แบบเราไปเจอคนบ่นกระทู้เรื่องความรักมาฮะ
คือคุยกันใน MSN ครับ สมัยนั้นไม่รู้เอาเมลมาจากไหนเหมือนกัน
คุยกันได้สักหนึ่งเดือนก็เริ่มอยากเจอ ก็นัดไปดูหนังแถวบางนา เพิ่งจะรู้ว่าเรียนเอแบค
ไอตัวเรานั้นก็เรียนราม ( มันดูคนละชั้นกันเลยครับ ) แต่ก็ไม่ถอดใจอะไร ช่วงนั้นโสด เพิ่งอกหักมา มันชาไปหมดครับ
เลยตัดสินใจจีบและคบกัน เขาก็ไม่ได้มองว่าเราเรียนรามแล้วต่ำต้อยนะครับ
ผมทำงานหาเงินเรียน เขาได้เงินอยู่หอหรู ๆ ได้เดือนละ 30000
คบได้อีกหนึ่งเดือนก็เริ่มพาเขามาหาพ่อแม่
ผมก็ทำงานแถวมินบุรี เขาอยู่หอ ( หญิง ) บางนา ไกลกันมากครับ ไปกลับเสียไปเกือบ 500
เงินเดือนผม 7500 ทำเซเว่น ช่วงนั้น อดข้าว เพื่อจะได้ไปเจอเขา ( แต่ก็ยืมเขาเหมือนกันเมื่อไม่มีค่ารถกลับบ้าน ) <-- ละอายมากครับตอนนั้น
จนมาถึงเดือนที่ 3 มารู้ว่าเขาคุยกับแฟนเก่าอยู่ด้วย แต่ผมก็คุยและเข้าใจเขานะครับ อย่างน้อยเขาก็ไม่ไปเจอกัน
จนถึงเดือนที่ 4 เริ่มมีผู้ชายอีกคนเข้ามาในชีวิต เจอกันใน hi5 ( ช่วงนั้นกำลังดัง ) เราก็รู้นะครับ เขาบอกว่าคุยกันช่วงที่เราไม่มีเวลาให้เขาเฉย ๆ
บางครั้งไปหาเขาก็เจอเพื่อนเขาบ้าง แอบได้ยินเหมือนกันว่า ให้เขาหาคนใหม่เถอะ หล่อๆในเอแบคเยอะแยะไปมายึดติดกับเราทำไม ( แอบน้อยใจมาก )
ถึงเดือนที่ 6 เราเริ่มเกิดปัญหากับครอบครัวครับ ประมาณว่าพ่อแม่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพครับ เราก็ดึงดันต่อไป
เราก็เริ่มมีทะเลาะ ร้องไห้กันบ้างผ่านโทรศัพย์ เพราะเราเริ่มไม่ไหวกับการที่เขาต้องคุยกับผู้ชายคนอื่น โทรไปรอสายและไม่รับสาย และไม่ค่อยโทรกลับ เขาไปดู hi5 บ้างก็เห็นโพสคุยกันหนุงหนิง และสุดท้ายเราก็จับได้
เป็นช่วงที่เขาต้องมาเรียนที่หัวหมาก เราเลยบอกว่าจะไปหา แต่เขาบอกว่าไม่ต้องมาอยู่บ้านเถอะ ผมก็เอะใจ
โทรไปอีกรอบ เขาบอกว่าอยู่เดอะมอลบางกะปิกับเพื่อนชื่อ ... ( ซึ่งผมก็รู้ว่าใตรเพราะเคยเจอแล้ว ) และพอโทรไปบ่อยเข้า ก็ติดต่อไม่ได้
ประมาณว่าปิดเครื่องหนีอะครับ ( ใช้กันบ่อยตอนทะเลาะกัน )
เราก็เลยโทรไปหาเพื่อนคนที่เขาบอกว่าไปด้วย
และก็รู้ว่า เขาโกหกเราครับ และนั้นมันทำให้โลกว่างเปล่าจริง ๆ ไม่อยากโทษใคร แต่ต้องโทษตัวเองอย่างเดียวแล้วครับ และเข้าใจเขาด้วย
ก็เลยส่งข้อความบอกเลิกไป แล้วก็ลบเบอร์ทิ้ง ลบเมล msn hi5 ทุกอย่างครับ ของเกือบทุกอย่างที่เคยมีต่อกัน
รูปในโทรศัพย์ก็ลบทิ้งครับ ลบทั้งน้ำตาเลย ( แต่เก็บรูปเขาไว้ 2 รูปนะ )
เศร้า
มันทำให้เรานึกถึงทฤษฎีของ marx เรื่อง alienation หรือ ความแปลกแยก ความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดค่าลงนี้ หรือมีชีวิตที่ผิดแปลกไปจากที่สิ่งธรรมชาติควรจะมี ในสภาวะเช่นนี้ พลัง (power) ของมนุษย์ที่แสดงออกมาผ่านกิจกรรมเพื่อการยังชีพหรือการผลิตของตนนั้นมิได้เป็นไปเพื่อพัฒนาตัวเขาอย่างเต็มที่ แม้ความ ต้องการ (need) หรือการเกี่ยวข้องกับสิ่งธรรมชาติอื่น ๆ นั้นก็เป็นไปอย่างมีอุปสรรค กรรมกรหรือผู้ที่เสียเปรียบต้องดิ้นรนเป็นทวีคูณเพื่อขจัดความทุกข์ (suffering) ที่บั่นทอนความเป็นมนุษย์ของเขา อุดมการทางสังคมที่ดำรงอยู่ (social ideology) ไม่ว่าจะเป็นจริยธรรม หลักปรัชญา ระบบการศึกษา กฎหมาย และการปกครอง เป็นต้น ล้วนกระหน่ำซ้ำเติมลูกจ้างให้จมปลักอยู่ในห้วงความทุกข์ยากยิ่งขึ้น จนขาดจิตสำนึกที่จะยืนหยัดลุกขึ้นปกป้องสถานภาพการเป็นมนุษย์ของตัวเอง
แต่เราเอาเรื่องนี้มามองในมุมของความรัก คุณจะรู้สึกยังไงกับภาวะของกับไม่ถูกเลือก จากคุณค่าที่ต้องการ อย่าง(social ideology) ของผู้หญิง อย่างร้อยละ95ของกระทู้ในสยามสแควร์ ผู้หญิงมองหาหลักประกัน ความมั่นคง แล้วผุ้ชายที่ไม่ถูกเลือกเราจะเอาคนพวกนี้ไปไว้ไหน คุณอาจจะบอกว่าเขาไม่ขยัน แต่ในโครงสร้างทางสังคมปัจจุบัน คนถอนขนไก่วันละ สามร้อย คุณขยันสุดๆ ก็ได้สามร้อยเหมือนเดิม เรากำลังนึกถึง (Lover marginalisation) คนชานขอบทางความรัก หรืออย่างคนขายผลไม้ในจุฬา มีทางได้เด็กจุฬาเป็นแฟนรึเปล่า หรือเด็กส่งของ อาชีวะจะได้เด็กจุฬามาเชยชมมั้ย
เราพึ่งอ่านหนังสือเล่มนี้มา
มันบอกถึงสาเหตุของการเกิดการโจมตีของลัทธิโอมชิวริเกียว เพราะสังคมญี่ปุ่นไม่มีตะแกงรองรับคนกลุ่มที่สังคมมองว่าไม่ได้มาตราฐาน คนกลุ่มนี้จึงเกิดความคับแค้นจนกลายเป็นผู้ก่อการร้าย เราว่าการข่มขืนนักศึกษาหลายๆเคส มันไม่ได้มีแค่หื่นแต่มันมีเรื่องชนชั้นมาเกี่ยว ความรู้สึกอย่างมีอำนาจที่ตนเองไม่มี ตนเองถูกกีกกันจากความสวยที่ไม่มีวันได้เข้าถึง
ทุกวันนี้สังคมไทยมีผู้ชายที่เป็นคนชายขอบทางความรักเยอะมั้ย
คือคุยกันใน MSN ครับ สมัยนั้นไม่รู้เอาเมลมาจากไหนเหมือนกัน
คุยกันได้สักหนึ่งเดือนก็เริ่มอยากเจอ ก็นัดไปดูหนังแถวบางนา เพิ่งจะรู้ว่าเรียนเอแบค
ไอตัวเรานั้นก็เรียนราม ( มันดูคนละชั้นกันเลยครับ ) แต่ก็ไม่ถอดใจอะไร ช่วงนั้นโสด เพิ่งอกหักมา มันชาไปหมดครับ
เลยตัดสินใจจีบและคบกัน เขาก็ไม่ได้มองว่าเราเรียนรามแล้วต่ำต้อยนะครับ
ผมทำงานหาเงินเรียน เขาได้เงินอยู่หอหรู ๆ ได้เดือนละ 30000
คบได้อีกหนึ่งเดือนก็เริ่มพาเขามาหาพ่อแม่
ผมก็ทำงานแถวมินบุรี เขาอยู่หอ ( หญิง ) บางนา ไกลกันมากครับ ไปกลับเสียไปเกือบ 500
เงินเดือนผม 7500 ทำเซเว่น ช่วงนั้น อดข้าว เพื่อจะได้ไปเจอเขา ( แต่ก็ยืมเขาเหมือนกันเมื่อไม่มีค่ารถกลับบ้าน ) <-- ละอายมากครับตอนนั้น
จนมาถึงเดือนที่ 3 มารู้ว่าเขาคุยกับแฟนเก่าอยู่ด้วย แต่ผมก็คุยและเข้าใจเขานะครับ อย่างน้อยเขาก็ไม่ไปเจอกัน
จนถึงเดือนที่ 4 เริ่มมีผู้ชายอีกคนเข้ามาในชีวิต เจอกันใน hi5 ( ช่วงนั้นกำลังดัง ) เราก็รู้นะครับ เขาบอกว่าคุยกันช่วงที่เราไม่มีเวลาให้เขาเฉย ๆ
บางครั้งไปหาเขาก็เจอเพื่อนเขาบ้าง แอบได้ยินเหมือนกันว่า ให้เขาหาคนใหม่เถอะ หล่อๆในเอแบคเยอะแยะไปมายึดติดกับเราทำไม ( แอบน้อยใจมาก )
ถึงเดือนที่ 6 เราเริ่มเกิดปัญหากับครอบครัวครับ ประมาณว่าพ่อแม่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพครับ เราก็ดึงดันต่อไป
เราก็เริ่มมีทะเลาะ ร้องไห้กันบ้างผ่านโทรศัพย์ เพราะเราเริ่มไม่ไหวกับการที่เขาต้องคุยกับผู้ชายคนอื่น โทรไปรอสายและไม่รับสาย และไม่ค่อยโทรกลับ เขาไปดู hi5 บ้างก็เห็นโพสคุยกันหนุงหนิง และสุดท้ายเราก็จับได้
เป็นช่วงที่เขาต้องมาเรียนที่หัวหมาก เราเลยบอกว่าจะไปหา แต่เขาบอกว่าไม่ต้องมาอยู่บ้านเถอะ ผมก็เอะใจ
โทรไปอีกรอบ เขาบอกว่าอยู่เดอะมอลบางกะปิกับเพื่อนชื่อ ... ( ซึ่งผมก็รู้ว่าใตรเพราะเคยเจอแล้ว ) และพอโทรไปบ่อยเข้า ก็ติดต่อไม่ได้
ประมาณว่าปิดเครื่องหนีอะครับ ( ใช้กันบ่อยตอนทะเลาะกัน )
เราก็เลยโทรไปหาเพื่อนคนที่เขาบอกว่าไปด้วย
และก็รู้ว่า เขาโกหกเราครับ และนั้นมันทำให้โลกว่างเปล่าจริง ๆ ไม่อยากโทษใคร แต่ต้องโทษตัวเองอย่างเดียวแล้วครับ และเข้าใจเขาด้วย
ก็เลยส่งข้อความบอกเลิกไป แล้วก็ลบเบอร์ทิ้ง ลบเมล msn hi5 ทุกอย่างครับ ของเกือบทุกอย่างที่เคยมีต่อกัน
รูปในโทรศัพย์ก็ลบทิ้งครับ ลบทั้งน้ำตาเลย ( แต่เก็บรูปเขาไว้ 2 รูปนะ )
เศร้า
มันทำให้เรานึกถึงทฤษฎีของ marx เรื่อง alienation หรือ ความแปลกแยก ความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดค่าลงนี้ หรือมีชีวิตที่ผิดแปลกไปจากที่สิ่งธรรมชาติควรจะมี ในสภาวะเช่นนี้ พลัง (power) ของมนุษย์ที่แสดงออกมาผ่านกิจกรรมเพื่อการยังชีพหรือการผลิตของตนนั้นมิได้เป็นไปเพื่อพัฒนาตัวเขาอย่างเต็มที่ แม้ความ ต้องการ (need) หรือการเกี่ยวข้องกับสิ่งธรรมชาติอื่น ๆ นั้นก็เป็นไปอย่างมีอุปสรรค กรรมกรหรือผู้ที่เสียเปรียบต้องดิ้นรนเป็นทวีคูณเพื่อขจัดความทุกข์ (suffering) ที่บั่นทอนความเป็นมนุษย์ของเขา อุดมการทางสังคมที่ดำรงอยู่ (social ideology) ไม่ว่าจะเป็นจริยธรรม หลักปรัชญา ระบบการศึกษา กฎหมาย และการปกครอง เป็นต้น ล้วนกระหน่ำซ้ำเติมลูกจ้างให้จมปลักอยู่ในห้วงความทุกข์ยากยิ่งขึ้น จนขาดจิตสำนึกที่จะยืนหยัดลุกขึ้นปกป้องสถานภาพการเป็นมนุษย์ของตัวเอง
แต่เราเอาเรื่องนี้มามองในมุมของความรัก คุณจะรู้สึกยังไงกับภาวะของกับไม่ถูกเลือก จากคุณค่าที่ต้องการ อย่าง(social ideology) ของผู้หญิง อย่างร้อยละ95ของกระทู้ในสยามสแควร์ ผู้หญิงมองหาหลักประกัน ความมั่นคง แล้วผุ้ชายที่ไม่ถูกเลือกเราจะเอาคนพวกนี้ไปไว้ไหน คุณอาจจะบอกว่าเขาไม่ขยัน แต่ในโครงสร้างทางสังคมปัจจุบัน คนถอนขนไก่วันละ สามร้อย คุณขยันสุดๆ ก็ได้สามร้อยเหมือนเดิม เรากำลังนึกถึง (Lover marginalisation) คนชานขอบทางความรัก หรืออย่างคนขายผลไม้ในจุฬา มีทางได้เด็กจุฬาเป็นแฟนรึเปล่า หรือเด็กส่งของ อาชีวะจะได้เด็กจุฬามาเชยชมมั้ย
เราพึ่งอ่านหนังสือเล่มนี้มา
มันบอกถึงสาเหตุของการเกิดการโจมตีของลัทธิโอมชิวริเกียว เพราะสังคมญี่ปุ่นไม่มีตะแกงรองรับคนกลุ่มที่สังคมมองว่าไม่ได้มาตราฐาน คนกลุ่มนี้จึงเกิดความคับแค้นจนกลายเป็นผู้ก่อการร้าย เราว่าการข่มขืนนักศึกษาหลายๆเคส มันไม่ได้มีแค่หื่นแต่มันมีเรื่องชนชั้นมาเกี่ยว ความรู้สึกอย่างมีอำนาจที่ตนเองไม่มี ตนเองถูกกีกกันจากความสวยที่ไม่มีวันได้เข้าถึง