[บทความพิเศษ] คุณ “เยอะ” เกินไปหรือเปล่า? เพราะชีวิตไม่ได้ตรงขนาดนั้น

[บทความพิเศษ] คุณ “เยอะ” เกินไปหรือเปล่า? เพราะชีวิตไม่ได้ตรงขนาดนั้น



By : TonyMao_NK51
E - Mail : tonymao_nk51@hotmail.com
Facebook : TonyMao Nk



“ถึงแม้เราจะสอนคุณเรื่องวิธีเลี่ยงกฏหมาย แต่เราไม่ส่งเสริมให้คุณมองว่าการเลี่ยงกฏหมายเป็นเรื่องเท่หรือสนุก ในยามปกติ จงปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ แล้วเก็บวิธีหลบหลีกไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะถ้าทำแล้วพลาดถูกจับได้ คุณยังอาจได้รับความเห็นใจจากเจ้าหน้าที่ และมันจะทำให้คุณมีชีวิตรอดกลับออกมาได้”

-----------------------

หลายปีก่อน..เมื่อครั้งตลาดของเก่าย่าน ถ.รัชดา (ลาดพร้าว) ยังคึกคัก ผมมีโอกาสได้ไปหยิบๆ จับๆ หนังสือเก่าเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เขียนโดยอดีตสายลับชาวยิว สังกัดหน่วยข่าวกรองอิสราเอล “Mossad” ที่ว่ากันว่าเป็นหน่วยสืบราชการลับที่เก่งที่สุดในโลก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ต้องการถ่ายทอดพื้นฐานในการเป็นจารชนให้กับผู้สนใจ ( แต่คงมิใช่ทุกคนที่อ่านแล้วจะฝึกฝนตัวเองให้เป็นสายลับชั้นยอดได้ ดังนั้นใครที่ได้อ่านหนังสือทำนองนี้ อ่านเอาสนุกๆ ก็พอครับ ฮ่าๆ )

เห็นผมจั่วหัวด้วยเรื่องของสายลับแบบนี้ ผมไม่ได้จะกล่าวถึงเรื่องของพวกเขาหรอกครับ เพียงแต่ผมค่อนข้างชอบใจกับประโยคข้างต้นไม่น้อย ทำไมน่ะหรือ? เพราะนี่แหละความจริงของโลก ความจริงของสังคมมนุษย์ของเรา ที่ชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรงเท่าไรนัก และคงไม่อาจจะเป็นได้อย่างแน่นอน

ไม่กี่วันมานี้ ผมเห็นกระทู้แนะนำบนเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่ชอบกล่าวว่าพวกตัวเองเป็น “สังคมคุณภาพ” แล้วก็เที่ยววิพากษ์วิจารณ์ ดูถูกดูแคลนประเทศชาติ เพื่อนร่วมชาติของตนว่าเลวร้ายในระดับที่เรียกว่า “ไม่มีอะไรดีสักอย่าง” ซ้ำร้าย เดี๋ยวนี้ใครทำอะไรผิด ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ช่าง ก็พยายามจะถ่ายรูปมาประจานกันสนุกสนาน กระทู้ดังกล่าว มีภาพของแม่กำลังป้อนข้าวลูกน้อยตัวเล็กๆ ที่นอนในรถเข็นบนรถไฟฟ้า BTS ซึ่งคนตั้งกระทู้ตั้งข้อสังเกตว่า คุณแม่คนดังกล่าวทำผิดกฎระเบียบ เพราะบนรถไฟฟ้าห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม จากนั้นก็ตามมาด้วยการชื่นชมเจ้าของกระทู้ที่ไม่ยอมเห็นสิ่งผิดแล้วปล่อยไปเพราะมองว่าเล็กๆ น้อยๆ พร้อมๆ ไปกับการประณาม ก่นด่าคนที่เห็นต่าง พยายามเสนอความเห็นในอีกแง่มุมหนึ่ง

บอกกันก่อนนะครับ ผมไม่ได้เห็นว่าการละเมิดกฎระเบียบเป็นเรื่องดี น่าส่งเสริม เพียงแต่ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับประโยคหัวบทความที่เขาสอนกันในวงการจารชน เนื่องจากในชีวิตจริง การกระทำแม้เป็นเรื่องเดียวกัน หมวดหมู่เดียวกัน แต่ก็มีความซับซ้อน มีเหตุปัจจัยมากมายต้องพิจารณาประกอบกันไป ดังคำ 2 คำ ที่ทุกวันนี้ฮิตกันมากทางการเมือง นั่นคือ “หลักนิติศาสตร์” และ “หลักรัฐศาสตร์”

ตัวอย่างข้างต้น ถ้าหากมองในแง่นิติศาสตร์ คุณแม่คนดังกล่าวทำผิดกฎระเบียบแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย หากนี่มิใช่เพียงกฎระเบียบ แต่เป็นกฎหมายบ้านเมือง ก็อาจจะมีโทษปรับบ้าง จำคุกบ้างตามบทกำหนดโทษของกฏหมายแต่ละฉบับ อย่างไรก็ตาม หากนำหลักรัฐศาสตร์มาพิจารณาคู่กัน การกระทำของคุณแม่รายนี้ สามารถอนุโลมปล่อยผ่านไปได้หรือไม่?

ทำไมผมถึงตั้งคำถามนี้? ประการแรก..เมื่อดูจากภาพ ลูกของคุณแม่รายนี้ น่าจะยังเป็นเพียงเด็กเล็ก อย่างดีก็คงไม่เกินอนุบาล เพราะถ้าเป็นเด็กโตกว่านี้คงปล่อยให้เดินเองมากกว่า ( แน่นอนว่าก็คงมีคนลุกให้นั่ง ) ผู้อ่านท่านที่มีหรือเคยมีลูกเล็ก หรือต่อให้ไม่มี แต่ก็น่าจะเคยสัมผัสกับพิษสงของเด็กเล็กมาบ้าง คงทราบดีว่าการเลี้ยงเด็กเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเด็กวัยนี้ต้องการอะไรแล้วไม่ได้ ( หรือแม้กระทั่งได้ช้า ) สิ่งที่เกิดขึ้น เด็กเล็กจะร้องไม่หยุด แน่นอนมันมีอานุภาพทำลายระบบประสาทของคนรอบข้าง ทำให้หงุดหงิดรำคาญได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ที่สำคัญ..เมื่อเด็กวัยนี้ร้องไห้จ้าแล้ว จะทำให้หยุดร้องด้วยวิธีการ “สงบ สันติ อหิงสา” แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เราจึงเห็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่จำนวนมาก ใช้วิธีแบบที่นักบวชบางรูปแนะนำบรรดาสาวก นั่นคือ “ไม่ใช่อิติปิโส แต่เป็นอิติปิสวน” เพื่อทำให้บุตรหลานตัวน้อยๆ หยุดอาละวาด ทว่าเชื่อเถอะครับ ผมมั่นใจเลยว่าถ้าคุณแม่ในภาพไม่ป้อนข้าวลูก จากนั้นหากเด็กน้อยร้องไห้งอแง แล้วคุณแม่จัดการแบบอิติปิสวนไปสักที คุณแม่คนนี้ก็คงถูกชาวสังคมคุณภาพประณามอยู่ดี เพราะใช้ความรุนแรงกับเด็ก สอนลูกแบบสุภาพ แบบปัญญาชนไม่เป็น

โดนทั้งขึ้นทั้งล่องหรือไม่?

ประการที่สอง..มีผู้แนะนำว่าให้ลงไปป้อนข้าวป้อนน้ำลูกให้เรียบร้อยก่อนที่สถานี วิธีการนี้อาจจะดี แต่เราต้องไม่ลืมว่าทั้งรถไฟลอยฟ้า ( BTS ) และรถไฟใต้ดิน ( MRT ) ตั๋วที่ซื้อนั้นมีระยะเวลาของมัน เช่น BTS อยู่ได้ 120 นาที ส่วน MRT อยู่ได้ 90 นาที และเวลานี้รวมการเดินทางในขบวนรถด้วย และรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน หากเราเดินทางจากสถานีต้นสายไปสถานีปลายสาย จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ดูแล้วเหลือเวลาค่อนข้างเหลือเฟือสำหรับการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ แต่นั่นเป็นเพียงเวลาของเด็กโตและผู้ใหญ่เท่านั้น วัยรุ่นหรือผู้ใหญ่อย่างเราๆ ท่านๆ อาจจะรีบๆ กินให้หมดใน 5 นาที 10 นาทีได้ไม่ยาก แต่สำหรับเด็กเล็กๆ คงไม่ง่ายเช่นนั้น เด็กวัยนี้ อาจใช้เวลาขั้นต่ำถึง 20 นาที ในการรับประทานอาหารเพียงถ้วยเล็กๆ เพราะเสียเวลาไปกับการเคี้ยวบ้าง หรืองอแงไม่ยอมกินง่ายๆ บ้าง และบางรายที่ผมสังเกตเห็น ข้าวถ้วยเล็กๆ อาจใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมงกว่าจะกินได้หมด ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการอยู่ในสถานีเกินเวลากำหนด จนอาจถูกปรับได้ แน่นอนว่าจะเร่งด้วยวิธีอิติปิสวนก็ได้ แต่คงไม่พ้นกับการถูกบรรดา “มวลมหาประชาผู้เคร่งครัด” ตำหนิ และนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกมือ ( คีย์บอร์ดใช้มือพิมพ์ ไม่ได้ใช้ปากพิมพ์..ฮ่าๆ )

ถ้าสมมติเปลี่ยนโจทย์เล็กน้อย จากลูกที่มีครอบครัวแบบพ่อแม่ครบ เป็นลูกของ Single - Mom , Single – Dad แล้วต้องกระเตงลูกไปไหนมาไหนบ่อยๆ จะสุ่มเสี่ยงต่อการเสียค่าปรับเป็นนิจศีลหรือไม่?

ประการที่สาม..เสียงเห็นต่างในกระทู้ดังกล่าว มองว่าอาหารสำหรับเด็กเล็ก มิได้มีกลิ่นแรงดังเช่นอาหารสำหรับคนทั่วๆ ไป ( เว้นแต่ใครจะเอาจมูกไปจ่อหน้าถ้วย ) ซึ่งเจตนารมณ์ของกฏห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบนยานพาหนะ หลักๆ มาจากเรื่องกลิ่นและการหกเลอะเทอะ ลองนึกสภาพห้องแอร์ มีคนนำข้าวเหนียวหมูปิ้งหรือทุเรียนเข้าไปกิน ทำให้เกิดกลิ่นรบกวนเพื่อนร่วมห้อง หรือทำหกบนโต๊ะ บนพื้น แน่นอนคงไม่ดีเท่าไร

แต่ถ้าเป็นอาหารที่ไม่มีกลิ่น หรือเครื่องดื่มอยู่ในภาชนะปิดอย่างดี ( เช่นขวดนมเด็กที่มีจุกนม ) ถามว่าจะรบกวนใครหรือไม่? ยิ่งถ้าเปลี่ยนภาพเสียหน่อย จากคุณแม่ยืนป้อน เป็นคุณแม่นั่งบนเก้าอี้แล้วป้อนลูกในรถเข็น โอกาสที่จะหกเลอะเทอะบนรถไฟฟ้าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะรถไฟฟ้าไม่ได้แยกทางวิ่งกับใครแบบเดียวกับรถไฟบนพื้นดินที่ต้องเบรกเมื่อถึงทางแยกตัดกับถนน หรือวิ่งบนถนนต้องแย่งพื้นที่กับรถอื่นๆ อีกมากมาย จึงแทบไม่มีโอกาสที่จะเบรกกระทันหันจนผู้โดยสารเสียหลัก

ปัจจัยแวดล้อมและเงื่อนไขต่างกันเช่นนี้ เราตัดสินด้วยเกณฑ์เดียวกันได้หรือไม่? ถ้าได้..แม้แต่ขวดนมเด็กก็ถือว่าผิดเช่นกัน เพราะกฎระเบียบบอกว่า “ห้ามเครื่องดื่ม” แต่ไม่ได้แยกว่าเครื่องดื่มประเภทใด ดังนั้นพ่อแม่ที่ใช้ขวดนมเด็กป้อนนมลูกบนระบบขนส่งสาธารณะ ถือว่าทำผิด ต้องถูกลงโทษหรือไม่?

เห็นได้ชัด..แม้เป็นการกระทำอย่างเดียวกัน แต่เมื่อองค์ประกอบปลีกย่อยอื่นๆ ต่างกัน เราไม่สามารถที่จะใช้การตัดสินเหมือนกันได้เลย ทว่าสังคมนั้นจะไม่มีกฎระเบียบเลย ก็คงเป็นมิคสัญญี เป็นกลียุค อยู่ร่วมกันไม่ได้อย่างสงบสุขแน่ๆ ถึงกระนั้น ด้วยข้อจำกัดของภาษาที่เป็นถ้อยคำ (ไม่ว่าพูดหรือเขียน) ไม่สามารถจัดการกับเหตุการณ์ที่ซับซ้อน ต่างเวลา ต่างบุคคลได้ครบทุกกรณี เพราะกฎนี้เป็นกฎที่ออกแบบโดยมนุษย์ ไม่ใช่กฏธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่มีความสมบูรณ์พร้อม และไม่ว่าจะแก้ไขสักกี่ครั้ง ก็จะพบว่ามีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ถ้าไม่ใช่ในแง่ช่องโหว่ – ช่องว่าง ก็จะเป็นในแง่กฎนั้นบีบรัดจนเกินไป ไม่เปิดโอกาสที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง

จึงเป็นที่มาของคำว่า “ดุลยพินิจ” ที่ผมไม่ทราบว่าในต่างประเทศมีคำนี้หรือไม่? แต่ต้องชมคนออกแบบระบบกฏหมายของไทย ที่คิดถึงข้อจำกัดของการตีความตามตัวอักษรไว้ด้วย ทำให้กฎหมายแทบทุกฉบับ มีการให้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้ ในการพิจารณาว่าจะดำเนินคดีหรือไม่? แค่ไหน? ไว้พอสมควร เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในชีวิตจริง ( น่าเสียดายว่าธรรมเนียมนี้ ถูกนำไปใช้ในทางคอรัปชั่น เรียกรับผลประโยชน์มากไปหน่อย )

( มีต่อนะครับ อย่าเพิ่งปาด )

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่