[CR] แบ็คแพ็ค โตเกียว เที่ยวง่ายๆ

ญี่ปุ่น คืออีกหนึ่งประเทศ ในฝันของนักเดินทางทั่วโลก มีสถานที่น่าสนใจ งดงาม อยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ หากจะเที่ยวให้ครบ เอาแค่แบบชะโงกทัวร์ ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือน แต่หากชอบท่องเที่ยวแบบซึมซับ ทีละเล็กละน้อย คงต้องแบ่งออกเป็นทริปๆ เป็นภูมิภาค เป็นเมืองไป ยิ่งหากเราศึกษาดีๆ เรื่องความงดงามของแต่ละฤดูกาล และความแตกต่างของแต่ละภูมิภาคด้วยแล้ว ผมว่าไปเที่ยวสักกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ ถ้ามีปัญญาไปนะ เอิ๊ก 55 ก็นั่นล่ะ !! ปัญหาเดียวที่กั้นผมกับยอดมนุษย์อุลตร้าแมนไว้ คือค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น ที่แพงเกินจินตนาการของมนุษย์เงินเดือนราคาถูกอย่างผม  เห็นตัวเลขยอดเงินจากบริษัททัวร์แล้ว ต้องเก็บเงินกันหลายปีถึงจะไปได้สักครั้ง รวมถึงภาพลักษณ์ของการขอวีซ่าที่ยากยิ่งติดอันดับต้นๆของโลก อารมณ์แบ็คแพ็คยิ่งมืดมน
     แต่เดี๋ยวนี้ บร่ะเจ้าช่วย !! โตเกียวบานาน่า ม่อนคุงประกาศยกเว้นวีซ่าคนไทย  แผนการแบ็คแพ็ค เลือกกิน เลือกเที่ยว เลือกนอน ราคาถูก ด้วยตัวเองไม่ง้อทัวร์ ก็เริ่มทันที ยิ่งเดี๋ยวนี้ การหาข้อมูลทางเนต ก็แสนจะง่ายดาย ทั้งที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว ข้อมูลเยอะขนาดนักท่องเที่ยวเองรู้เยอะกว่าเจ้าถิ่นเสียอีก สองเดือนกับการหาข้อมูลท่องเที่ยวจากเวบกูรูทั้งหลาย ต่อด้วยการเฝ้าจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกจาก Expedia และเลือกจองที่พักผ่านทาง Agoda หรือ Booking.com แน่นอนว่าเน้นของถูกสุดแต่อยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความสะดวกในการท่องเที่ยวเป็นหลัก แปลนการท่องเที่ยวอย่างง่ายๆ เอาแบบที่เราชอบ หรือ เลียนแบบทัวร์ก็ได้ แต่ตัดสิ่งที่เราไม่อยากดูออกไป ศึกษาเส้นทางการเดินทางให้ดี ว่าเราจะไปที่ไหนบ้าง ยังไง แค่คร่าวๆอย่าไปเน้นเวลาเป๊ะๆ เน้นอารมณ์เที่ยวชม ไม่ได้เน้นให้ไปเห็นทุกอย่างเหมือนที่อ่านเจอในไกด์บุ๊ค
    แนะนำว่าถ้าอยากรู้จักญี่ปุ่นฉบับเร่งรัดแบบรวมๆ ทั้งอดีตที่เคยรุ่งเรืองและปัจจุบันอันรุ่งโรจน์ ของดินแดนซามูไร ให้เริ่มต้นที่มหานครโตเกียวก่อน ประมาณว่าสั่งชุดเบนโตะมาชิมก่อน มีทุกอย่างครบ ก่อนคิดออกทริปต่อไป ตามภูมิภาคต่างๆ เฉพาะโตเกียวและเมืองรอบๆผมว่าเที่ยวทั้งเดือนยังไม่ครบเลยครับ มหานครที่การเดินทางสะดวกรวดเร็วที่สุดในโลก ต้องมาดูสักครั้งในชีวิตครับ
   อีกอย่างที่ควรคำนึงคือฤดูกาลการท่องเที่ยวซึ่งเหมือนกันทั่วโลก จะมีช่วงไฮซีซั่น หากอยากได้ของถูกก็ต้องไปช่วงโลซีซั่น ครับญี่ปุ่นก็มีโลซีซั่นเหมือนกันคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ครับ ช่วงนี้ที่พักส่วนใหญ่จะลดราคาครับ เป็นช่วงที่อากาศจะหนาวจัด ถึงขั้นมีพายุหิมะกันเลยทีเดียว ผมเองยังเกือบโดนพายุหิมะเล่นงาน หากเดินทางเร็วกว่านั้น 3 วัน !! เพื่อนคนไทยหลายคนยังติดพายุตามแหล่งท่องเที่ยวดังที่เป็นข่าว แต่ทุกอย่างขึ้นกับโชคชะตา หากเครื่องบินลงได้ก็ไปโล้ด

สิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทางคืองบประมาณ ที่เป็นคำถามยอดฮิต มากกว่าที่จะถามว่าไปเห็นอะไรมาบ้าง
ผมใช้บริการสายการบิน Air Chaina รวมๆถือว่าดีทีเดียว ราคาตั๋วไปกลับประมาณ 16,200 บาท รวมทุกอย่างแล้ว โดยไปต่อเครื่องที่ปักกิ่ง แถมได้เดินเที่ยวสนามบินที่สวยที่สุดในโลกด้วยยย  55 สำหรับผมถือว่าเป็นประสบการณ์สุดคุ้มครับ พักราว 2 ชม. แล้วนั่ง Air China อีกลำไปลงสนามบินฮาเนดะ โตเกียว ผมจองที่พักไว้ที่ Chisun inn asakusa เป็นโรงแรมขนาดกลางๆ คืนละ 900 บาท/คน ด้วยความไม่เก่งเรื่องต่างแดนมากนัก เลยต้องขอเริ่มต้นจากแบบสะดวกสบายก่อน รู้ช่องทางแล้วรอบหน้าคงประหยัดลง  ผมแลกเงินติดตัวไป 10,000 บ.  สำหรับ 5 วัน 4 คืน ถือว่าอยู่ได้สบายมาก แถมเหลือตังค์ซื้อของฝากกลับมาอีกเพียบบบ

4 ทุ่ม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ

ดูเหมือนยังสร้างม่ะเสดนะ 55     ตื่นเต้นๆ เห็นคนเดินทาง

จุดตรวจสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่อง ยังแทบมองไม่เห็นเครื่องบินเรยอ่า

นั่งดูเรือบินรอขึ้นเครื่อง เที่ยงคืนครึ่ง ผ่านลูกกรงยักษ์

ผมมาด้วยเรือบิน Air China เหยียบถึงดินแดนอาหมวยตอน 6 โมงเช้า          ณ สนามบินปักกิ่ง ลงมารอเปลี่ยนเครื่อง 2 ชม.

สนามบินนานาชาติปักกิ่ง ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า  สวยที่สุดในโลก!!

ยืนรอตรวจพาสปอร์ตกับทาง ตม.จีน ขอบอกว่าอีกด่าน เนี๊ยบสุดๆ สแกนทุกง่ามเล็บ แต่เพื่อความปลอดภัยครับ ยินดียิ่ง

อากาศที่ปักกิ่งวันนี้หนาวติดลบ แถมมีหมอกลงจัด

ลำนี้ล่ะ ที่จะนั่งไปต่อโตเกียว 8.30 น.

อาหารเช้าบน Air China มีให้เลือก ข้าวต้มกุ้ย กะ ออมเลท ป้าดดด อากงอาม่า งดสักมื้อเถอะ เด๋วลวกมือเปล่าๆ

3 ชม.ครึ่ง จาก Beijing ถึง Haneda Tokyo   ถึงแร้ววววววว Japannnnnnnnnnnn

เดินทางทั้งหมดโดยสายการบิน Air China ราคาตั๋วไปกลับรวมทุกอย่าง 16,235 บาท จากสุวรรณภูมิ-ปักกิ่ง 4  ชม พัก 2 ชม. จากปักกิ่ง-ฮาเนดะ โตเกียว 3 ชม.40 นาที รวมเวลาเดินทางโดยประมาณ 10 ชม.

ลงเครื่องถึงญี่ปุ่นตอน 12.30 น. กว่าจะผ่านด่าน ตม.ได้ ก็เกือบบ่ายสอง แนะนำว่าเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเข้าด่านตรวจ เช่น ใบรับรองการทำงานจากหน่วยงานที่ทำอยู่ เอกสารการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินขากลับสำคัญมาก!! กรอกที่อยู่ที่พักในญี่ปุ่นทุกที่พร้อมเบอร์ที่พัก พักกี่คืน กรอกให้ชัดเจน ในใบขอเข้าเมือง เห็นไหมว่าการฟรีวีซ่า ก็ต้องมาหนาวๆร้อนๆกันตรงนี้ ยิ่งพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ยิ่งต้องทำการบ้านเยอะหน่อยแต่ถ้าทุกอย่างครบก็ผ่านชัวร์    จากรูปผมมายืนรอซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมืองโตเกียว สาย Keikyu Line ราคาตั๋ว 600 เยน

บรรยากาศความอลังการของรถไฟใต้ดินญี่ปุ่น

ขอสักรูปก่อนบุกโตเกียว 55 รอนแรม ฮาโตริ

บนรถไฟสาย Keikyu Line ผนจองที่พักแถวย่าน Asakusa ต้องลงสถานี Asakusa รหัสสถานีคือ A 18 คอยมอง คอยฟังไว้ ง่ายเบย

เห็นแผนที่รถไฟใต้ดินในโตเกียวแล้วนึกว่า ดูแผงวงจรอิเลคทรอนิค เอิ๊ก อยู่สักพัก จับทางได้ เดี๋ยวก็ชิน เชื่อเถอะ ตามจุดแดง ๆ มาโล้ดดดด

ถึงแล้ว สถานี Asakusa หาทางขึ้นกันเถอะ

โผล่ขึ้นมาบนดิน อากาศปลายเดือน กพ.ยังเย็นอยู่ ราว 1-5 องศา หิมะพึ่งละลายไปบางแห่ง เด็กบ้านนอกอย่างผมตื่นเต้นมากกกก อ่า นี่หรือมหานครที่เจริญที่สุดในเอเซีย ทำไม มันเงียบ สงบ สะอาด อย่างนี้ฟร่ะ

เดินออกจากสถานีมาประมาณ 500 เมตร ก็ถึงที่พักแล้ว หาง่ายจัง Chisun inn Asakusa

ขอรีวิว บรรยากาศที่พักแบบรวมรูปเลยนะครับ สะดวก สบาย สะอาด สงบ ใกล้แหล่งเที่ยว ใกล้แหล่งกิน  รวมถึงมินิมาร์ท เรียกว่า มีโอกาสไปอีกก็จะพักที่นี่แน่นอนครับ

มาเล่าต่อครับ มาถึงที่พักบ่าย 3 โมง เช็คอินท์เสร็จ ก็เที่ยวเลย ผมโชคดีที่พักอยู่ในโซนท่องเที่ยวอยู่แล้ว แค่เดินออกมาก็เที่ยวได้เร้ย  ออกเดินสำรวจกันเถอะ

การข้ามถนนของคนญี่ปุ่น ถือว่ามีระเบียบวินัยค่อดๆ เชื่อฟังกฏ ทั้งคน ทั้งรถ เรื่องง่ายๆที่เค้าทำกัน ><

เดินมาแค่ 5 นาที ผมก็มาถึงวัดเซนโซจิ ย่านอะซาคุสะ อายุพันกว่าปีเก่าแก่ที่สุดในโตเกียว แค่แถวนี้ผมว่าเดินเที่ยวได้ทั้งอาทิตย์เลย มีอะไรให้ดูเยอะแยะทุกซอกทุกซอย

เดินทางมา 10 กว่าชม. แต่เชื่อไหมว่า มาถึงตรงนี้ผมไม่รู้สึกอ่อนล้าอะไรอีกแล้ว อารมณ์ตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เห็น เรื่องกินยังไม่คิด ยิ่งเป็นคนชอบถ่ายรูปด้วยแล้วเตรียมเมมมาเยอะๆ ก่อนเดินเข้าวัดจะต้องผ่านถนนละลายทรัพย์ Nakamise โชคดีที่ไมีมีให้ละลาย เอิ๊ก

วันแรกมาถึงก็เกือบเย็นแล้ว แต่ผมว่าเวลาดีนะครับ ดีกว่ามาถึงเช้าแล้วต้องฝากของตามตู้ล็อคเกอร์ หรือมาถึงค่ำเกินเดินทางลำบาก
ถนนนากามิเซะ จะวันไหน เวลาอะไร ก็คนเยอะ ต้องรอให้มืดครับ พอร้านเริ่มปิดหมด นั้นแหละโลกนี้เป็นของเรา

หากยืนหันหลังให้ประตูสายฟ้าด้านหน้าทางเข้าวัดเซนโซจิ ฝั่งตรงข้ามคือตึก tourist information center ตึกโมเดิลที่แฝงงานดีไซด์ระดับเทพ
แนะนำให้ขึ้นไปดูวิวข้างบนตึกครับ สวยดี เห็นทั้งเมืองเหมือนกัน แถมได้ถ่ายโตเกียวสกายทรีด้วย ที่สำคัญดูฟรี !!! ไปโล้ดดดด

ด่านแรกที่เจอคือประตูคามินาริหรือประตูสายฟ้า แห่งวัดเซนโซจิ มีโคมไฟสีแดงใหญ่ยักษ์ขนาด 4 เมตรกว่า เป็นไอค่อนหลักที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูป หากอยากได้มุมสวยๆต้องหาจังหวะถ่ายดีๆ เพราะคนเยอะตลอดเวลา

เดินหมุนรอบตัวไปเรื่อยๆ ก็มาถึงประตูที่สอง ชื่อประตูHozomon หรือประตูคลังมหาสมบัติ อ่าาาา สุโค่ยย

เดินแหงนคออ้าปากถ่ายไปเรื่อย อ่าาา ห้าโมงครึ่ง ฟ้าเริ่มมืด นักท่องเที่ยวเริ่มบางตา แสงไฟประดับเริ่มแทนที่ ความงดงามของวัดเซนโซจิ ยิ่งเข้มขลังเกินบรรยาย

เดินรอบวัด เจอจนได้มุมนี้แหละ ได้เห็นโตเกียวสกายทรี ด้วยยย

อากาศตอนนี้ -1 องศา มือที่จับกล้องเริ่มชาแร้วสิ ถุงมือได้ใช้แร้วว สังเกตว่ายังมีหิมะตกค้าง จากพายุใหญ่ถล่มโตเกียวเมื่อสัปดาห์ก่อน

หน้าตาคนไม่ได้นอนมาเกือบ 20 ชม. บอกตรงๆว่า ตอนนี้อยากรู้ อยากเห็นอ่ะ ยังได้อีกเยอะ เดี๋ยวค่อยสลบยาววว

ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ล้วนต้องใช้เวลา ในการสร้างคุณค่า  ถ่ายรูปก็เช่นกัน เราต้องรอ..เวลา เพื่อให้ได้ภาพที่เราต้องการ

ความงดงามของแสงสุดท้าย บนความหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ
ชื่อสินค้า:   รอนแรม แบ็คแพ็ค โตเกียว เที่ยวง่ายๆ
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่