ผมมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรได้บ้างครับ เหมือนทุกคนจะรู้สึกว่าผมกำลังยึกยัก เหมือนเป็นคนขี้โกงไปซะแล้ว

.

จากกระทู้นี้   http://pantip.com/topic/32020268
" รถยนต์ ชื่อเราเป็นเจ้าของ แต่คนอื่นใช้อยู่คนละจังหวัด มีโอกาสจะเจอปัญหาอะไร อย่างไรบ้างครับ "




หลายความคิดเห็น  นาย เอ  เหมือนจะเป็นคนน่าเห็นใจ   ส่วนผมเหมือนเป็นคนขี้โกง  กำลังจะเอาเปรียบ นาย เอ  ไปซะแล้ว




งั้นผมก็ขอเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้วกันครับ...


ยอมรับกันก่อนเลยครับ  ที่ผมไม่ยอมโอนให้ นาย เอ  มันก็มีเรื่องผลประโยชน์  เรื่องเงินมาเกี่ยวข้องนั่นแหละครับ


ผมกำลังเรียกเงินค่าโอนจาก นาย เอ จำนวนหนึ่ง  ซึ่งนาย เอ ไม่ยอมรับ  ไม่ตกลงที่จะจ่ายให้ผม



แล้วผมใช้ข้ออ้างอะไร  ใช้สิทธิ์อะไรไปเรียกร้องเงินค่าโอนจาก นาย เอ

ปัญหามันก็เริ่มมาจาก นาย เอ  นั่นแหละ    ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเลย  ผมก็คงจะโอนให้ นาย เอ  ให้มันจบๆไปแล้ว  ไม่อยากทิ้งไว้คาราคาซังอย่างนี้หรอกครับ    ผมกับ นาย เอ  เป็นคนจังหวัดเดียวกัน   แล้วก็อยู่หมู่บ้านเดียวกันด้วย   แฟน นาย เอ  เป็นญาติห่างๆ  กันกับผม       (สังคมต่างจังหวัดความสัมพันธ์กันระหว่างผู้คนในหมู่บ้าน  มันมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน  มันแตกต่างจากสังคมในเมืองอย่างมากเทียบกันไม่ได้เลย   อย่างในเมืองอยู่ห้องติดกันแต่ไม่รู้จักชื่อกันเลย  มีเยอะแยะไป)   ...เริ่มจะออกทะเลไปไกลซะแล้ว  แหะ แหะ...


นาย เอ กับแฟน  เป็นรุ่นพี่ผมหลายปี  ผมจึงไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนนด้วย  เหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน   นาย เอ กับแฟน  ก็จากบ้านมาหางานทำในเมืองเหมือนๆ กับหนุ่มสาว ตจว. ทั่วไป   รวมถึงผมเองก็จากบ้านมาหางานทำ   แล้วก็พักอาศัยอยู่ไม่ไกลจาก นาย เอ กับแฟน    ผมทำงานห้าหกปีก็ไม่เคยติดต่อไปมาหาสู่กันกับนาย เอ  ต่างคนต่างอยู่   แต่วันหนึ่งแฟนนาย เอ  ก็โทรติดต่อมาหาผม   แล้ววันหลังก็ชวนผมให้สมัครทำประกันชีวิต (และเพิ่งรู้ ณ ตอนนั้นว่า นาย เอ ออกจากงานเก่า  มาขายประกัน)  นาย เอ กับแฟน  พากันมาหา  มารับสมัครถึงห้องของผม   ครบงวดชำระค่าเบี้ยประกันก็จะมาเก็บถึงห้อง    จนวันหนึ่งเก็บค่าเบี้ยประกันไปแล้ว  ติดต่อมาให้ผมไปเซ็นต์ค้ำประกันให้หน่อย  จะออกรถเก๋ง มือสอง  (ก่อนหน้ามีรถกระบะอยู่คันหนึ่ง  อ้างไม่เหมาะกับงานขายประกัน  บอกว่าขายรถกระบะนำเงินไปซื้อรถเก๋งใช้แทน   หลังจากผมไปเซ็นต์ชื่อให้ไม่นานผมเพิ่งมาทราบว่าจริงๆ แล้วมีปัญหาการส่งค่างวดจนต้องขายรถทิ้ง  แค่นั้นยังไม่พอบ้านที่ผ่อนอยู่ก็มีปัญหาด้วย  จนต้องย้ายออกไปอยู่ห้องเช่า)

ตอนเขาติดต่อให้ไปเซ็นต์ชื่อ   เขาบอกให้ผมไปเซ็นต์เป็นผู้ค้ำ  และผมก็ไม่รู้เรื่องราววีรกรรมอะไรต่างๆ ของนาย เอ  เลยแม้แต่น้อย  ยังคิดว่าเขายังอยู่บ้านเดี่ยวหลังเดิมด้วยซ้ำ   มองภาพลักษณ์ภายนอกสองคนสามีภรรยาคู่นี้  เป็นคนแต่งตัวดูดีมาก  คำพูดคำจาฉะฉานสุภาพ  สังคมคนทั่วไปดูธาตุแท้ไม่ออกเลย  มีวีรกรรมไปหลอกคนอื่นมาเยอะมากด้วย    ถึงวันที่นัด  มีเพื่อนนาย เอ อีกคนหนึ่ง  ขับรถมารับผมถึงห้อง  พอไปถึงเต็นท์ขายรถมือสอง  การยื่นเอกสารกลับเป็นผมกับเพื่อนนาย เอ   ส่วนนาย เอ กับแฟนไม่มีการยื่นเอกสารใดๆ


หลังเจ้าหน้าที่ประเมิน   บอกว่าเพื่อนนาย เอ  ไม่ผ่าน  เจ้าหน้าที่บอกจะเปลี่ยน  สลับผมเป็นคนซื้อ  ให้เพื่อน นาย เอ เป็น คนค้ำ...

ในห้องแคบๆ  ผมกับเพื่อนนาย เอ  นั่งชิดใน  คนอื่นเขานั่งขวางประตูกันอยู่   ตอนนั้นผมได้แต่ค้านในใจเล็กน้อย   ในประเด็นที่สลับผมเป็นคนซื้อเท่านั้น  ทั้งที่ไปรับผมถึงห้อง  จนมาถึงเต็นท์ขายรถผมรู้แค่ว่ามาเซ็นต์เป็นผู้ค้ำ   และยังคิดว่า นาย เอ หรือ แฟน นาย เอ  เป็นคนซื้อด้วยซ้ำ

แต่ ณ ตอนนั้น ผมไม่ได้พูดอะไรเลย  คิดแค่ว่า ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่ นาย เอ กับแฟน  ผมคงขออนุญาตเข้าห้องน้ำ  แล้วก็แอบขึ้นรถหนีกลับก่อน   แล้วอีกอย่างสองคนสามีภรรยา  เขาก็อ้างเหตุผลที่เขาไม่ได้เป็นคนซื้อ  ที่คนไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย  คนซื่อ  จนบื่อ  อย่างผมหลงเชื่อไปแล้ว  (แล้วชีวิตจริงก็บื่ออยู่บ่อยๆซะด้วยสิ)  เหตุผลตื่นๆ แต่ผมกลับมองแค่ผิวเผิน  ไม่คิดอะไรเลย  ในบรรยากาศตอนนั้น คิดแค่ว่าไหนๆ ก็มานั่งอยู่ตรงนี้แล้ว  ทั้งสองคนก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลกัน  รู้หน้า (แต่ไม่รู้ใจ) กันมาตั้งแต่เด็ก  พ่อแม่ก็ใกล้ชิดสนิทสนนกัน  คิดว่ารถมือสอง  ราคาผ่อนรวมทั้งหมดแค่สองแสนสองหมื่น  ยังคิดไปเองในแง่บวกอีกว่า  ทั้งสองคนคงจะจ่ายปิดบัญชีก่อนกำหนดด้วยซ้ำ  คงไม่น่าจะมีปัญหา  ภาพลักษณ์สองสามีภรรยาจอมโฉดมันไม่ลวงตาธรรมดาเลย  มันยังลวงใจผมได้อีก...  (โคตร  ของโคตรโง่)


หลังจากวันที่นาย เอ รับรถไปแล้ว  ก็เงียบไปเลย   จนมีโทรศัพท์มาทวงค่างวดกับผม  (มีปัญหาตั้งแต่งวดแรกกันเลย)  ผมก็โทรตาม...   เงียบสิครับ  ติดต่อใครไม่ได้เลยทั้งสองคนสามีภรรยา   ผมก็ยังเฉย...   ผ่านไปหลายวัน  มีเจ้าหน้าที่ประกันคนใหม่โทรมา  (สมมุติเป็น นาย บี ก็เป็นเพื่อนที่ขายประกันกับ นาย เอ นั่นแหละครับ  ที่มารับผิดชอบเก็บเบี้ยแทนนาย เอ)  นาย บี  บอกว่าจะเข้ามาเก็บเบี้ยประกัน  ถามว่าห้องผมอยู่ที่ไหน   ผมก็งง...xxx  เหลืออีกตั้งหลายเดือนจะมาเก็บแล้วหรือ   แล้วจึงได้รู้เรื่องราวของ นาย เอ ว่า  ถูกถอนสิทธิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางบริษัทประกันอีกแล้ว  และนาย เอ เก็บเบี้ยประกันได้เงินจำนวนหนึ่ง  แต่ไม่นำส่งบริษัท  ทำคนเดือดร้อนหลายคน  ซึ่งรวมถึงเบี้ยรอบสุดท้ายที่ผมได้จ่ายให้นาย เอ ด้วย   กรรมของผมสิเนี่ย...  ซึ่งนาย บี เองก็บอกว่าโดน นาย เอ  หลอกเอาเงินไปเป็นแสนด้วย  สภาพการเงินนาย เอ มีปัญหาจนต้องพาลูกเมียหนี  พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครติดต่อได้   ไม่รู้ว่าหนีไปอยู่ที่ไหน

แต่ยังดีที่ว่า  เดือนต่อมา  นาย เอ  ติดต่อมาหาผม โอนเงินค่าเบี้ยประกันคืนให้  แล้วก็จ่ายค่างวดรถด้วย  แต่ไม่บอกว่าอยู่ที่ไหน  ผมติดต่อกลับก็ไม่รับสาย  หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดต่อกลับมาอีก   ค่างวดรถ ผมก็โดนโทรตามทุกเดือน   คือ นาย เอ ยังส่งค่างวดอยู่  โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ว่า นาย เอ อยู่ที่ไหน  แต่ไม่ส่งต่อเนื่อง  จนมีค่างวดค้างจ่าย 3 เดือน  ทีนี้ไม่มีแค่เสียงโทรศัพท์  ที่โทรตามค่างวดกับผมแล้ว  กลับมีเจ้าหน้าที่มาตามถึงห้อง  จะเอายังไง  มีคนตามจะมายึดรถถึงห้อง  แต่รถก็ไม่มี  ไม่อยู่  ก็บอกให้เขาช่วยตามหาอีกทางด้วยซะงั้น  ก็ไม่รู้ว่านาย เอ ไปอยู่ไหนนี่ครับ  ไปแจ้งตำรวจ  ตำรวจไม่รับแจ้งอีก  เอาสิงานนี้  (งานหลักของตำรวจ  คงรอจับเรียกเงินจากประชาชน  ตามท้องถนนแค่นั้นละมั้ง  คงไม่เสียเวลามาตามหารถเก่าๆเป็นแน่  เพราะมันไม่มีรายได้)  จนผมต้องเสียเวลาขึ้นรถประจำทางเทียวไปสืบเอง ตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ  อยู่ครั้งหนึ่ง ครั้งเดียว  ไปก็เหมือนงมเข็มฯ  ไม่เอาล่ะงานนี้  ต่อไปไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ


แต่ เจ้าหน้าที่ก็มีโอกาสมาที่ห้องเพียงครั้งเดียว  เพราะ นาย เอ  ก็ยังมีแอบสุ้มส่งค่างวดอยู่   แต่ผมยังถูกโทรทวงค่างวดทุกเดือน  จนปิดค่างวด

ผมยังโชคดีที่นาย เอ  ยังรับผิดชอบจ่ายค่างวดรถจนหมด  เพราะค่างวดรถมือสองอาจจะน้อย  แต่ ที่ นาย เอ ไม่ยอม ติดต่อ หรือเปิดเผยที่อยู่  คงเพราะ เจ้าหนี้รายอื่นคงมีอีกเยอะ  และอาจเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ด้วยกระมัง


อีกอย่างที่ผมคิดไว้ว่า  นาย เอ คงจ่ายค่างวดปิดบัญชีได้ก่อนกำหนดนั้น  ดันเป็นจริง   แต่กว่าจะปิดได้อาจจะไม่ใช่ด้วยวิธีที่ราบรื่นนัก  เล่นทำให้ผมทุกข์ใจแต่งวดแรกเลย  แล้วก็ต้องรำคาญเสียงโทรศัพท์ทุกเดือน (สองหรือสามครั้งต่อเดือน)  และตอนมีคนมาหาถึงห้อง  รู้สึกว่าแย่แล้ว  แต่ที่รู้สึกแย่มากกว่า คือ แม่ ต้องมาเสียน้ำตา และเป็นทุกข์ไปด้วย


หลังจากปิดบัญชี  จ่ายค่าโอนแล้ว  นาย เอ กับ แฟน  ได้ขับรถบุกมาหาผมที่ห้อง  เอาเอกสารที่ใช้ทำเรื่องโอน  จากชื่อผม  ไปเป็นชื่อ ของ นาย เอ  มาให้ผมเซ็นต์   พูดโน่นนี่นั่น  อ้อนวอนต่างๆ นานา  บอกด้วยว่าที่ผ่านมาอยู่ที่กรุงเทพฯ  จับธุรกิจค้าขาย  ช่วงหลังดวงดีเลยมีเงินก้อนได้ปิดบัญชีค่างวดรถ    ผมก็เซ็นต์ให้  ผมไม่พูดอะไรเลย   คือ เขาจ่ายให้จนหมดแล้วก็...   ก็เซ็นต์ๆไป   เขารับเอกสารไปแล้ว  ผมก็ลองถามเขาว่า  "จบแค่นี้เหรอ  ไม่มี...   "   แล้วเขาก็ควักเงินสามพันบาทยื่นให้   ตอนนั้นผมพูดอะไรไม่ออก  พูดอะไรไม่ทันเขาหรอก  อีกอย่างเป็นคนขี้กลัวคน  ใจอ่อนง่ายด้วย  เสร็จเขาก็พากันกลับ...


วันหลังผมโทรไปหาไฟแนนซ์ว่า   หลังทำเรื่องโอนที่กรมขนส่งแล้ว  ให้ส่งเล่มทะเบียนมาให้ผมก่อน   ผมจะส่งไปให้ นาย เอ ด้วยตัวเองทีหลัง  (จะเอาเล่มทะเบียนมาเป็นตัวต่อรอง)


แล้วจะเรียกร้องอะไรอีก   (คือตรงนี้ก็อยากทราบว่าผมมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะต่อรองบางไหม)


วันที่ผมไปเซ็นต์ชื่อ  เป็นช่วงปลายเดือน ธันวาคม  ปี 2552  เริ่มมีความคิดว่าอยากจะออกรถยนต์คันแรกในชีวิต  แต่สถานภาพการเงินยังไม่พร้อม  ประมาณว่า  ปี 2554-2555  น่าจะโอเค   ผมออกรถคันแรกในชีวิตเดือน เมษายน ปี 2555  อยู่ในช่วงของ นโยบายคืนภาษีรถคันแรกเสียด้วย  แต่ผมหมดสิทธิ์  เพราะไปเซ็นต์ชื่อซื้อรถให้ นาย เอ  ถ้าผมยังมีสิทธิ์  ก็จะได้คืนตั้ง 8 หมื่น นิดหน่อย   เงินตั้ง 8 หมื่น อดเลย...

นอนอยู่ห้องดีๆ  เขามารับถึงห้อง  พาไปทำความเดือดร้อนให้   ต้องมาอดเงินตั้ง 8 หมื่นอีก   ทุกคนคิดว่าผมควรยอมรับเงินแค่สามพันแค่นี้หรือไม่  มันยุติธรรมสำหรับผมแล้วว่างั้น...



จริงๆ ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้ ถึง 8 หมื่นหรอก  มันคงโหดเกินไป  แต่โทรไปต่อรองกับ นาย เอ  กลับบอกจ่ายให้เพิ่ม รวม สามพัน  ยังไม่ถึงหมื่นเนี่ยสิ   ผมเลยยังไม่ยอมให้เล่มทะเบียนแก่ นาย เอ





เรียบเรียงกระทู้มาตั้ง 5 ชั่วโมง  ดูเหมือนจะเป็นกระทู้ระบายซะยืดยาวไม่ีมีสาระ...  แหะ แหะ


.

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่