มีเรื่องมาเล่าถึงความเอาแต่ใจของคน และใช้อารมณ์เป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหา
เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกค้าเดินเข้ามาที่ร้าน เอารถหัดเดินที่เคยซื้อมา
ลูกค้า:มีล้ออะไหล่เปลี่ยนไหม ล้อแตก
แม่ค้า: อ้อ ไม่มีค่ะของมันมาเป็นแพ็คเป็นเซ็ตทางบริษัทผลิตเค้าส่งมาแค่นี้ (คิดในใจ มันมีล้ออะไหล่หรือร้านรับซ่อมด้วยเหรอที่ผ่านมาก็ซื้อมาขายไป)
พ่อค้าเดินมาจากหลังร้าน แม่ค้าและลูกค้าให้ดูของมีปัญหา ก็สังเกตุว่าแตกจริงอย่างที่แจ้ง
พ่อค้า :สินค้ามีปัญหา ล้อแตกก็สามารถเปลี่ยนได้ครับ ถ้าซื้อไปแล้วล้อแตกก็รีบเอามาเปลี่ยนได้ (มองหน้ากับแม่ค้าซื้อไปสักเดือนเศษๆ แล้วนิ ทำไมพึงมา)
ลูกค้า:เนี่ยซื้อไปเล่นได้สองวันก็ล้อแตก
พ่อค้า แม่ค้า : …… (ชั่วโมงนี้พูดไม่ออก ก็ซื้อไปแล้วมีปัญหาทำไมไม่รีบมาเปลี่ยน)
ลูกค้า : เนี่ยข้างบ้านซื้อไปถูกกว่านี้อีกขึ้นไปขย่มยังไม่แตกเลย
พ่อค้า แม่ค้า : ……… (อ้าวคุณลูกค้าเอา Apple to Apple หรือป่าว เอา Apple to มะยมไม่ได้นะ เท่าที่รู้ที่ร้านขายถูกกว่าโลตัสประมาณสามร้อยนะถูกกว่านี้ยังไม่เจอนะแล้วทีมันแตกเพราะคุณลูกค้าไปทดสอบขย่มแน่เลย)
พ่อค้า : …. (ไม่เถียงดีกว่า เพราะมาแนวนี้อารมณ์ล้วนๆ พูดกับผมดีๆ ผมกะว่าจะหาให้นะ)
ยังไม่ทันจะพูดอะไร
ลูกค้า : งันหนูฝากพี่ทิ้งด้วยนะเอาไปก็ใช้งานไม่ได้ล่ะคะ
พ่อค้า: >;< (ยังไม่ตั้งสติเลย....ฝากทิ้งซะละ มือยังคงทำงานอยู่ตอนที่ลูกค้าพูด พบว่ารุ่นนี้มีหน้าล้อห้าชุด ถอดไปอันนึงที่เหลือใช้งานได้สบายปกติเลย แต่คุณลูกค้าจะทิ้งแล้วแถมวีนเราอีก)
สรุปว่าลูกค้าไม่ได้อย่างที่ต้องการ อารมณ์ขึ้นมาปัญญาเลยไม่เกิดทั้งที่มันก็ใช้งานได้นะถ้าถอดตัวที่มีปัญหาออก เราก็งงว่าสรุปว่าความสำเร็จคือความสะใจที่ได้ทำตามอารมณ์หรือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหากันแน่ แต่ที่แน่ๆ เอาร้านเราไปพูดให้เสียชื่อแน่ แต่ข้อเท็จจริงก็มีอยู่แบบนี้แหละทำไงได้ล่ะ
สรุปอีกทีว่าลูกค้าก็เดินจากไป เราก็นั่งมองซากอารยะธรรมร้างนี้ ใครชนะ....ชนะอะไร... เพื่ออะไร.... แต่ที่แน่ๆ ร้านเราน่ะเซ็งครับเจอลูกค้าแบบนี้
ใครเคยมีประสบการณ์เจอลูกค้าอยากเอาชนะแบบนี้บ้างครับ
เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกค้าเดินเข้ามาที่ร้าน เอารถหัดเดินที่เคยซื้อมา
ลูกค้า:มีล้ออะไหล่เปลี่ยนไหม ล้อแตก
แม่ค้า: อ้อ ไม่มีค่ะของมันมาเป็นแพ็คเป็นเซ็ตทางบริษัทผลิตเค้าส่งมาแค่นี้ (คิดในใจ มันมีล้ออะไหล่หรือร้านรับซ่อมด้วยเหรอที่ผ่านมาก็ซื้อมาขายไป)
พ่อค้าเดินมาจากหลังร้าน แม่ค้าและลูกค้าให้ดูของมีปัญหา ก็สังเกตุว่าแตกจริงอย่างที่แจ้ง
พ่อค้า :สินค้ามีปัญหา ล้อแตกก็สามารถเปลี่ยนได้ครับ ถ้าซื้อไปแล้วล้อแตกก็รีบเอามาเปลี่ยนได้ (มองหน้ากับแม่ค้าซื้อไปสักเดือนเศษๆ แล้วนิ ทำไมพึงมา)
ลูกค้า:เนี่ยซื้อไปเล่นได้สองวันก็ล้อแตก
พ่อค้า แม่ค้า : …… (ชั่วโมงนี้พูดไม่ออก ก็ซื้อไปแล้วมีปัญหาทำไมไม่รีบมาเปลี่ยน)
ลูกค้า : เนี่ยข้างบ้านซื้อไปถูกกว่านี้อีกขึ้นไปขย่มยังไม่แตกเลย
พ่อค้า แม่ค้า : ……… (อ้าวคุณลูกค้าเอา Apple to Apple หรือป่าว เอา Apple to มะยมไม่ได้นะ เท่าที่รู้ที่ร้านขายถูกกว่าโลตัสประมาณสามร้อยนะถูกกว่านี้ยังไม่เจอนะแล้วทีมันแตกเพราะคุณลูกค้าไปทดสอบขย่มแน่เลย)
พ่อค้า : …. (ไม่เถียงดีกว่า เพราะมาแนวนี้อารมณ์ล้วนๆ พูดกับผมดีๆ ผมกะว่าจะหาให้นะ)
ยังไม่ทันจะพูดอะไร
ลูกค้า : งันหนูฝากพี่ทิ้งด้วยนะเอาไปก็ใช้งานไม่ได้ล่ะคะ
พ่อค้า: >;< (ยังไม่ตั้งสติเลย....ฝากทิ้งซะละ มือยังคงทำงานอยู่ตอนที่ลูกค้าพูด พบว่ารุ่นนี้มีหน้าล้อห้าชุด ถอดไปอันนึงที่เหลือใช้งานได้สบายปกติเลย แต่คุณลูกค้าจะทิ้งแล้วแถมวีนเราอีก)
สรุปว่าลูกค้าไม่ได้อย่างที่ต้องการ อารมณ์ขึ้นมาปัญญาเลยไม่เกิดทั้งที่มันก็ใช้งานได้นะถ้าถอดตัวที่มีปัญหาออก เราก็งงว่าสรุปว่าความสำเร็จคือความสะใจที่ได้ทำตามอารมณ์หรือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหากันแน่ แต่ที่แน่ๆ เอาร้านเราไปพูดให้เสียชื่อแน่ แต่ข้อเท็จจริงก็มีอยู่แบบนี้แหละทำไงได้ล่ะ
สรุปอีกทีว่าลูกค้าก็เดินจากไป เราก็นั่งมองซากอารยะธรรมร้างนี้ ใครชนะ....ชนะอะไร... เพื่ออะไร.... แต่ที่แน่ๆ ร้านเราน่ะเซ็งครับเจอลูกค้าแบบนี้