นี้เป็นครั้งแรกสำหรับพันทิป (จริงๆ เป็นครั้งแรกของทุกที่นะ -_-) และเป็นครั้งแรกที่ผมลองเขียนเรื่องสั้น หลังจากเป็นผู้อ่านมาโดยตลอด ผมเขียนไว้ทั้งหมด 3 ตอน จากที่ตั้งใจไว้ 9 ตอน ด้วยภาระหน้าที่หรือหลงระเริงกับกิจกรรมอย่างอื่น มันจึงหยุดอยู่ที่ 3 ตอน มาจนครบ 10 ปี มันแอบซ่อนตัวอยู่ในฮาร์ดดิสลูกเก่าเงียบๆ จนผมลืมมันไปแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มีคนเขียน ก็อยากให้มีคนอ่าน.... เริ่มตอนแรกเลยแล้วกันครับ
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
ป้ายหน้า……
กลิ่นท่อไอเสียรถยนต์ลอยคละคลุ้งในอากาศ หายใจลำบากเหมือนอากาศเข้าไปไม่เต็มปอด เหงื่อไคลไหลซึมไปทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะข้อพับ ขาหนีบต่างๆ ตัวเหนียวเหนอะ คล้ายโดนเคลือบด้วยน้ำเชื่อมเจือจาง อากาศไม่หมุนเวียน ชวนให้อึดอัด กลิ่นตัวหญิงชาย บนรถเมล์ ผสม ปนเป จนแทบจะอาเจียน
ผมเกรงใจนักศึกษาสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลัวเธอจะได้กลิ่นที่ กล่ำเหงื่อทั้งตัวของผม มันไม่ใช่กลิ่นที่น่าพิสมัยนักยามอากาศอ้าว ๆ ก่อนฝนตกเช่นนี้
น้ำหอมทอมมี่ รุ่นล่าสุดที่ฉีดเมื่อเช้า ช่วยอะไรผมไม่ได้เลยยามนี้
ผมพยายามนั่งให้ชิดริมหน้าต่างที่สุดเท่าที่จะชิดได้ เพื่อให้ห่างจากเธอมากๆในเนื้อที่จำกัดของเบาะคู่หน้า แถวที่ 3 นับจากประตูทางขึ้นลงของรถเมล์สาย 126 โดยทั่วไปเวลาผมโดยสารรถเมล์ ผมจะนั่งเบาะหลัง ๆ เพื่อป้องกันการรุกรานที่นั่งจาก เด็ก ผู้หญิงท้อง และคนแก่ ผมคิดว่ากว่าพวกเธอจะฝ่ามาถึงด้านหลัง คงต้องมีคนใจบุญลุกให้พวกเธอนั่งบ้างหละ ส่วนตัวผมเองใจจริง ๆ ไม่อยากลุกให้นั่งเลยสักนิด ลุกให้นั่งแล้วผมไม่เห็นจะได้อะไรตอบแทน มีแต่ความเมื่อย ความเหนื่อย ความลำบากเพิ่มมากขึ้นก็เท่านั้น แต่ก็อีกแหละ คุณจะทนได้หรือถ้าเค้าเหล่านั้น มายืนเกาะเก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่ ไอ้จะแกล้งหลับก็กลัวจะไม่เหมือน นี้ยังไม่รวมสายตาตำหนิปนประณามของคนบนรถอีกนะ จนแล้วจนรอดก็ต้องลุกให้ซะทุกครั้งไป
วันนี้ก็อีก ผมลืมที่จะไปนั่งด้านหลัง ด้วยความรีบร้อนเมื่อมีที่ว่างจึงรีบนั่งทันที เหมือนชีวิตมีกรรม เธอเดินขึ้นรถเมล์มาแล้ว เป็นยายแก่ๆ อายุอานามน่าจะ
พอๆ กับแม่ผมหรืออาจจะแก่ว่ากันไม่กี่มากน้อย แกนุ่งผ้าซิ่นสีซีดๆ ใส่เสือแขนยาวสีน้ำเงินมอๆ มีงอบสวมบนศีรษะ ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างคุ้มค่า มือข้างหนึ่งถือตะกร้าพลาสติกสานหลากสีใบใหญ่ ใส่อะไรภายในมองเห็นไม่ถนัดแต่ดูหนักอาการ มือข้างที่เหลือพยายามเกาะราวจับข้างเบะที่นั่ง เดินแหวก หญิงชายที่ยืนอยู่ก่อนอย่างทุลักทุเล “ผ่านไปเลย เดินผ่านไปเลย ตรงนี้ไม่น่ายืนหรอก” ผมตะโกนในใจ
ตรงที่ที่ผมนั่งอาจเป็นทำเล ที่น่ายืนที่สุดที่เหลืออยู่บนรถก็ได้ เพราะค่อนข้างว่างพอจะเกาะยืนไปให้ถึงที่หมายอย่างไม่ลำบากนัก และมีที่ว่างพอจะวางของได้ด้วย แกแหวกหญิงชายมายืนเกาะที่นั่งผมตามคาด ผมมีสิทธิ์ปัดภาระนี้ ให้นักศึกษาหญิงข้าง ๆ ผมได้ เพราะผมนั่งอยู่ด้านในจะลุกขึ้นก็ไม่สะดวกนัก คิดเข้าข้างตัวเองอย่างไม่กระดาก รถยังจอดติดอยู่ที่เดิมกับที่ที่ยายแก่ๆ ขึ้นมาไม่มีทีท่าว่าจะขยับได้ง่าย ๆ นักศึกษาหญิงก็ยังนั่งนิ่ง ๆ ไม่มีที่ท่าว่าจะขยับได้ง่ายๆ เช่นกัน สถานการณ์ตอนนี้ระหว่างผมกับเธอเหมือนแข่งเกมวัดใจกันซะอย่างนั้น ใครจะทนละอายใจลุกให้ยายแก่ๆ นั่งก่อนกัน เวลาผ่านไปนานเท่าไรกะไม่ถูก มั่วแต่นั่งกระสับกระส่ายด้วยความละอายใจของตนเองอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี
ผมพยายามแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หันหน้าออกนอกหน้าต่าง ทั้งๆ ที่มันไม่น่ามองดูเลยสักนิด รถติดตำแหน่งตรงกับถังขยะใบใหญ่ที่มีกองขยะวางไว้เกลื่อน ผมหันกลับเข้ามาสู้กับความจริง เธอยังคงนั่งนิ่งๆอยู่เช่นเดิม... ผมยอมแพ้แล้วครับ ผมขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น เธอหลบเปิดทางให้ผมทันที่เหมือนคิดไว้แล้วในใจว่าจะขยับไปทิศทางไหนให้ผมออกง่ายที่สุด
รถเมล์เริ่มขยับได้หน่อยแล้ว สายลมผสมกลิ่นฝนจาง ๆ พัดผ่านเข้ามาในรถพอทำให้ชดชื่นขึ้นมาได้บาง ผมหวังไว้เล็ก ๆ ว่าฝนไม่ตกลงมาคงจะดี ถ้ารถเมล์คันนี้ต้องปิดหน้าต่างบรรยากาศทุลนทุลายภายในรถจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ยายแก่ๆ นั่งแทนที่นักศึกษาสาว เธอผู้ชนะเกมส์ วัดใจขยับไปนั่งแทนทีผม และผมมายืนแทนที่ยายแก่ๆ สภาพผมตอนนี้ไม่ต่างจาก ลิงเปียกน้ำเท่าใดนัก เหงื่อซึมออมมาเยอะกว่าเดิม เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ใส่ไปสัมภาษณ์งานเมื่อช่วงบ่ายต่างกับตอนนี้ราวกับคนละตัว มันติดแนบเนื้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วย ความชุ่มของเหงื่อ
หญิงชายบนรถเมล์เพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยพอได้เบียดกันเบาๆ มือข้างขวาผมยึดเกาะราวที่อยู่เหนือหัวพอหลวมๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกาะทำไมเพราะรถจอดติดอยู่กับที่หลังขยับได้ ไม่ถึง 10 เมตร ส่วนข้างซ้ายหอบเอกสารที่ไปสัมภาษณ์ งานกับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นออกใหม่ที่เพิ่งซื้อก่อนขึ้นรถเมล์ กะไว้อ่านก่อนนอนคืนนี้
ยายแก่ๆ หลับไปอย่างง่ายๆ แกถอดงอบบนศีรษะออกวางไว้บนตะกร้าที่ตั้งอยู่ใต้เก้าอี้ ผมมองพิจารณาแกอย่างไม่แกรงใจ แกเอนหัวพึงกับพนักเก้าอี้ เอียงคอนิดๆ ไปทางนักศึกษาสาว มือสองข้างดูหยาบแข็ง อาจด้วยผ่านการใช้งานอย่างหนักและขาดการดูแล แกดูแก่มาก ผิวหนังตามเนื้อตัวไม่เหี่ยวเท่าใดนัก ดูแกเหนื่อยอ่อนซะเหลือเกิน ผมรู้สึกดีขึ้นว่าได้ลุกให้แกนั่ง มองแกแล้วพาลคิดถึงแม่
ผมแอบยิ้มปิติอย่างกลั่นไว้ไม่อยู่ กลัวผู้ชายที่ยืนข้างๆ จะสังเกตเห็นจัง ดูจากลักษณะการแต่งตัวชายคนดังกล่าวน่าจะทำงานออฟฟิศ ผมก้มหน้าหลบสายตาของหญิงชายบนรถเมล์ ผมคิดถึงแม่ที่กำลังจะเดินทางมาหาผมในเดือนหน้าผมเพิ่งคุยโทรศัพท์กับแม่ก่อนขึ้นรถเมล์กลับหอพักหลังมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้โทรฯ ไปขอเงิน หรือรบกวนใดๆ ผมโทรฯ ไปบอกแม่ให้เอาชุดผ้าไหมที่แม่มักใส่ออกงาน ที่มีอยู่ไม่กี่ชุดไปซักรีดร้านข้างบ้าน เพื่อเตรียมใส่มางานรับปริญญาของผมที่จะมาถึงในเดือนหน้า เสียงของแม่ที่ส่งมาตามสายฟัง เครือๆ ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก อาจจะสัญญาณไม่ดีหรือแม่กำลังร้องไห้ไปพูดไปด้วย ผมเดาเอาเป็นอย่างหลังนะ ผมกำลังจะทำความหวังของแม่ให้สำเร็จ
ครอบครัวของผมมีกันอยู่สองคน คือ ผมกับแม่ ผมไม่เคยเจอพ่อ แม่ไม่เคยพูดถึงพ่อ เวลาผมถามถึงก็เฉไฉเรื่องอื่น แต่ผมก็ไม่ขาดอะไรในชีวิตไปนะ มีแม่คนเดียวก็พอแม่หาเลี้ยงผมโดยการรับจ้างเย็บผ้า ตัดเสื้อผ้า แม่ไม่ได้เปิดร้านอย่างเป็นทางการ มีเพียงจักรเย็บผ้าเก่าๆ แบบใช้เท้าถีบอยู่เพียงตัวเดียวในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังตลาด แม่อาศัยคนรู้จักเป็นลูกค้า ด้วยแม่มีฝีมือดี ลูกค้าชอบจึงบอกกันปากต่อปาก รายได้ก็เพียงแค่พออยู่ได้ไม่ลำบากอะไรในวัยเด็ก ผมมีทุกอย่างที่เพื่อนมี และที่เพื่อนไม่มี ไม่ว่าจะเป็นของที่จำเป็นหรือไม่ก็ตาม ถ้าผมอยากได้ แม่จะหามาให้ทุกครั้งโดยไม่มีข้อแม้
แน่นอนครับ ถูกเอาใจตามใจขนาดนั้น ผมจึงไม่คิดอะไรมากไปกว่าหาความสนุกเข้าตัว อยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็โดดเรียน ติดยาผมยังเคยเลย แต่เคราะห์ดีที่ไม่ถล่ำลึก เพราะถูกตำรวจจับได้ขณะกำลังซื้อยากันอยู่ บังเอิญผมโชคดี เจอตำรวจใจดี ท่านเอาแต่เงินอย่างเดียวไม่เอาโทษอะไร ก็แม่อีกนั้นแหละ เอาเงินมาให้ตำรวจ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเท่าไร เพราะไม่สนใจ กลัวแต่แม่ดุอย่างเดียวแม่ไม่พูดอะไร เอาแต่ร้องไห้ ตกกลางคืนของวันนั้นก่อนเข้านอน แม่เข้ามาลูบหัวผมแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร” แล้วก็ร้องไห้อีก ดูซิทำไมผมเลวอย่างนี้นะ
ผมขอแม่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตามเพื่อน แม่ตามใจเพราะไม่อยากขัด ซึ่งความจริงผมควรอยู่ใกล้ๆ แม่เพื่อดูแลท่านมากกว่า เรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็ยังเรียนๆ เล่นๆ เหมือนเดิม เห็นเพื่อนเล่นพนันฟุตบอลก็อยากลองเล่นดูบ้าง ช่วงแรกก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เลยชวนเพื่อนรับพนันซะเอง ในที่สุดก็เจ้งครับ หนี้สินท่วมหัวของต่าง ๆ ที่แม่ซื้อให้ก็เอาไปขายใช้หนี้ เจ้าหนี้ทวงหนี้หนักขึ้นทุกๆ วัน สุดท้ายหาใช้หนี้ไม่ไหว ต้องโทรฯ ไปบอกให้แม่ช่วย แม่ร้องไห้อีกแล้ว แม่บอกว่า “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ขอเวลาแม่สองอาทิตย์แม่จะส่งไปให้” เรื่องก็ผ่านไปด้วยดี ในมุมมองของตัวผมเอง
ช่วงปิดเทอมผมกลับบ้านหลังจากไม่ได้กลับมาหลายปี แม่ผอมและแก่ไปมากผมเกือบขาวทั้งหัวแล้ว ริ้วรอยแห่งกาลเวลาเห็นชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ที่แย่กว่านั้นคือจดหมายทวงหนี้ต่างๆ วางอยู่เต็มโต๊ะ ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่าแม่เอาบ้านไปจำนองกับเจ้าของตลาดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้แทนผมและส่งให้ผมใช้แบบไม่ขาดมือผมไม่เคยรู้เลยว่าแม่ต้องลำบากขนาดนี้ ผมไม่เคยคิดอะไรรู้เพียงว่ามันเป็นหน้าที่แม่ที่ต้องส่งเสียผมก็เท่านั้น ไม่เคยสนใจอะไรเกี่ยวกับสถานะทางบ้านสักนิด หลงคิดว่าตัวเองร่ำรวยตั้งแต่เกิด น้ำตาผมไหลไม่รู้ตัว ผมอยากเข้าไปกราบขอโทษแต่ไม่กล้า แม่รักผมกว่าที่ผมคิดไว้มหาศาล ผมไม่สามารถเปล่งเสียงอะไรผ่านลำคอเพื่อสื่อสารอะไรกับแม่ได้ในตอนนั้น แม่ไม่เคยบอกอะไรผมเลย
รุ่งเช้าผมกลับกรุงเทพฯ ผมพยายามตั้งใจเรียนอย่างไม่เคยมาก่อน ผมว่ายังทันนะที่จะทำอะไรเพื่อแม่บ้าง กว่า 2 ปี แล้วจากวันนั้น และเดือนหน้าผมจะรับปริญญาแล้ว แม่คงร้องไห้อีกแน่ ๆ และครั้งนี้ผมจะไม่กลั่นน้ำตาตัวเองผมจะร้องไห้กับแม่ด้วย งานที่ผมไปสมัครทิ้งไว้โทรฯ มาเรียกไปสัมภาษณ์ เมื่อช่วงบ่าย และผมมั่นใจว่าผมต้องได้งานนี้ ผมหวังจะส่งเงินจากการทำงานครั้งแรกไปให้แม่ ถ้าดีกว่านั้นผมจะเก็บเงินซื้อบ้าน และรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่นี่ แม่จะได้ไม่เหนื่อยเหมือนที่ผ่านมา อีกไม่ถึงเดือนผมกำลังจะถึงเส้นชัยเส้นแรกของชีวิตแล้ว เส้นชัยเส้นต่อไปแน่นอนผมจะไปพร้อมๆ กับแม่
นักศึกษาหญิง ลุกขึ้นพร้อมกับยายแก่ๆ เพื่อจะลงจากรถ ผมยิ้มในใจจะได้นั่งสักที ยายแก่ๆ หิ้วตะกร้าเดินเกาะราวรถเมล์ แหวกหญิงชายที่ยืนอยู่กันบางๆ อย่างไม่กระฉับกระเฉงเท่าใดนัก แกกดออดรถเมล์เพื่อขอลง นักศึกษาสาวก้าวตามไปติดๆ ก่อนก้าวลงบันใดรถเมล์ เธอหันมายิ้มให้ผมอย่างอายๆ แล้วรีบลงรถเมล์ เดินนำรถเมล์ที่จอดติดอยู่ไปทางด้านหน้า ผมรู้สึกตัวเอง หูแดง หน้าร้อนวูบๆ ด้วยไม่คาดคิดว่าจะเจอสถานการณ์ อย่างนี้ จะเดินตามเธอไปสานต่อความสัมพันธ์ก็ไม่กล้า ก็ผมไม่เคยนี่นา
ผมขยับตัวมานั่งในตำแหน่งเดิม หญิงชายในรถเริ่มบางตา ป้ายหน้าก็จะถึงที่หมายแล้ว รถหยุดอีกแล้ว จริงๆ ผมจะลงไปเดินก็ได้ แค่อีกไม่กี่สิบเมตร ก็ถึงป้ายซอยเข้าหอพักผมแล้ว แต่กลัวจะไปเจอนักศึกษาสาวคนนั้น ผมกลัวทำอะไรไม่ถูก
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากป้ายรถเมล์ด้านหลัง ผู้คนวิ่งหลบกันสับสนวุ่นวาย เสียงเอะอะใกล้เข้ามาทุกที่ ผมกำลังจะหันไปดู...
ปัง ปัง ปัง !!!
ผมหายใจไม่สะดวกนัก ตัวเบาๆ แปลกๆ รู้สึกคล้ายมีน้ำเหนียวๆ ไหลออกมาจากคอ รสเฝื่อนๆ ผมเริ่มมองอะไรไม่ค่อยชัดเจนนัก เหมือนมีม่านบางๆ สีดำกั้นเอาไว้ เลียงเอะอะโวยวายเบาลง เบาลง จนเงียบหายไป ในความเงียบนั้น ผมได้ยินเสียงแม่ดังมาจากที่ไกลๆ แต่เสียงไม่ชัดเจนเท่าใดนัก พอจะจับใจความได้ว่า “ไม่เป็นไร ลูกแม่ไม่เป็นไร...”
จบเรื่องที่หนึ่ง ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สละเวลาอ่านครับ ^^
เรื่องสั้นที่ผมเขียนไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว
•••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••
ป้ายหน้า……
กลิ่นท่อไอเสียรถยนต์ลอยคละคลุ้งในอากาศ หายใจลำบากเหมือนอากาศเข้าไปไม่เต็มปอด เหงื่อไคลไหลซึมไปทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะข้อพับ ขาหนีบต่างๆ ตัวเหนียวเหนอะ คล้ายโดนเคลือบด้วยน้ำเชื่อมเจือจาง อากาศไม่หมุนเวียน ชวนให้อึดอัด กลิ่นตัวหญิงชาย บนรถเมล์ ผสม ปนเป จนแทบจะอาเจียน
ผมเกรงใจนักศึกษาสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลัวเธอจะได้กลิ่นที่ กล่ำเหงื่อทั้งตัวของผม มันไม่ใช่กลิ่นที่น่าพิสมัยนักยามอากาศอ้าว ๆ ก่อนฝนตกเช่นนี้
น้ำหอมทอมมี่ รุ่นล่าสุดที่ฉีดเมื่อเช้า ช่วยอะไรผมไม่ได้เลยยามนี้
ผมพยายามนั่งให้ชิดริมหน้าต่างที่สุดเท่าที่จะชิดได้ เพื่อให้ห่างจากเธอมากๆในเนื้อที่จำกัดของเบาะคู่หน้า แถวที่ 3 นับจากประตูทางขึ้นลงของรถเมล์สาย 126 โดยทั่วไปเวลาผมโดยสารรถเมล์ ผมจะนั่งเบาะหลัง ๆ เพื่อป้องกันการรุกรานที่นั่งจาก เด็ก ผู้หญิงท้อง และคนแก่ ผมคิดว่ากว่าพวกเธอจะฝ่ามาถึงด้านหลัง คงต้องมีคนใจบุญลุกให้พวกเธอนั่งบ้างหละ ส่วนตัวผมเองใจจริง ๆ ไม่อยากลุกให้นั่งเลยสักนิด ลุกให้นั่งแล้วผมไม่เห็นจะได้อะไรตอบแทน มีแต่ความเมื่อย ความเหนื่อย ความลำบากเพิ่มมากขึ้นก็เท่านั้น แต่ก็อีกแหละ คุณจะทนได้หรือถ้าเค้าเหล่านั้น มายืนเกาะเก้าอี้ที่คุณนั่งอยู่ ไอ้จะแกล้งหลับก็กลัวจะไม่เหมือน นี้ยังไม่รวมสายตาตำหนิปนประณามของคนบนรถอีกนะ จนแล้วจนรอดก็ต้องลุกให้ซะทุกครั้งไป
วันนี้ก็อีก ผมลืมที่จะไปนั่งด้านหลัง ด้วยความรีบร้อนเมื่อมีที่ว่างจึงรีบนั่งทันที เหมือนชีวิตมีกรรม เธอเดินขึ้นรถเมล์มาแล้ว เป็นยายแก่ๆ อายุอานามน่าจะ
พอๆ กับแม่ผมหรืออาจจะแก่ว่ากันไม่กี่มากน้อย แกนุ่งผ้าซิ่นสีซีดๆ ใส่เสือแขนยาวสีน้ำเงินมอๆ มีงอบสวมบนศีรษะ ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างคุ้มค่า มือข้างหนึ่งถือตะกร้าพลาสติกสานหลากสีใบใหญ่ ใส่อะไรภายในมองเห็นไม่ถนัดแต่ดูหนักอาการ มือข้างที่เหลือพยายามเกาะราวจับข้างเบะที่นั่ง เดินแหวก หญิงชายที่ยืนอยู่ก่อนอย่างทุลักทุเล “ผ่านไปเลย เดินผ่านไปเลย ตรงนี้ไม่น่ายืนหรอก” ผมตะโกนในใจ
ตรงที่ที่ผมนั่งอาจเป็นทำเล ที่น่ายืนที่สุดที่เหลืออยู่บนรถก็ได้ เพราะค่อนข้างว่างพอจะเกาะยืนไปให้ถึงที่หมายอย่างไม่ลำบากนัก และมีที่ว่างพอจะวางของได้ด้วย แกแหวกหญิงชายมายืนเกาะที่นั่งผมตามคาด ผมมีสิทธิ์ปัดภาระนี้ ให้นักศึกษาหญิงข้าง ๆ ผมได้ เพราะผมนั่งอยู่ด้านในจะลุกขึ้นก็ไม่สะดวกนัก คิดเข้าข้างตัวเองอย่างไม่กระดาก รถยังจอดติดอยู่ที่เดิมกับที่ที่ยายแก่ๆ ขึ้นมาไม่มีทีท่าว่าจะขยับได้ง่าย ๆ นักศึกษาหญิงก็ยังนั่งนิ่ง ๆ ไม่มีที่ท่าว่าจะขยับได้ง่ายๆ เช่นกัน สถานการณ์ตอนนี้ระหว่างผมกับเธอเหมือนแข่งเกมวัดใจกันซะอย่างนั้น ใครจะทนละอายใจลุกให้ยายแก่ๆ นั่งก่อนกัน เวลาผ่านไปนานเท่าไรกะไม่ถูก มั่วแต่นั่งกระสับกระส่ายด้วยความละอายใจของตนเองอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี
ผมพยายามแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หันหน้าออกนอกหน้าต่าง ทั้งๆ ที่มันไม่น่ามองดูเลยสักนิด รถติดตำแหน่งตรงกับถังขยะใบใหญ่ที่มีกองขยะวางไว้เกลื่อน ผมหันกลับเข้ามาสู้กับความจริง เธอยังคงนั่งนิ่งๆอยู่เช่นเดิม... ผมยอมแพ้แล้วครับ ผมขยับตัวทำท่าจะลุกขึ้น เธอหลบเปิดทางให้ผมทันที่เหมือนคิดไว้แล้วในใจว่าจะขยับไปทิศทางไหนให้ผมออกง่ายที่สุด
รถเมล์เริ่มขยับได้หน่อยแล้ว สายลมผสมกลิ่นฝนจาง ๆ พัดผ่านเข้ามาในรถพอทำให้ชดชื่นขึ้นมาได้บาง ผมหวังไว้เล็ก ๆ ว่าฝนไม่ตกลงมาคงจะดี ถ้ารถเมล์คันนี้ต้องปิดหน้าต่างบรรยากาศทุลนทุลายภายในรถจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ยายแก่ๆ นั่งแทนที่นักศึกษาสาว เธอผู้ชนะเกมส์ วัดใจขยับไปนั่งแทนทีผม และผมมายืนแทนที่ยายแก่ๆ สภาพผมตอนนี้ไม่ต่างจาก ลิงเปียกน้ำเท่าใดนัก เหงื่อซึมออมมาเยอะกว่าเดิม เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ใส่ไปสัมภาษณ์งานเมื่อช่วงบ่ายต่างกับตอนนี้ราวกับคนละตัว มันติดแนบเนื้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วย ความชุ่มของเหงื่อ
หญิงชายบนรถเมล์เพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยพอได้เบียดกันเบาๆ มือข้างขวาผมยึดเกาะราวที่อยู่เหนือหัวพอหลวมๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกาะทำไมเพราะรถจอดติดอยู่กับที่หลังขยับได้ ไม่ถึง 10 เมตร ส่วนข้างซ้ายหอบเอกสารที่ไปสัมภาษณ์ งานกับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นออกใหม่ที่เพิ่งซื้อก่อนขึ้นรถเมล์ กะไว้อ่านก่อนนอนคืนนี้
ยายแก่ๆ หลับไปอย่างง่ายๆ แกถอดงอบบนศีรษะออกวางไว้บนตะกร้าที่ตั้งอยู่ใต้เก้าอี้ ผมมองพิจารณาแกอย่างไม่แกรงใจ แกเอนหัวพึงกับพนักเก้าอี้ เอียงคอนิดๆ ไปทางนักศึกษาสาว มือสองข้างดูหยาบแข็ง อาจด้วยผ่านการใช้งานอย่างหนักและขาดการดูแล แกดูแก่มาก ผิวหนังตามเนื้อตัวไม่เหี่ยวเท่าใดนัก ดูแกเหนื่อยอ่อนซะเหลือเกิน ผมรู้สึกดีขึ้นว่าได้ลุกให้แกนั่ง มองแกแล้วพาลคิดถึงแม่
ผมแอบยิ้มปิติอย่างกลั่นไว้ไม่อยู่ กลัวผู้ชายที่ยืนข้างๆ จะสังเกตเห็นจัง ดูจากลักษณะการแต่งตัวชายคนดังกล่าวน่าจะทำงานออฟฟิศ ผมก้มหน้าหลบสายตาของหญิงชายบนรถเมล์ ผมคิดถึงแม่ที่กำลังจะเดินทางมาหาผมในเดือนหน้าผมเพิ่งคุยโทรศัพท์กับแม่ก่อนขึ้นรถเมล์กลับหอพักหลังมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้โทรฯ ไปขอเงิน หรือรบกวนใดๆ ผมโทรฯ ไปบอกแม่ให้เอาชุดผ้าไหมที่แม่มักใส่ออกงาน ที่มีอยู่ไม่กี่ชุดไปซักรีดร้านข้างบ้าน เพื่อเตรียมใส่มางานรับปริญญาของผมที่จะมาถึงในเดือนหน้า เสียงของแม่ที่ส่งมาตามสายฟัง เครือๆ ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก อาจจะสัญญาณไม่ดีหรือแม่กำลังร้องไห้ไปพูดไปด้วย ผมเดาเอาเป็นอย่างหลังนะ ผมกำลังจะทำความหวังของแม่ให้สำเร็จ
ครอบครัวของผมมีกันอยู่สองคน คือ ผมกับแม่ ผมไม่เคยเจอพ่อ แม่ไม่เคยพูดถึงพ่อ เวลาผมถามถึงก็เฉไฉเรื่องอื่น แต่ผมก็ไม่ขาดอะไรในชีวิตไปนะ มีแม่คนเดียวก็พอแม่หาเลี้ยงผมโดยการรับจ้างเย็บผ้า ตัดเสื้อผ้า แม่ไม่ได้เปิดร้านอย่างเป็นทางการ มีเพียงจักรเย็บผ้าเก่าๆ แบบใช้เท้าถีบอยู่เพียงตัวเดียวในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังตลาด แม่อาศัยคนรู้จักเป็นลูกค้า ด้วยแม่มีฝีมือดี ลูกค้าชอบจึงบอกกันปากต่อปาก รายได้ก็เพียงแค่พออยู่ได้ไม่ลำบากอะไรในวัยเด็ก ผมมีทุกอย่างที่เพื่อนมี และที่เพื่อนไม่มี ไม่ว่าจะเป็นของที่จำเป็นหรือไม่ก็ตาม ถ้าผมอยากได้ แม่จะหามาให้ทุกครั้งโดยไม่มีข้อแม้
แน่นอนครับ ถูกเอาใจตามใจขนาดนั้น ผมจึงไม่คิดอะไรมากไปกว่าหาความสนุกเข้าตัว อยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็โดดเรียน ติดยาผมยังเคยเลย แต่เคราะห์ดีที่ไม่ถล่ำลึก เพราะถูกตำรวจจับได้ขณะกำลังซื้อยากันอยู่ บังเอิญผมโชคดี เจอตำรวจใจดี ท่านเอาแต่เงินอย่างเดียวไม่เอาโทษอะไร ก็แม่อีกนั้นแหละ เอาเงินมาให้ตำรวจ ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเท่าไร เพราะไม่สนใจ กลัวแต่แม่ดุอย่างเดียวแม่ไม่พูดอะไร เอาแต่ร้องไห้ ตกกลางคืนของวันนั้นก่อนเข้านอน แม่เข้ามาลูบหัวผมแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร” แล้วก็ร้องไห้อีก ดูซิทำไมผมเลวอย่างนี้นะ
ผมขอแม่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตามเพื่อน แม่ตามใจเพราะไม่อยากขัด ซึ่งความจริงผมควรอยู่ใกล้ๆ แม่เพื่อดูแลท่านมากกว่า เรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมก็ยังเรียนๆ เล่นๆ เหมือนเดิม เห็นเพื่อนเล่นพนันฟุตบอลก็อยากลองเล่นดูบ้าง ช่วงแรกก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ เลยชวนเพื่อนรับพนันซะเอง ในที่สุดก็เจ้งครับ หนี้สินท่วมหัวของต่าง ๆ ที่แม่ซื้อให้ก็เอาไปขายใช้หนี้ เจ้าหนี้ทวงหนี้หนักขึ้นทุกๆ วัน สุดท้ายหาใช้หนี้ไม่ไหว ต้องโทรฯ ไปบอกให้แม่ช่วย แม่ร้องไห้อีกแล้ว แม่บอกว่า “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ขอเวลาแม่สองอาทิตย์แม่จะส่งไปให้” เรื่องก็ผ่านไปด้วยดี ในมุมมองของตัวผมเอง
ช่วงปิดเทอมผมกลับบ้านหลังจากไม่ได้กลับมาหลายปี แม่ผอมและแก่ไปมากผมเกือบขาวทั้งหัวแล้ว ริ้วรอยแห่งกาลเวลาเห็นชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ที่แย่กว่านั้นคือจดหมายทวงหนี้ต่างๆ วางอยู่เต็มโต๊ะ ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่าแม่เอาบ้านไปจำนองกับเจ้าของตลาดเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้แทนผมและส่งให้ผมใช้แบบไม่ขาดมือผมไม่เคยรู้เลยว่าแม่ต้องลำบากขนาดนี้ ผมไม่เคยคิดอะไรรู้เพียงว่ามันเป็นหน้าที่แม่ที่ต้องส่งเสียผมก็เท่านั้น ไม่เคยสนใจอะไรเกี่ยวกับสถานะทางบ้านสักนิด หลงคิดว่าตัวเองร่ำรวยตั้งแต่เกิด น้ำตาผมไหลไม่รู้ตัว ผมอยากเข้าไปกราบขอโทษแต่ไม่กล้า แม่รักผมกว่าที่ผมคิดไว้มหาศาล ผมไม่สามารถเปล่งเสียงอะไรผ่านลำคอเพื่อสื่อสารอะไรกับแม่ได้ในตอนนั้น แม่ไม่เคยบอกอะไรผมเลย
รุ่งเช้าผมกลับกรุงเทพฯ ผมพยายามตั้งใจเรียนอย่างไม่เคยมาก่อน ผมว่ายังทันนะที่จะทำอะไรเพื่อแม่บ้าง กว่า 2 ปี แล้วจากวันนั้น และเดือนหน้าผมจะรับปริญญาแล้ว แม่คงร้องไห้อีกแน่ ๆ และครั้งนี้ผมจะไม่กลั่นน้ำตาตัวเองผมจะร้องไห้กับแม่ด้วย งานที่ผมไปสมัครทิ้งไว้โทรฯ มาเรียกไปสัมภาษณ์ เมื่อช่วงบ่าย และผมมั่นใจว่าผมต้องได้งานนี้ ผมหวังจะส่งเงินจากการทำงานครั้งแรกไปให้แม่ ถ้าดีกว่านั้นผมจะเก็บเงินซื้อบ้าน และรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่นี่ แม่จะได้ไม่เหนื่อยเหมือนที่ผ่านมา อีกไม่ถึงเดือนผมกำลังจะถึงเส้นชัยเส้นแรกของชีวิตแล้ว เส้นชัยเส้นต่อไปแน่นอนผมจะไปพร้อมๆ กับแม่
นักศึกษาหญิง ลุกขึ้นพร้อมกับยายแก่ๆ เพื่อจะลงจากรถ ผมยิ้มในใจจะได้นั่งสักที ยายแก่ๆ หิ้วตะกร้าเดินเกาะราวรถเมล์ แหวกหญิงชายที่ยืนอยู่กันบางๆ อย่างไม่กระฉับกระเฉงเท่าใดนัก แกกดออดรถเมล์เพื่อขอลง นักศึกษาสาวก้าวตามไปติดๆ ก่อนก้าวลงบันใดรถเมล์ เธอหันมายิ้มให้ผมอย่างอายๆ แล้วรีบลงรถเมล์ เดินนำรถเมล์ที่จอดติดอยู่ไปทางด้านหน้า ผมรู้สึกตัวเอง หูแดง หน้าร้อนวูบๆ ด้วยไม่คาดคิดว่าจะเจอสถานการณ์ อย่างนี้ จะเดินตามเธอไปสานต่อความสัมพันธ์ก็ไม่กล้า ก็ผมไม่เคยนี่นา
ผมขยับตัวมานั่งในตำแหน่งเดิม หญิงชายในรถเริ่มบางตา ป้ายหน้าก็จะถึงที่หมายแล้ว รถหยุดอีกแล้ว จริงๆ ผมจะลงไปเดินก็ได้ แค่อีกไม่กี่สิบเมตร ก็ถึงป้ายซอยเข้าหอพักผมแล้ว แต่กลัวจะไปเจอนักศึกษาสาวคนนั้น ผมกลัวทำอะไรไม่ถูก
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากป้ายรถเมล์ด้านหลัง ผู้คนวิ่งหลบกันสับสนวุ่นวาย เสียงเอะอะใกล้เข้ามาทุกที่ ผมกำลังจะหันไปดู...
ปัง ปัง ปัง !!!
ผมหายใจไม่สะดวกนัก ตัวเบาๆ แปลกๆ รู้สึกคล้ายมีน้ำเหนียวๆ ไหลออกมาจากคอ รสเฝื่อนๆ ผมเริ่มมองอะไรไม่ค่อยชัดเจนนัก เหมือนมีม่านบางๆ สีดำกั้นเอาไว้ เลียงเอะอะโวยวายเบาลง เบาลง จนเงียบหายไป ในความเงียบนั้น ผมได้ยินเสียงแม่ดังมาจากที่ไกลๆ แต่เสียงไม่ชัดเจนเท่าใดนัก พอจะจับใจความได้ว่า “ไม่เป็นไร ลูกแม่ไม่เป็นไร...”
จบเรื่องที่หนึ่ง ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สละเวลาอ่านครับ ^^