผมและเธอที่เข้าใจ บ่งบอกได้ว่าระหว่างเราทั้งสองก็ยังไม่มีใครที่ลืมเรื่องในวันนั้นไปได้ ในวันที่หนาวเย็นกว่าปรกติของเดือนธันวาคมเมื่อสองปีที่แล้ว
“อืม เที่ยงๆก็แล้วกันนะ” ผมตกลงเวลาไปโดยไม่ได้คาดคิด และได้แต่หวังว่าแสงแดดแรงกล้าในตอนเที่ยงวันของเดือนเมษายน จะช่วยปลอบประโลมความหนาวเย็นที่เกาะกินหัวใจของผมมาตั้งแต่เดือนธันวาคนนั้นให้หายไป
“ฟู่” แล้วก็เหลือเพียงเสียงถอนหายใจของผมดังอยู่คนเดียวเท่านั้น น้ำตาที่คลอๆเบ้าอยู่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอไปมากทีเดียว ผมล้มตัวลงบนเตียงพลางโยนโทรศัพท์ไว้ข้างๆอย่างไม่ใส่ใจ เพราะอย่างไรก็ตาม เตียงนี้มันก็ใหญ่พอสำหรับคนสองคนอยู่แล้ว
“ฮึก…” ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำตัวโง่ๆอยู่คนเดียว ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นแบบนี้มานับตั้งแต่วันนั้นแล้วละ เพียงแต่วันนี้มันมีตัวกระตุ้นที่ทำให้ผมต้องฉุดตัวเองกลับมาที่ความทรงจำในวันนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทำให้น้ำตานี้ต้องไหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผมยังรู้สึกเหมือนกับว่ามันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ มะรืนนี้ นี่เอง
ในฤดูหนาวที่อุณหภูมิลดต่ำลงกว่าปรกติ แสงไฟละลานตาจากหน้าห้างสรรพสินค้าขับให้บรรยากาศนั้นดูงดงามราวกับภาพวาดของศิลปินชื่อดัง ทุกๆคนในมหานครขี้เอาแต่ใจแห่งนี้กำลังเฉลิมฉลองให้กับความหนาวเย็นที่ไม่เคยมีมาก่อนในเมืองเขตร้อนแบบนี้ ให้ตายยังไงผมก็ทำใจเชื่อไม่ได้จริงๆ ว่ามันจะเป็นเดทสุดท้ายของพวกเรา
กลิ่นใบชาและโรสแมรี่แสนนุ่มละมุนจากแก้วชาของผม ยิ่งทำให้เรื่องนี้ดูอบอุ่นขึ้นเป็นสองเท่า รวมถึงความน่ารักของอีกฝ่ายในตอนที่พยายามจะอ้ำมาการองคำโต ทำให้ผมขบขันจนเผลอยิ้มออกมา เจ้าของนัยน์ตาสีแอลมอนต์คู่โตนั้นมองมาที่ผมอย่างสงสัย แล้วเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ผมยกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย
“เปล่าๆ แค่ท่ากินตาลน่ารักดีน่ะ” ผมพูดด้วยท้อยคำที่ซื่อสัตย์
“มีใครที่ไหนเค้าชม ท่ากิน ของผู้หญิงกันหือ ศิลาติงต๊อง” เด็กสาวพูดแก้เขินใบหน้าขาวใสที่ได้แต่งหน้าบางๆนั้นเริ่มขึ้นสีระเรื่อ แต่หญิงสาวตรงหน้าผมก็ยังหยิบมาการองชิ้นต่อไปขึ้นกินด้วยท่าทางที่ไม่คิดจะปรับปรุงจากเมื่อกี้เลยแม้แต่น้อย
“หนาวเป็นบ้าเลยแฮะ” ผมสบถเมื่อลมหนาววูบใหญ่พัดเข้ามาในร้าน ตาลหัวเราะคิดคักเมื่อเห็นผมทำจมูกย่นแบะปาก เพื่อที่จะเตรียมทะเลาะกับลมและอากาศหนาว
“หนาวบ้างก็ดีนะ ตาลยังอยากให้เป็นแบบนี้ทั้งปีเลย” ตาลพูดเบาๆด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนถ้าเปรียบแล้ว เสียงของตาลก็คงอ่อนหวานเหมือนสายลมยามฤดูร้อนที่ไล้ใบหน้าและประสาทสัมผัสของผมอย่างอ่อนโยน ส่วนเสียงของผมน่ะหรอ ก็คงจะเหมือนกับลมวูบใหญ่ๆเมื่อกี้นั้นแหละ
“จะว่าไป เดี๋ยวศิลาก็ต้องไปมินสก์แล้ว หนาวแค่นี้จะไหวหรอ” ตาลถามอย่างเป็นห่วง ก็จริงอยู่ที่ว่าผมจะต้องไปทำงานที่เบลารุสอยู่ประมาณสองถึงสามเดือน และนั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องการให้ตาลรู้ด้วย เพราะสองปีมันคงนานเกินไปหญิงสาวที่จะรับรู้ ซึ่งแน่นอนว่าผมก็ไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว
“ฮะ..ฮะ” ผมหัวเราะแห้งๆ พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ทำให้บรรยากาศที่อบอุ่นสดใสนี้พังครืนลงภายในพริบตา วันนี้แหละ ผมจะต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ชาอุ่นๆถูกนำมาสัมผัสกับริมฝีปากของผมอย่างช่วยไม่ได้
“ไปซื้อผ้าพันคอกันมั้ย ที่จริงตาลก็อยากจะถักเองนะ แต่ไม่ค่อยจะมีเวลาเลย” อีกฝ่ายพูดหลังจากจิบชาไปได้ซักพัก
“โห กว่าเค้าจะไปก็อีกหลายวันนะ” ผมรู้ดีว่าคำแทนตัวเองมันอาจจะไม่เหมาะกับหน้าตาแสนเข้มและร่างกายที่กำยำของผมซักเท่าไร
“น่า เผื่อตาลไม่มีเวลาอีกไง โหย คุณแอนนะใช้ตาลยั่งกะทาส นี่เป็นเลขายังต้องมานั่งแบกกล้องไปให้แกวันงานโรงเรียนลูก ตาลถึงมาช้าเนี้ย”
พอเมื่อหญิงสาวได้พูดถึงหัวหน้าของตัวเอง ศิลาก็พบว่า เขาไม่เคยจะได้ยินคำชมหรืออะไรที่เป็นสาระพวกนั้นออกมาจากปากของแฟนสาวเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอเคยซื้อกาแฟผิดจนโดนด่า ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ให้เด็กประถม ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าคุณแอน แต่หญิงสาวก็ไม่เคยจะเคารพนับถืออะไรหัวหน้าคนนี้มากนัก และเมื่อฟังตาลระบายอะไรหลายๆอย่าง ทั้งผมและตาลก็พอว่าพวกเขาเดินมาอยู่ที่ลานน้ำพุของห้างพอดิบพอดี
“ไม่อยากทำก็ออกไปสิ” ผมพูดเหมือนทุกครั้ง ถ้าเป็นระดับความสามารถอย่างตาลแล้วละก็
“โอ๊ย มีหลายเรื่อง ช่างมันเถอะ ไปซื้อผ้าพันคอกัน” ตาลตัดบทแล้วจูงมือเขาก้าวฉับๆเดินไปยังแผนกเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นผ้าพันคอหลากสีหลายลายก็ถูกทาบมาที่คอของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เส้นแรกจนถึงเส้นล่าสุดในมือหญิงสาว ซึ่งเมื่อผมนับคร่าวๆแล้วก็คงไม่ต่ำกว่าสามสิบเส้นเป็นแน่
“ตะ..ตาล พนักงานมองตาเขียวแล้วนะ” ผมพูดขณะที่ตาลกำลังคุ้ยผ้าพันคอสีเข้มขึ้นมาพอดี ตาลหันไปมองพนักงานที่ยิ้มได้ฝืนใจที่สุดในชีวิต ก่อนจะหันหน้ากลับมาแล้วยักไหล่ส่ง
“เราเป็นลูกค้า นั่นพนักงาน ลูกค้าถูกเสมออยู่แล้วน่า ว่าแต่ศิลาชอบสีแดงเลือดหมูหรือแดงเลือดนก” ตาลถามอีกฝ่ายพลางชูผ้าพันคอที่ ‘มองยังไงสีมันก็เหมือนๆกันอยู่ดีนั้นแหละ’ ให้ผมเปรียบเทียบ
“ไม่ชอบหรอ หรือจะเอาเป็นพวกโทนฟ้าดีนะ ถ้าโทนฟ้าตาลว่าสีคราม สีน้ำไหล สีขาบ ตาลว่าก็เข้มๆเข้ากับศิลาดีนะ” ผมนึกอยากฆ่าตัวตายขึ้นมากระทันหัน เขาลืมไปเสียสนิทว่าแม่เจ้าประคุณนั้นทำงานอยู่ที่บริษัทผ้าไหม เลยมีชื่อสีประหลาดๆให้เขาปวดหัวได้เสมอ นี่ยังไม่รวมตอนที่เขาพาหล่อนไปซื้อผ้าม่านสีเขียวนะ
“เขียวใบตอง เขียวใบแค เขียวขี้ม้า เขียวใบเตย เขียวก้านมะลิ เขียวไพลเน่า”
ศิลาสาบานได้ว่าเห็นพนักงานนั่งเปิดกูเกิ้ลกันจ้าละหวั่นเมื่อเจ้าหล่อนบอกว่าจะเอาผ้าม่านสีไพลเน่า
“ศิลา ฟังอยู่หรือเปล่า” ตาลบีบจมูกของผมแรงๆเป็นการเรียกสติ ซึ่งพอเขาหันกลับมาตาลก็ถือถุงกระดาษเป็นอันว่าเลือกเสร็จแล้ว และผมก็ยังไม่รู้เลยว่าได้สีอะไรมา
“นี่ ศิลาตั้งแต่ออกจากร้านชามาก็แปลกๆนะ มีอะไรหรือเปล่า” ตาลถามในขณะที่พวกเราทั้งคู่เดินเรื่อยเปื่อย ผมยิ้มบาง พยายามจดจำใบหน้าหญิงสาวยามต้องแสงไฟหลากสีนั้นให้กระจ่างชัดในความทรงจำมากที่สุด เพราะว่า ผมคงไม่มีโอกาศได้เห็นอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเดือนธันวาคมของปีหน้าหรือของปีไหนๆก็ตาม
“ดะ เดี๋ยวสิ แล้วจะร้องไห้ทำไม” ตาลพูดอย่างสับสนพลางพยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาหมายจะซับน้ำตาที่แก้มของผม
ศิ...
ร่างกายที่ไวกว่าความคิดเสมอๆ ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะแค่บอกให้เรื่องนี้มันจบๆไปแท้ๆ แต่มือเจ้ากรรมกลับไปคว้าร่างบางเข้ามากอดเต็มรัก
“ตาล” เสียงของผมอู้อี้จนน่าขบขัน
“อะไรเล่า อายคนอื่นเค้าบ้างมั้ย” ตาลดิ้นขลุกขลัก แต่นั้นยิ่งทำให้ผมกอดเธอแน่นขึ้นไปอีก แล้วในที่สุดสิ่งที่ผมต้องการจะบอกเธอมาตลอดทั้งวันก็หลุดออกจากปากผมไปอย่างง่ายดาย
“เราเลิกกันเถอะ”