หุ้น กับ สตอเบอรี่

กระทู้สนทนา
หุ้น กับ สตอเบอรี่



ทำไมเป็นเช่นนี้ นักวิเคราะห์ที่ไม่มีคำอธิบายอะไร ก็จะบอกว่า เพราะข่าวดีไม่มีหนุนเนื่องออกมาเลย จึงสู้แรงข่าวร้ายไม่ได้

วันเดียวกันผู้จัดการตลาด คุณจรัมพร โชติกเสถียร ก็ออกแถลงข่าวตามมายืนยันว่า พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น ไม่ได้เลวร้ายเหมือนราคาหุ้น เพราะว่าในไตรมาสแรกของปีนี้ ออกมาแจ่มแจ๋วผิดปกติเสียด้วยซ้ำ

ตัวเลขยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (บจ.) จำนวน 460 บริษัท จาก บจ. ทั้งหมด 506 บริษัท ที่ส่งผลการดำเนินงานงวดสิ้นสุดไตรมาสแรก มีกำไรสุทธิรวม205,298 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งมีกำไรรวม 158,244 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29.74%

ทางด้านยอดขาย ก็ไม่เบาเช่นกัน เพราะเพิ่มขึ้นสูงสุดรวม 2,120,798 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18.22%

กำไรและยอดขายของ บจ. ดังกล่าวถือเป็นสถิติสูงสุด เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของทุกปีนับแต่จัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯมา 36 ปีเศษ สะท้อนถึงพื้นฐานเศรษฐกิจซึ่งมีเสถียรภาพ และศักยภาพของผู้ประกอบการ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม พบอีกว่า บริษัทในกลุ่ม SET100 มีกำไรสุทธิงวดไตรมาสแรกปีนี้รวม 182,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.27% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 297,760 ล้านบาท หรือ 19.61% ซึ่งมากกว่าต้นทุนของภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในขณะที่การพึ่งพากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 84.92%

ข้อเท็จจริงเช่นนี้ ไม่ได้โม้หรือคิดเอาเอง เพราะฉะนั้น ก็ยิ่งตอกย้ำอีกว่า หุ้นยิ่งตก ยิ่งต้องเข้าซื้อ โดยเฉพาะหุ้นที่พื้นฐานดี มีสตอรี่ใหม่ๆ เข้ามาอยู่เป็นระยะๆ นอกเหนือจากหุ้นปั่นที่ราคาหวือหวาน่ารังเกียจบางรายการ ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าใครเป็นใคร

ข้อเท็จจริงอีกเช่นกัน ทำให้เราต้องกลับไปตั้งคำถามกับคำว่า สตอรี่ของหุ้น ซึ่งภาษาอังกฤษมีนิยามเรียกกันคุ้นเคยว่า “ผลสะเทือนของสื่อ” (media effect) นั่นเอง

นิยามดังกล่าว ระบุว่า เรื่องราวที่เป็นข่าวในเชิงลบหรือบวกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทั้งหลายจะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นเสมอ นักลงทุนที่ติดตามข่าวสารจะต้องระมัดระวังเพราะอาจจะมีการพยายามสร้างข่าวเพื่อขับเคลื่อนราคาให้เป็นไปตามเจตนาของผู้ให้ข่าว โดยเฉพาะข่าวที่ไม่มีที่มาที่ไป หรือปราศจากแหล่งข่าวที่ควรเชื่อถือ

พูดง่ายๆ ก็คือ เบื้องหลังสตอรี่ทั้งหลายนั้น มีเจตนาที่ต้องไตร่ตรองหักกลบก่อนเสมอ

ประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ที่ว่า จะรู้ได้อย่างไรว่า ข่าวสารที่ออกไปเกี่ยวกับบริษัทจดทะเยีนนั้น อย่างไหนเป็นข่าวลือ ข่าวลวง หรือข่าวมีเบื้องหลัง หรือข้อเท็จจริง

คำตอบอยู่ที่ประสบการณ์เป็นสำคัญ ประสบการณ์มากค่าโง่ก็น้อยลง ประสบการณ์น้อยค่าโง่ก็ต่ำ

มีคนสรุปเป็นข้อพิจารณาว่าค่าโง่จะมากหรือน้อยเพื่อให้ปรับตัวตามสตอรี่ของหุ้นดังต่อไปนี้

-ให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งข่าว เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือเสียก่อนเสมอ อย่าได้เชื่อว่าทุกเรื่องในสื่อหรือเอกสารแจ้งตลาดหุ้นจะเป็นข่าวจริง ผู้บริหารบางคนโกหกหน้าด้านๆ ได้เก่งมาก

-ตั้งคำถามกับสื่อ โดยเปรียบเทียบกับสื่ออื่นๆ และประวัติย้อนหลัง

-ตั้งคำถามกับลักษณะการแพร่กระจาย และความเข้มข้นของสตอรี่ ข่าวจำนวนไม่น้อยเกิดจากข่าวลือดันราคา แล้วลงเมื่อมีข่าวจริงออกมา “ขึ้นเพราะข่าวลือ ลงเพราะข่าวจริง” หรือ ความเข้มข้นหรือผันผวนของข่าวก็ยืนยันว่า มีอสมมาตรของข่าวสารที่ต้องตรวจสอบหลายครั้งก่อนตัดสินใจ

-ตรวจสอบความเชื่อมโยงของสตอรี่กับราคาหุ้น บางเรื่องห่างไกลจากเวลาที่จะเป็นข่าวมาก บางเรื่องกระชั้นชิด จำต้องดูว่าข่าวนั้นหวังผลระยะสั้นหรือแค่โยนก้อนหินถามทาง

ผลสะเทือนของสื่อที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำมาถ่วงน้ำหนักและเปรียบเทียบด้วยประสบการณ์ หรือ ไม่ก็สอบถามเพื่อความมั่นใจอีกหลายรอบ ซึ่งไม่ได้หมายความเสมอไปว่า หลังจากผ่านการตรวจสอบแล้ว จะได้ข้อมูลสมบูรณ์พร้อมไปทุกกรณี เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว

คำถามต่อมาคือ จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องทำการบ้านมากมายอย่างที่กล่าวมา คำตอบก็คือว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ เพราะโลกของการเก็งกำไรนั้น ไม่ใช่โลกที่เปรียบเสมือนผ้าสีขาวล้วน แต่เป็นผ้าลายที่คาดเดายาก ต้องใช้ความสามารถรอบด้านทั้งลึกและกว้างพร้อมกับปัญญาที่เชื่อมโยงกัน ค่าโง่ถึงจะลดลงไป

การเตือนสติว่าค่าโง่นั้นเกิดขึ้นได้ และความหนักแน่นทางปัญญาและสติจะช่วยให้ความเสี่ยงลดลงไปได้ไม่มากก็น้อย

ภาวะหุ้นตกโดยไร้เหตุอันสมควรในช่วงนี้ จึงเป็นจังหวะสำหรับการทบทวนความรู้ในการเป็นนักลงทุนที่ดีได้เสมอ


ปล.  เท่าที่ผมมองดู โดยส่วนใหญ่แล้ว  พื้นฐานหุ้นมักจะไม่เปลี่ยนแปลงในห้วงเวลาอันสั้นภายในหนึ่งปี  แต่ข่าวของหุ้นสามารถดึงอดีตและอนาคตย้อนกลับหรือเดินหน้าได้หลายๆปี  เพื่อมาเล่นกระแสขับเคลื่อนราคาได้แบบรายวัน ตอบสนองอารมณ์นักลงทุน ที่ส่วนใหญ่เสพข่าวเพื่อการลงทุน  แม้แต่ตัวเรา จิตวิทยาหมู่ก็มีผลครับ  ข้อมูลของหุ้นที่เพียรศึกษามาหลายอาทิตย์ ถือหุ้นมาหลายเดือน อาจจะมากดซื้อขายได้เพียงเพราะนั่งมองแสงไฟกระพริบล่อเม่าหน้าจอ  ดังนั้นเราเองเม่าน้อยในตลาดใหญ่ ควรจะมีหลักในการยึดเกาะ สำหรับผม จะใช้ต้นทุนเป็นหลักยึด โดยเน้นที่จังหวะในการเข้าซื้อต้องมีต้นทุนที่ไม่สูงจากคนส่วนใหญ่ในตลาดมากนักเพื่อลดความผันผวนของราคา (พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะราคาถูกมักมาตอนวิกฤตใหญ่ นั่นสิ แล้วตรูจะทำอย่างไร ผมว่ามันมีวิธีนะ แต่ต้องไปลองหาดูครับ)
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่