นปช.สร้างภาพ สร้างภาพทัพแดง

http://www.peopleunitynews.com/web02/2014/hi-light-%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8A-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97/

สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ - ในที่สุด การชุมนุมคนเสื้อแดงซึ่งจัดโดยกลุ่ม นปช.ที่ถนนอักษะก็ปิดฉากลง เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 เมษายน 2557 ด้วยคำประกาศยุติการชุมนุมของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.คนใหม่ หลังจากเปิดฉากการชุมนุมมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2557 โดยถือฤกษ์เสาร์ห้า

นับเป็นการชุมนุมที่ถือว่าล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ และกระท่อนกระแท่นอีกครั้งหนึ่งของกลุ่ม นปช. ในแง่จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม เพราะก่อนหน้าการชุมนุมจะเริ่มขึ้น แกนนำ นปช.ประกาศว่าจะมีผู้ชุมนุมในครั้งนี้ 5 แสนคน แต่จากการประเมินจำนวนผู้ชุมนุมของหลายฝ่ายระบุตรงกันว่าไม่ถึง 5 หมื่นคนด้วยซ้ำ ยิ่งในวันแรกของการชุมนุม (วันเสาร์ห้า) มียอดผู้ชุมนุมไม่ถึง 1.5 หมื่นคน ส่วนในวันที่สองของการชุมนุมแม้ผู้ชุมนุมดูหนาตาขึ้นบ้าง แต่ยอดไม่น่าเกิน 2.5  หมื่นคน

ตัวเลขผู้เข้าร่วมชุมนุมซึ่งห่างไกลเป้าหมายมากขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับกระแสข่าวทางลึกที่ว่า “นายใหญ่ดูไบ” และ “นายหญิงจันทร์ส่องหล้า” ทุ่มทุนเต็มที่กับการชุมนุมครั้งนี้ และสั่งการทุกเครือข่ายให้ระดมคนมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ให้มีผู้ชุมนุม 5 แสนคน โดยอีกด้านหนึ่งมีกระแสข่าวถึงการระดมแรงงานต่างด้าวให้สวมเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมเพื่อให้ยอดผู้ชุมนุมถึง 5 แสนคน เพราะสถานการณ์ของรัฐบาลและระบอบทักษิณในตอนนี้ถือว่าย่ำแย่อย่างยิ่งและหลังพิงฝาแล้ว มีแต่การระดมมวลชนจำนวนมากออกมาแสดงพลังและต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นจึงจะเป็นทางรอด ซึ่งมวลชนคนเสื้อแดงเป็น “จุดแข็ง” และเป็นอาวุธทางการเมืองสำคัญของระบอบทักษิณตลอดเวลาที่ผ่านมา

แต่การหวังพึ่งพลังมวลชนคนเสื้อแดงในครั้งนี้ของรัฐบาลและระบอบทักษิณก็ต้องพบกับความผิดหวังเหมือนเช่นการชุมนุมหลายครั้งหลัง เพราะจำนวนมวลชนคนเสื้อแดง (แท้) ที่ออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.มีจำนวนลดน้อยลงมาก จนในการชุมนุมคนเสื้อแดงครั้งหลังๆต้องอาศัย ส.ส. ของพรรคเพื่อไทยตามจังหวัดต่างๆ ให้ระดมหัวคะแนนและฐานเสียงของ ส.ส. มาร่วมชุมนุม ดังเช่นการชุมนุมที่สนามราชมังคลากีฬาสถานก่อนหน้านี้ และครั้งล่าสุดนี้ที่ถนนอักษะที่มีกระแสข่าวว่าต้องนำแรงงานต่างชาติมาร่วมชุมนุม

ทว่า แม้จะใช้ ส.ส.ระดมมวลชน และใช้แรงงานต่างชาติแอบแฝงเข้าร่วมการชุมนุม แต่จำนวนมวลชนก็ถือว่ายังห่างไกลจากในยุคเฟื่องฟูของกลุ่ม นปช. ในปี 2552-2553 อย่างมาก และที่สำคัญคือมวลชนที่เกณฑ์เข้าร่วมชุมนุมไม่ใช่แดงแท้ จึงไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมด้วยใจและอุดมการณ์ แต่เข้าร่วมเพราะถูกระดมหรือถูกเกณฑ์มาด้วยค่าจ้าง ซึ่งเมื่อหมดระยะเวลาจ้างก็รีบเดินทางกลับ ไม่มีใครยืนหยัดชุมนุมต่อสู้ตามที่แกนนำ นปช.พยายามปลุกระดม ดังจะเห็นได้จากการจัดชุมนุมของกลุ่ม นปช.ในระยะหลังที่จัดชุมนุมได้เพียงวันสองวันก็ต้องยุติการชุมนุม เพราะมวลชนไม่อยู่ชุมนุมต่อ และไม่สามารถใช้พลังผู้ชุมนุมไปตามที่แกนนำ นปช.ต้องการได้

แกนนำ นปช.พยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเดินสายจัดการชุมนุมรวมทั้งจัดกิจกรรมแรลลี่คนเสื้อแดงขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ทั้งในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคกลาง เพื่อ “เรียกแขก” กระตุ้นคนเสื้อแดงแท้ให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และเดินทางเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯเหมือนปี 53 อีกครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียกแขกคนเสื้อแดงแท้

ล่าสุด กลุ่ม นปช.ถึงกับต้องแก้เกมด้วยการปรับเปลี่ยนแกนนำกลุ่ม โดยชู นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้นเป็นประธาน นปช. คนใหม่ เพื่อหวังอาศัยท่าทีความดุดันและแข็งกร้าวของนายจตุพรเรียกแขกคนเสื้อแดงแท้ให้กลับมารวมตัว แต่การชุมนุมที่ถนนอักษะก็พิสูจน์แล้วว่าแม้แต่นายจตุพรก็ไม่สามารถเรียกคนเสื้อแดงแท้ให้กลับมารวมตัวกันได้อีก จนต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวเข้าช่วย

ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าของกลุ่ม นปช.ในการจัดชุมนุมคนเสื้อแดงแท้ขึ้นอีกครั้ง กลับกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนแบบเปลือยตัวเองว่า

หนึ่ง คนเสื้อแดงแท้ไม่เอาด้วยกับรัฐบาลและระบอบทักษิณอีกต่อไปแล้ว ภายใต้เหตุผลต่างๆ เช่น ผิดหวังในการทำงานของรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับแนวทางบางอย่างของระบอบทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงอย่างไม่ยุติ จนถึงแนวคิดการแบ่งแยกประเทศ รวมทั้งคลางแคลงใจที่มีต่อความจริงใจของ “นายใหญ่” ต่อคนเสื้อแดง

สอง คนเสื้อแดงแท้คงตาสว่างแล้วว่า พวกเขาตกเป็นเครื่องมือให้กับแกนนำ นปช.ที่สู้แล้วรวยและมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นรางวัล ขณะที่พวกเขาต้องเสียชีวิต ติดคุก และไม่ได้อะไรเลย รวมทั้งคงเบื่อหน่ายและตาสว่างกับวาทกรรมที่แกนนำ นปช.พยายามปลุกระดมพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาตระหนักแล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่เป็นการวาดภาพเกินจริงเพื่อหวังปลุกระดมของแกนนำ นปช.ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความยุติธรรม ประเด็นสองมาตรฐาน ประเด็นอำมาตย์ และประเด็นประชาธิปไตย

ซึ่งการที่แกนนำ นปช.พยายามปลุกระดมในประเด็นที่ไม่เป็นความจริงและสุดขั้ว ส่งผลทำให้คนเสื้อแดงทั่วประเทศมีภาพลักษณ์เป็นลบ กลายเป็นบุคคลที่ไม่เคารพกฎหมาย ไม่กตัญญูรู้คุณสถาบันพระมหากษัตริย์ นิยมความรุนแรง ไปจนถึงต้องการแบ่งแยกประเทศ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นแนวความคิดของแกนนำ นปช.ทั้งสิ้น ไม่ใช่แนวความคิดของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ จนในที่สุดคนเสื้อแดงแท้ก็ไม่อาจยอมรับภาพลักษณ์ที่แกนนำ นปช.สร้างให้พวกเขาเป็นได้อีกต่อไป จึงพากันถอยออกมาจากกลุ่ม นปช.

สาม เกิดความแตกแยกระหว่างแกนนำ นปช. ส่วนกลางกับแกนนำ นปช.ต่างจังหวัด รวมทั้งกับ ส.ส. ในพื้นที่ ในเรื่องการช่วงชิงการนำมวลชนซึ่งมีเงินและตำแหน่งทางการเมืองเป็นรางวัล จนแกนนำ นปช.ต่างจังหวัดและ ส.ส. ไม่ยอมเสียเปรียบแกนนำ นปช. ส่วนกลางอีกต่อไป

ซึ่งทุกสิ่งที่สะท้อนออกมายืนยันว่า ระบอบทักษิณได้สูญเสียฐานมวลชนคนเสื้อแดงแท้ไปเกือบทั้งหมดแล้ว และพลังมวลชนของระบอบทักษิณไม่ได้ทรงพลังเหมือนในอดีตอีกแล้ว เพราะไม่สามารถใช้พลังมวลชนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบนท้องถนนได้อีก

นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลุ่ม นปช.และแกนนำ นปช. ไม่ได้สามารถเป็นหัวขบวนของมวลชนคนเสื้อแดงแท้ได้อีกต่อไป และความพยายามจัดชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่าของแกนนำ นปช. คือความพยายามดิ้นเฮือกสุดท้ายของแกนนำ นปช.ในการแสดงตัวเป็นแกนนำคนเสื้อแดง และทุกวาทกรรมของแกนนำ นปช.เป็นแค่การสร้างภาพให้แก่ตนเอง และเป็นแค่คำขู่ฝ่ายตรงข้ามที่ทำไม่ได้จริงทั้งสิ้น

มีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เท่านั้น ที่กลัวคำขู่ของแกนนำ นปช. หรือยังแกล้งกลัวต่อไป

โดย – อาทิตย์ สิงหา

7 เมษายน 2557
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่