Tempy Movies Review วิจารณ์หนัง: A Serious Man {Coen Brothers}, 2009

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
สิ่งที่ผมรู้สึกได้ระหว่างที่ชมภาพยนตร์เรื่อง A Serious Man ของพี่น้องโคเอน นั่นคือการเอาสิ่งที่เราประสบพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นคือ ปัญหา เริ่มเรื่องด้วยคำคมที่ดูเหมือนจะเป็นการพยายามบรรยายประเด็นทั้งหมดที่ผู้ชมจะพอหยิบจับได้จากหนังเรื่องนี้ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องเล่านิทานของหญิงที่จงรักภักดีต่อเรื่องราวที่ได้รับฟังมา จนหลงลืมจิตวิญญาณของมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า และทิ้งคำถามกับคนดูว่า ระหว่างเธอผู้เชื่อมั่นในสิ่งที่เข้าใจและรับรู้มา กับสิ่งที่เผชิญอยู่ ณ ปัจจุบันทันด่วน สิ่งไหนคือปีศาจกันแน่

จนกระทั่งสิ้นสุดนิทาน ก็เริ่มเรื่องราวของ ตัวเอกคือ Larry Gopnik อาจารย์ฟิสิกส์ที่สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย จนเมื่อไม่นานปัญหาต่างๆก็ประดังประเดถาโถมเข้ามาในชีวิตเขาอย่างไม่หยุดหย่อน เช่น ผลการพิจารณาการเลื่อนขั้นของเขาที่กำลังจะประกาศในไม่ช้าซึ่งเขาก็ค่อนข้างกังวล ในขณะที่ในใจก็อยากได้เสียเต็มแก่ (ถูกกรรมการมาหากดดั้นย้ำถึงผลการประเมิณอยู่บ่อยครั้ง) พี่ชายที่ตกงานของแลรี่ก็มาขออาศัยอยู่บ้านอย่างไม่มีกำหนดจะออกจากบ้าน ลูกชายที่ดูจะไม่เอาไหนเห็นพ่อเป็นแค่คนปรับสัญญาณโทรทัศน์กำลังจะเข้าสู่พิธีการทางศาสนาที่สำคัญ ลูกสาวใจแตกผู้ไม่เคยอยู่ติดบ้านและหาเรื่องทะเลาะกับน้องชายได้ตลอดเวลา ไคลฟ์นักเรียนในชั้นของเขาที่มาขอติดสินบนกับเกรดที่แลรี่ให้ เพื่อนบ้านที่ดูดุร้ายและชอบรุกล้ำอาณาเขตบ้านของเขา สุดท้ายภรรยาของเขาจู่ๆก็ยื่นคำหย่ากับแลรี่  เขาเลือกที่จะไปปรึกษาแรบไบ (ตามความเข้าใจของผมก็คือผู้นำศาสนา) ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่เขาได้พบเจอ

แรบไบคนแรก เป็นชายหนุ่มที่แลดูจะยังไม่จัดเจนโลก แต่เขาก้ได้เปรียบเทียบว่าปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิต ก็เหมือนกับเรานั่งรถผ่านลานจอดรถแถวนั้น เราก็อาจจะมองว่าเป็นสถานที่แปลกใหม่ แต่ถ้าคนที่อยู่เป็นปกติก็จะมองว่าลานจอดเร็วก็มีสภาพจำเจน่าเบื่อ เขาให้แลรี่มองว่าปัญหาหากเรามองว่ามันแปลกใหม่มันก็จะทุกข์และยากที่จะจัดการ แต่ถ้ามองว่ามันผ่านมาและผ่านไป แลรี่ก็คงจะจัดการกับมันได้อย่างสบาย แต่จนแล้วจนรอดแลรี่กลับไม่มองเห็นถึงสิ่งที่แรบไบหนุ่มพยายามจะสื่อสาร

เขาจึงต้องดิ้นรนไปหาแรบไบท่านที่สอง ท่ามกลางปัญหาต่างๆยิ่งรุมเร้ามายิ่งขึ้น เขาจึงไปปรึกษาแรบไบคนที่สอง เขาเล่าเรื่องทันตแพทย์คนหนึ่งที่ไปบังเอิญพบปริศนาหลังซี่ฟัน ตัวเขาเองก็กินไมไ่ด้นอนไม่หลับ ครุ่นคิดถึงความหายของตัวอักษรเหล่านั้นว่ามีความหมายถึงอะไร ใครเป็นคนทำ ทำเพื่ออะไร สุดท้ายเขาก็ค้นพบว่า แท้จริงแล้ว เราเลือกได้ที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นที่ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ใดแก่ชีวิตของเขา หนำซ้ำยังเสียการเสียงานอีกด้วย แต่สุดท้าย แลรี่ก็ไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่แรบไบท่านที่สองต้องการจะบอก

เขาเลยตัดสินใจอีกครั้งที่จะไปหาสุดยอดแรบไบ ผู้ชาญฉลาด แต่เพื่อนๆเขาก็บอกว่าแรบไบท่านนี้ชรามากและละเว้นจากการให้คำปรึกษาคนทั่วไปแล้ว เขาก็ดื้อรั้นหาหนทางไปจนได้ สุดท้ายราวกับพระเจ้าได้ตักเตือนแลรี่ว่าเขาควรจะกลับมาทบทวนในสิ่งที่แรบไบสองท่านได้บอกเขาไป เพราแรบไบท่านที่สอง ก็ปฎิเสธการพบเจอกับเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แต่ในท้ายที่สุดปัญหาต่างๆ ที่รายล้อมรอบตัวก็คลี่คลายไปด้วยตัวของมันเอง แต่ตัวของแลรี่กลับยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่แรบไบบอก เมื่อใบแจ้งหนี้ส่งมาถึงเขา ในขณะที่เขากำลังเพิ่งฟื้นตัวจากเหตุการณ์ร้ายๆ เขาเลือกที่จะจบปัญหาเปิดประตูแห่งความชั่วร้ายในจิตใจ ทันใดนั้นพระเจ้าก็มองเห็น และตอบแทนเขาอย่างสาสมให้เขาได้เรียนรู้ว่าเขานอกจากจะไม่พยายามแก้ปัญหาแล้ว ยังคิดใช้วิธีกลโกงที่ซาตานพยายามหยิบยื่นให้เขามาตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะสุดท้ายปัญหาต่างๆก็จะเข้ามาเป็นเครื่องทดสอบใจเราเสมอ หนังจึงไม่เลือกจบอย่างมีความสุข แต่เลือกจบในขณะที่ปัญาใหม่กำลังจะมาเผชิญกับแลรี่อีกครั้ง
สัญญะทางภาพยนตร์ที่ผู้เขียนพอจะมองเห็น

การปรับสัญญาณโทรทัศน์ เสมือนเป็นการตอกย้ำสถานการณ์ว่าเขาพยายามจะเลือกหนทางที่เขาจะผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้น ซีนหลังจากที่เขาปรับสัญญาณเขาก็พบกับหญิงสาวที่จะนำพาเขาดิ่งลงสู่การหลอกตัว (เขาได้เลือกช่องทางการดำเนินชีวิตผิด คือ ไม่เข้าใจสิ่งที่แรบไบพยายามบอก)
กัญชา เป็นสัญญะของการหลีกหนีปัญหา เมื่อพ่อกับลูกที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันคือ คนใช้กัญชา สังเกตจากเมื่อแลรี่สูบกัญชาเสร็จ ประเดี๋ยวก็มีเรื่องราวให้สุ่นวายใจ กัญชาทำได้เพียงแค่ทำให้เขาตกในห่วงอารมณ์จอมปลอมชั่วคราวเท่านั้น
ตัวละต่างๆ ในความฝันของแลรี่ หากลองสังเกตดูจะมีบุคลิกที่ห่างไกลจากคาแรกเตอร์ที่ปรากฎในชีวิตจริง ซึ่งแสดงถึงภาวะในจิตใจของแลรี่ได้อย่างดีเยี่ยม ได้แก่

ไซ ในฝันเขาพูดจ่าดุดัน โต้เถียงกับแลรี่ ต่างจากความจริงที่นอบน้อมสุภาพ เพราะแลรี่นึกสงสัยว่าเขาแอบแฝงความชั่วร้ายเอาไว้ (ซึ่งตอนหลังหนังก็เฉลย) ในฝัน ไซ บอกว่าเขาเป็น “ชายเครียด” นั่นแสดงถึงตัวแลรี่เองที่คิดว่าเขาพยายามจะเป็น “ชายเครียด” (ในตอนที่ไปหาแรบไบท่านที่สาม เขาได้พูดออกมา) แต่ความจริงแล้ว การเป็นคนเครียดไม่ได้แปลว่า เขาจะจัดการกับชีวิตที่กำลังพังทลายลงได้

เพื่อนบ้านที่ร้ายกาจ ต่างจากความจริงที่พวกเขาแม้ภายนอกจะดูดุร้าย แต่เขาก็พร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่แลรี่เสมอ เปรียเสมือนปัญหาทางศาสนา ที่ในใจของแลรี่ คิดว่าพวกเขาคงดูถูกในศาสนาที่แลรี่ยึดถืออยู่ ปัญหาเรื่องพื้นที่อาศัยก็แสดงถึงพื้นที่ทางความคิดที่แตกต่างกัน
พี่ชายที่ดูมีลักษณะภาคภูมิใจ และกล้าหาญพร้อมที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ข้างหน้าที่จะมาถึง ซึ่งห่างไกลจากความจริงที่พี่ชายเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าจะต่อสู้กับชีวิตและตกเป็นภาระให้กับแลรี่ต้องดูแล ในฝันก็พบจุดจบที่ตลกร้าย ราวกับตัวเขาเองได้บอกกับตัวเองว่า มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอกที่พี่ชายจะกลับมาเป็นคนที่เพรียบพร้อมขนาดนั้น

แมนทาคิวลัสของพี่ชายแลรี่เป็นสัญยะที่เสริมนิทานในช่วงแรกของหนัง ที่ว่า การที่เรายึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป จนไม่ยอบรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ขณะ
ปัจจุบัน ก็ทำให้จิตใจเราไม่สงบ แต่ตัดพ้อต่อว่าต่อพระเจ้าเสมอ เช่นเดียวกับแมนทาคิวลัสที่แลรี่มองว่ามันก้แค่ผลผลิตของจิตใจที่ผิดเพี้ยนของพี่ชาย แต่ความจริงมันคือสูตรในการโกงพนันในระดับที่อัจฉริยะเท่านั้นที่จะไขปริศนานี้ออก
    
ทั้งหมดทั้งมวลหนังพยายามจะส่งสารถึงเราว่า ปัญหา เป็นสิ่งที่จะเข้ามาในชีวิตเราและไม่นานนักก็ผ่านไป หากเรายังมั่นคงในทิฐิของตนเอง ก็จะยิ่งบั่นทอนจิตใจ เราไม่จำเป็นต้องตัดพ้อต่อว่ากับชีวิตว่าทำไมต้องเกิดขึ้น แต่จงหาหนทางในการนำชีวิตที่สงบสุขกับคืนมาเสียดีกว่า

ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ทางเฟสได้เลยน่ะครับ มีรีวิวอีกหลายเรื่อง https://www.facebook.com/survival.king
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่