[ ก ร ะ ทู้ ค ลั่ ง ห นั ง ] สรุปประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ปี 2013 ตามประสาคนรักหนัง

อมยิ้ม01อมยิ้ม01อมยิ้ม01

สวัสดีครับ เพื่อนๆ ชาวพันทิป และ ชาวเฉลิมไทยทุกท่าน

เราเชื่อว่า สิ่งที่โปรดปรานที่สุดสำหรับคนรักหนังทุกคน คงหนีไม่พ้นการได้ดูหนัง
แม้ผลลัพธ์สุดท้าย เราจะชอบหนังเรื่องนั้นหรือไม่
ทว่า สิ่งที่เราจะได้รับกลับมาเสมอ ก็คือ ความทรงจำและความรู้สึกที่หนังแต่ละเรื่องมอบให้แก่เรา

ไม่ว่าจะเป็นหนังพล็อตซ้ำซากจำเจ หรือ หนังที่ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน
แนวแอคชั่นมันส์ๆ, ตลกขบขัน หรือซาบซึ้งน้ำตาไหล ฯลฯ
หนังทุกเรื่องมักแตกต่างกันเสมอ ไม่มากก็น้อย

ไม่มีหนังเรื่องไหนบนโลกนี้ที่เหมือนกัน

ดังนั้น ความทรงจำและความรู้สึกต่อหนังแต่ละเรื่อง จึงเป็นเอกลักษณ์ของใครของมัน
ไม่มีหนังเรื่องใดแทนที่หนังอีกเรื่องหนึ่งได้ นี่จึงเป็นอีกความงดงามของการเสพภาพยนตร์

โดยลักษณะบทบันทึกที่คนรักหนังใช้เก็บความทรงจำและความรู้สึกให้คงอยู่
มักจะมาในรูปแบบของบทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ การริวิว และการแสดงความคิดเห็นสั้นๆ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรา ความงดงามของการเสพภาพยนตร์
ยังมีอีกสิ่งซึ่งเรานิยามมันเอาเองว่า 'ประสบการณ์'
โดยเฉพาะประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ ณ โรงฉาย ทั้งใกล้และไกลบ้าน

เคล้าคลอด้วยเสียงกินป๊อปคอร์น, กลิ่นบาทา, และระบบเบาะกระตุกด้วยฝ่าเท้า
โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตั๋วระบบ 4DX แต่อย่างใด

กระทู้นี้เป็นการรวบรวมประสบการณ์แห่งการดูหนังโรงเมื่อปีที่แล้ว
โดยสรุปเป็นสถิติและตัวเลขต่างๆเป็นสำคัญ

วัตถุประสงค์ของการตั้งกระทู้ ก็เพื่อแบ่งปันและเชิญชวน
ให้เพื่อนๆชาวพันทิปและชาวเฉลิมไทยทุกท่าน มาร่วมพูดคุยตามประสาคนดูหนังและคนรักหนังด้วยกัน

เพราะเราเชื่อว่า แม้ 'ประสบการณ์' จะเป็นแค่เปลือกนอกแห่งความงดงามของการเสพภาพยนตร์
ทว่า หากขาดซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ ชีวิตการดูหนังของเราก็คงไม่สมบูรณ์

เราดูหนังคนเดียวประจำเลย มาคุยกันหน่อยนะ

ปล. ตกลงนี่มันกระทู้คลั่งหนัง หรือ กระทู้คลายเหงา 5555



ส ถิ ติ นั บ เ ล่ น ๆ  ส ำ ห รั บ ห นั ง โ ร ง ปี  2 0 1 3


โหมโรงด้วยเรื่อง วัน เดือน ปี

ทำลายสถิติปี 2012 ได้สำเร็จ ด้วยการดูหนังในโรงไปทั้งสิ้น 125 เรื่อง

เดือนที่ดูหนังเยอะสุดคือเดือนเมษายน ดูไปทั้งสิ้น 16 เรื่อง (ไม่สามารถทำลายสถิติเดือนธันวาคมปี 2012 ได้) รองลงมาคือ เดือนตุลาคม และ ธันวาคม 15 เรื่องเท่ากัน สำหรับเดือนที่ดูน้อยที่สุด คือ เดือนกรกฎาคม (อีกแล้ว) ดูไปเพียง 4 เรื่อง เท่านั้น

สำหรับวันที่ดูหนังมากที่สุดในรอบหนึ่งวัน ในปี 2013 มี 2 วันด้วยกัน คือวันที่ 21 ตุลาคม และ วันที่ 22 ตุลาคม ดูไปวันละ 3 เรื่อง ทำให้สองวันติด ซัดกันไป 6 เรื่องทีเดียว ซึ่งวันที่ 21 นั้นสิงอยู่ที่โรงหนังเฮาส์อาร์ซีเอตั้งแต่ประมาณสี่โมงเย็นจนถึงเกือบๆสี่ทุ่ม ส่วนวันที่ 22 หนักกว่า ดูหนังรอบแรกที่รัชโยธินตั้งแต่ บ่ายโมงกว่า จนถึงเรื่องสุดท้ายจบเกือบๆสี่ทุ่มเช่นกัน

ช่วงที่บ้าคลั่งมากที่สุด คือช่วงระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ เพราะดูหนังติดกัน 5 วันติด ที่น่าเหลือเชื่อคือ ทั้งห้าวัน โรงภาพยนตร์ที่เข้าไปอุดหนุนกลับไม่ใช่โรงภาพยนตร์เดียวกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไล่ตั้งแต่ เอสพลานาด รัชดา, เอสพลาดนาด แคราย, เมเจอร์ รัชโยธิน, เฮาส์ อาร์ซีเอ และตบท้ายโดย โรงภาพยนตร์ลิโด้

สมแล้วที่เมเจอร์และเอสเอฟเรียกวันพุธว่า Movie Day เพราะ วันที่เรามักนิยมไปดูหนังมากที่สุดคือวันพุธ (บ่งบอกถึงสภาพความฝืดเคืองได้เป็นอย่างดี) โดยดูไปทั้งสิ้น 26 ครั้ง รองลงมาคือ วันอาทิตย์ 25 ครั้ง น้อยที่สุดคือ วันพฤหัส เพียง 10 ครั้ง (ก็ไม่ชอบดูหนังเพิ่งเข้าอ่ะนะ)



ทัศนาสไตล์

ช่วงเวลาที่ได้ดูหนังบ่อยที่สุด คือ ช่วงเวลาสองทุ่ม ดูไปทั้งสิ้น 42 ครั้ง สาเหตุหลักน่าจะมาจาก หนังรอบพิเศษหรือรอบสื่อมักฉายรอบเวลา 20.00 รองลงมาคือช่วงสี่โมงเย็น ทั้งหมด 19 ครั้ง โดยหนังที่ดูรอบเช้าที่สุดในปี 2013 คือ Free Birds รอบ 10.30 และดึกที่สุดคือเรื่อง Penthouse North รอบ 11.40

แถวที่นั่งที่ได้นั่งบ่อยที่สุด คือ แถว H จำนวนทั้งสิ้น 29 ครั้ง (หากเป็นโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่หน่อย จะเหมาะมาก เพราะจะอยู่ประมาณกลางโรงพอดี แต่ถ้าโรงเล็ก การดูหนังครั้งนั้น ก็คงไม่ต่างอะไรกับการดูดาวบนฟ้า หรือ หยากไย่บนเพดาน) รองลงมาคือ แถว G และ F สถิติเท่ากันอย่างละ 19 ครั้ง

ปี 2013 ดูระบบสามมิติไป 5 ครั้ง เป็น RealD3D 2 ครั้ง และเป็น IMAX 3D 3 ครั้ง ดูจอ IMAX แต่ไม่ 3D ไปหนึ่งครั้ง คือ เรื่อง 2 Guns และได้ไปลองโรง MMAX ที่เอสพลานาด แคราย โฆษณาว่ามีจอโคตรอภิหมาเวรี่ซูเปอร์ยักษ์ใหญ่เบิ้มมาแล้วครั้งหนึ่ง จากเรื่อง Hansel & Gretel: Witch Hunters

มีปรากฏการณ์ 3 อย่าง ที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 2013 หนึ่ง คือ การเอาป๊อปคอร์นเข้าไปกินในโรงหนังเพียงครั้งเดียว เนื่องจากได้ฟรีจากการสะสมแต้ม ซึ่งภาพยนตร์ผู้โชคดีเรื่องนั้น คือ You’re Next ส่วนปรากฏการณ์ที่สองคือ มีภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวที่ทำให้เราเผลอวูบหลับไปช่วงหนึ่ง พอสะดุ้งตื่นมา จึงแก้ปัญหาด้วยการนำน้ำดื่มที่พกมา ราดล้างหน้าตรงนั้นเสียเลย ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวคือ Jack the Giant Slayer และ สาม มีหนังเพียงเรื่องแรกและเรื่องเดียวในประวัติศาสตร์ ที่เราได้ดูสองครั้งในโรง หนังเรื่องนั้นคือ Silver Linings Playbook

ความจงรักภักดี

ในปี 2013 เสียค่าบัตรเข้าชมไปเป็นจำนวนทั้งหมด 6,265 บาท (น้อยกว่าปี 2012 ทั้งๆที่ปริมาณหนังเยอะกว่า) เฉลี่ยตกเรื่องละ 50.12 บาท เนื่องจากเน้นดูฟรีเข้าว่า และหากไม่มีโปรโมชั่น จะไม่มีทางดูราคาเต็มเลย (ยกเว้นที่ เฮาส์ กับ ลิโด้ เพราะ ราคาเต็มสองที่นี้เท่ากับมีโปรที่อื่น)

ดูหนังฟรีไปรวมแล้ว 53 ครั้งด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นรอบพิเศษ, รอบสื่อ, เทศกาลหนัง หรือไม่ก็เป็นกิจกรรมบางอย่าง มีเพียง 10 ครั้ง ที่ใช้โปรโมชั่น พวกสะสมแต้ม สะสมคะแนน ไม่ก็ได้ Voucher ฟรี จากทางโรงไม่ก็ค่ายหนัง

ราคาตั๋วที่จ่ายบ่อยที่สุดคือ 100 บาท จำนวน 40 เรื่อง รองลงมาคือ 80 บาท 12 เรื่อง ส่วนราคาที่ถูกที่สุดที่เคยจ่าย (ไม่นับฟรี) คือ 30 บาท มี 6 เรื่อง และหนังที่จ่ายราคาแพงสุดคือ Frozen ด้วยราคา 110 บาท

เครือโรงหนังที่เราเข้าไปตากแอร์มากที่สุด คือ เมเจอร์ (ขอประชาสัมพันธ์หน่อย พระราม 3 เค้าไม่ร้อนแล้วนะ ล่าสุดไป แอร์เย็นมากทีเดียว) จำนวนทั้งสิ้น 84 ครั้ง รองลงมาคือ เฮาส์อาร์ซีเอ 19 ครั้ง (เจ้านี้แอร์เย็นเฉียบ) ถัดมาคือ ลิโด้สยาม 13 ครั้ง เอสเอฟ ไปแค่ 9 ครั้ง และน้อยที่สุดคือ BACC หรือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ใช้บริการเนื่องในงาน Cinema Diverse: Director's Choice เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ดังนั้น โรงภาพยนตร์ที่ไปบ่อยสุด ย่อมเป็น เมเจอร์รัชโยธิน จำนวนทั้งสิ้น 49ครั้ง อันดับสองคือ เอสพลานาด รัชดา 23 ครั้ง และอันดับสาม คือ เฮาส์อาร์ซีเอ 19 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครือเมเจอร์จะได้เงินจากเราไปมากที่สุดถึง 3,465 บาท แต่โรงภาพยนตร์ที่กวาดเงินเราเข้ากระเป๋ามากที่สุดกลับตกเป็นของ เฮาส์อาร์ซีเอ ด้วยจำนวนเงิน 1,500 บาท เฉือนเมเจอร์รัชโยธินไปเพียง 5 บาท เท่านั้น อันดับถัดมาคือ เอสพลาดนาด รัชดา 1,310 บาท ซึ่งเฉือน โรงภาพยนตร์ลิโด้ไปเพียง 10 บาท เช่นกัน (ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ส่วนใหญ่หนังรอบพิเศษหรือรอบสื่อ มักจะจัดที่ เมเจอร์รัชโยธิน และ เอสพลานาด รัชดา) ทว่า ที่น่าสนใจกว่าก็คือ ในปี 2013 เครือเอสเอฟ ไม่ได้ตังค์จากเราไปแม้แต่บาทเดียว อย่าโกรธหนูนะ



ภาพยนตร์นิยม

ปี 2013 ดูท่า เราจะโชคดีกว่าปี 2012 เสียอีก เพราะกว่า 125 เรื่องที่ดู มีหนังที่เราชอบถึง 87 เรื่อง ที่เหลืออีกแค่ 37 เรื่อง เป็นหนังที่ไม่ค่อยชอบ และมีเพียงเรื่องเดียว ซึ่งไม่สามารถให้เกรดได้ คือ The Death of Carlos Gardel สาเหตุน่าจะมาจากความอ่อนด้อยในการตีความของเราเอง ที่ทำให้เข้าใจหนังไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ โดยเมื่อลองนำบันทึกที่ให้คะแนนมานับจำนวน จะได้ดังนี้ A = 5, A- = 27, B+ = 26, B = 29, B- = 16, C+ = 15, C = 5 และ C- มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น คือ คิดถึงคนแปลกหน้า

ประเทศยอดนิยมที่เราเสพหนังเป็นประจำ ตกเป็นของ อเมริกา หรือ ฮอลลีวู้ด ด้วยจำนวนมากมายถึง 73 เรื่อง อันดับสองเป็น หนังไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ 22 เรื่อง หนังยุโรป 15 เรื่อง หนังเอเชีย 11 เรื่อง ออสเตรเลีย 2 เรื่อง และยังมีบราซิลกับแคนาดา อีกอย่างละเรื่อง

แนวหนังที่เราโปรดปรานที่สุด ท่าจะเป็น แนวดราม่า เพราะจัดไปถึง 51 เรื่อง รองลงมาคือ แอคชั่น 22, หนังรัก 13, คอมเมดี้ 9, หนังผี 8, ทริลเลอร์ 6, อนิเมชั่น 6, แนวผจญภัย 5 และแนวลึกลับสืบสวนสอบสวนอีก 5 เรื่อง แน่นอนว่า หนังแต่ละเรื่อง มันมีหลากหลายแนว เราจึงแบ่งประเภทของมัน ตามความคิดของเราเอง ว่าหนังเน้นหนักไปทางแนวใดมากที่สุด

ไม่รู้ว่าสิ่งนี้ จะสามารถนำมาตัดสินทัศนคติของเรา หรือ ทิศทางของหนังในปัจจุบันได้หรือไม่ เนื่องจากเราลองไล่เรียงดูบทสรุปสุดท้ายของแต่ละเรื่อง ผลปรากฏว่า มีหนังที่จบดี จบสวย จบแฮปปี้เอนดิ้ง มากมายถึง 73 เรื่อง ตรงกันข้าม คือ จบแบบฆ่ากูเถอะ 32 เรื่อง และที่เหลืออีก 20 เป็นหนังประเภทที่เราไม่อาจขีดเส้นฟันธงลงไปได้เลยว่า มันจบในลักษณะใด เพราะมันประกอบไปด้วยหนังประเภท ไม่มีเนื้อเรื่อง หรือทำเพื่อชงไปภาคต่อ หรือสามารถมองได้หลากหลายแง่มุมจนเกินไป หรือจบแบบปลายเปิดแล้วแต่คนดูแต่ละคนจะคิด

นับวันหนังภาคต่อก็มีแต่จะมากขึ้นทุกที ซึ่งในปี 2013 มีหนังภาคต่อที่เราดูในโรงถึง 15 เรื่องด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นภาคสอง จำนวน 11 เรื่อง โดย หนังชุดที่มีจำนวนภาคมากที่สุดในปี 2013 ที่ได้ดูคือ TAP Perfect Education ซึ่งเป็นตอนที่ 8 เข้าให้แล้ว รองลงมาคือ Fast & Furious ภาค 6 นั่นเอง

ในส่วนของหนังรีเมค รีบูธ รีเทิร์น รีไซเคิลบิน หรือรีรีข้าวสาร (ทุ้ย!) หรือหนังที่มีคนเคยทำแล้ว แต่ก็เอากลับมาทำใหม่ หรือ ตีความใหม่ ก็มีจำนวนไม่น้อยถึง 14 เรื่องเช่นกัน ที่น่าสนใจคือ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นหนังตีความใหม่แล้ว มันยังเป็นหนังภาคต่อด้วย หนังเรื่องนั้นคือ จันดารา ปัจฉิมบท

หนังที่มีเค้าโครง แรงบันดาลใจ หรือสร้างมาจากเรื่องจริงก็มีจำนวนเยอะไม่ใช่เล่น อยู่ที่ 15 เรื่อง แต่ที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือ มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่เรื่องราวในหนังไม่ได้สร้างจากเรื่องราวจริง แต่สร้างมาจาก 410 ทวีต บนทวิตเตอร์ จริงๆ หนังเรื่องนั้นคือ Marry Is Happy, Marry Is Happy

ในปี 2013 มีหนัง 6 เรื่องที่เราได้ดู ซึ่งมี ผกก กับนักแสดงหลัก เป็นคนเดียวกัน ได้แก่ Chinese Zodiac, Liberal Arts, Polisse, ฤดูที่ฉันเหงา, นางฟ้า และ Don Jon

หนังที่มีรันไทม์สั้นที่สุดที่ได้ดู คือ Fingering วุ่นรักพักนิ้ว เพราะหนังยาวเพียงแค่ 59 นาทีเท่านั้น (ตดในโรงยังไม่ทันหายเหม็น) ส่วนหนังที่ยาวที่สุดตกเป็นของ Blue is the Warmest Color ที่มีความยาวกว่า 179 นาที (เรียกได้ว่าตาแฉะกันเลยทีเดียว อิอิ)

ว่าถึงชื่อหนังกันบ้าง ท่ามกลางหนังที่เราได้ดู หนังที่มีชื่อเรื่องสั้นที่สุด นับจากจำนวนตัวอักษร เครื่องหมาย และตัวเลขต่างๆ (แต่ไม่นับเว้นวรรค) คือ Mud และที่ยาวที่สุดมีสองเรื่อง ได้แก่ The Mortal Instruments: City of Bones และ ฮาชิมะ โปรเจกต์ ไม่เชื่อต้องลบหลู่ จำนวนเรื่องละ 32 ตัว (ไม่เชื่อลองนับดูสิ)

และสุดท้าย (พอและ เหนื่อย) หนังที่มีตัวเลขอยู่ในชื่อหนัง มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 11 เรื่อง และ (อ่าว ไหนบอกเหนื่อย) หนังที่มีชื่อตัวละครอยู่ในชื่อหนัง มีอยู่ทั้งสิ้น 30 เรื่องพอดี





อมยิ้ม05อมยิ้ม05อมยิ้ม05

ขอบคุณที่ติดตามจนจบนะครับ หวังว่าจะได้พบกันต้นปีหน้า หากยังมีแรงดูหนังอยู่

สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่