แก่งอาฮง...ลึกสุดสองฝั่งโขง ( ที่ วัดอาฮงศิลาวาส จ.บึงกาฬ )



แม่น้ำโขงตลอดทั้งสาย ซึ่งมีความยาววัดได้ ประมาณ 4,590 กม.
ทอดตัวไหลผ่านถึง 6 ประเทศ แต่ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า
สะดือแม่น้ำโขง อยู่ที่ แก่งอาฮง จ.บึงกาฬ ประเทศไทย เรานี้เอง



แก่งอาฮง   ตั้งอยู่บ้านอาฮง จ.บึงกาฬ  ห่างจากตัวบึงกาฬ 21 กิโลเมตร
คนเฒ่าคนแก่เคยวัดความลึกโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินหย่อนลงไป วัดได้ 98 วา
ทางวิทยาศาตร์ ได้คำนวนวัด ช่วงที่ลึกที่สุด ลึก 200 เมตร



แก่งอาฮงเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่จากฝั่งไทยถึงฝั่งลาวประมาณร้อยกว่าเมตร
จึงยากที่จะสังเกตให้รู้ได้ ดังนั้น การสังเกตว่าบริเวณใดเป็นจุดที่ลึกที่สุด
หรือเรียกกันว่า “สะดือแม่น้ำโขง” นั้นให้สังเกตได้บริเวณหน้าพระอุโบสถ ลักษณะจะเป็นคุ้งน้ำที่มีกระแสไหลวน
น้ำจะไหลเชี่ยววนจนเป็นหลุมรูปกรวย และถ้ามีเศษไม้ ต้นไม้ หรือวัตถุใดๆ
ลอยมาก็จะไหลวนอยู่บริเวณนี้ประมาณ 20-30 นาที จึงค่อยหลุดไป



ตำนานเล่าขานว่า ถ้ามีคนตกน้ำตกตายเหนือแก่งอาฮงขึ้นไป ไม่ว่าที่ใด หากหาศพไม่พบ ก็จะหาได้ที่แก่งอาฮง
เชื่อกันว่าศพจะไหลไม่พ้นแก่งอาฮง เพราะตกลงไปในจุดที่เป็นคุ้งน้ำไหลวนและเป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงนั่นเอง



แก่งอาฮง ยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ ปลาบึก ในตอนดึกของฤดูน้ำหลาก
จะได้ยินเสียงจากแม่น้ำโขงเสียงดัง เหมือนว่าคนลงเล่นน้ำ
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เสียงนั้นคือ ปลาบึกผสมพันธุ์กัน ด้วยในบริเวณนั้นมีความลึก
และ มีถ้ำใต้น้ำ จึงเหมาะกับการผสมพันธุ์ของปลาบึก



เรื่องเล่าขานเป็นตำนานเกี่ยวพันกับพระพุทธศาสนา คือ เมื่อ ครั้งพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์  เมื่อสิ้นออกพรรษาเหล่าเทพเทวาได้พากันเนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง
เพื่อรองรับเบื้องพระบาทในการเสด็จกลับยังโลกมนุษย์
ส่วนเหล่าพญานาคนั้นได้พากันสำแดงฤทธิ์พ่น ไฟถวายเป็นพุทธบูชา
เพื่อต้อนรับการกลับมาขององค์พระพุทธชินสีห์ เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของ “บั้งไฟพญานาค”
จุดนี้จึงเป็นจุดที่เชื่อว่ามีถ้ำพยานาคอยู่ใต้แก่งอาฮง



บริเวณแก่งอาฮง เป็นที่ตั้งของ วัดอาฮงศิลาวาส
ส่วนตรงข้ามแม่น้ำโขง ก็เป็นที่ตั้งของวัดฝั่งประเทศลาว
สะดุดตาด้วยองค์เจดีย์สีทอง ตั้งตรงก้อนหินขนาดใหญ่



วัดอาฮงศิลาวาส เป็นวัดเก่าแก่แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด
ทราบแต่เพียงว่าเดิมเป็นสำนักสงฆ์ โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง ท่านได้มรณะไปเมื่อปี พ.ศ. 2506
หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีพระภิกษะสงฆ์มาจำพรรษาอีกเลย



จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญได้เดินทางไปกราบนมัสการ
พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามาดู
พบเพียงแม่ชีแก่ๆ คนหนึ่ง ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่



วัดอาฮงศิลาวาส โดดเด่น ด้วยสถาบัตกรรม พระอุโบสถ์หินอ่อน ริมแม่น้ำโขง
ตั้งอยู่บนแก่งอาฮง



ภายในพระอุโบสถ์  ประดิษฐาน “พระพุทธ คุวานันท์ศาสดา”
ซึ่งมีความงดงามตระการตาด้วยว่าเป็นพระ พุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช
นอกจากนี้ ยังมีพระพุทธรูปทองคำสององศ์ ประดิษฐาน อีกด้วย



บรรยากาศภายในวัด เป็นโขดหินรูปร่างแปลกตามากมาย
มีการจัดเรียงตามธรรมชาติ เหมือนกับสวนหิน





การท่องเที่ยว แก่งอาฮง สามารถมาได้ตลอดปี
แต่แก่งจะสวยในช่วงฤดูร้อน เพราะ จะเป็นช่วงน้ำลด
แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ วันออกพรรษา 15 ค่า เดือน 11 สารารถชมปรากฏการณ์บั่งไฟพยานาค
ได้ที่แก่งอาฮงนี้เอง ครับ



นอกจากภูทอกแล้ว บึงกาฬยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย
ลองเข้าไปดูกระทู้ของผมอีกอันนะครับ กับ
บึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ... กับ 7 สถานที่ ที่ต้องไป ( ฉบับ รูปภาพและเนื้อหาถูกต้องนะครับ )
http://pantip.com/topic/31170706



ขอนำเสนอแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่