รักขม(รีไรซ์จากรักซ่อนหนาม) ตอนที่3

กระทู้สนทนา
ในวันรุ่งขึ้นปรัชญ์เข้ามาปลุกสาที่ห้องนอนเพื่อที่จะนำสามาส่งที่บ้าน
                “สา สาตื่นได้แล้ว สาวันนี้สาต้องไปทำงานนะ”ปรัชญ์พูดและเขย่าตัวของสา   
                 “อืม รู้แล้ว ขออีกหนึ่งนาที” สาพูดอย่างรำคาญ ปรัชญ์นั่งลงข้างๆสาแล้วใช้สายตามองไปตามร่างกายขอสาแล้วใช้มือลูบหัวของสาเบาๆปรัชญ์ค่อยๆโน้มตัวลงไปจุมพิตที่หน้าผากของสาด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อสา แต่ไม่สามารถบอกสาได้เพราะกลัวว่าจะเสียสาไป
                 “สาเคยคิดกับเรามากกว่าเพื่อนสนิทไหมนะสา”ปรัชญ์พูดเสียงเบาขณะจ้องที่หน้าของสาและค่อยๆโน้มตัวลงไปจุมพิตสาอีกครั้งแต่สารู้สึกตัวตื่นเสียก่อน
                 “เฮ้ย จะทำอะไรหน่ะ”สาสะดุ้งตกใจจนผลักปรัชญ์ตกเตียง
                 “เอ่อะ ไม่ใช่อย่างที่สาคิดนะสา แต่เมื่อวานสาเมามากเราเลยไปรับสามานอนบ้านเราก่อน เราไม่ได้ทำอย่างนั้นกับสานะ”ปรัชญ์ พูดจาอึกอักแก้ตัวด้วยความตกใจ
                 “อืม ทำไมต้องตกใจขนาดนี้เนี่ย”สาถามด้วยความสงสัยปนหัวเราะในท่าทีของปรัชญ์
                   “เปล่าๆ ไม่มีอะไร รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปกินข้าวเถอะ เดี๊ยวเราลงไปรอข้างล่าง”ปรัชญ์ตอบเขินๆ
                   “แน่นะ!!”สาชี้หน้าถามย้ำปรัชญ์เพื่อแกล้งปรัชญ์
                    "อืมจริงจริงไปแล้ว เร็วๆนะรอกินข้าวอยู่"ปรัชญ์ตอบด้วยท่าทีเขินๆก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป ทำให้สาหัวเราะชอบใจในท่าทีของปรัชญ์  แล้วรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปกินข้าว
                     "เป็นอะไรเนี่ยฮะปรัชญ์ แม่เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตั้งแต่ออกมานั่งแล้วมีอะไรรึเปล่าลูกฮึ"แม่น้ำถามปรัชญ์หลังจากสังเกตอาการของปรัชญ์ซักพัก
                     “อ๋อเปล่าครับไม่มีอะไร”ปรัชญ์ตอบแล้วพยายามหุบยิ้ม
                     “อ้าวน้าฝน สวัสดีค่ะ”สาทักทายขณะเดินเข้ามาในห้องทานข้าว
ิ                    "อ๋อ รู้แล้ว สวัสดีจะสา นั่งก่อนสิน้าสั่งให้แม่บ้านเตรียมข้าวต้มซี่โครงหมูที่หนูชอบไว้ด้วยนะ”น้ำหันไปพูดกับปรัชญ์ แล้วหันไปทักทายสา
                    “ขอบคุณค่ะน้าน้ำ ดีใจจังเลยน้าน้ำจำได้ด้วย ”สาพูดด้วยน้ำเสียงดีใจที่น้ำจำได้ว่าเธอชอบอะไรแล้วลากเก้าอี้นั่งลง
                     “จำได้สิทำไมจะจำไม่ได้ตอนเด็กๆนี่นะ ที่เราไปเที่ยวกันแล้วน้าทำนะ สาทานคนเดียวตั้งสามสี่ชามแหนะ ทานสินี่น้าให้เขาต้มจนกระดูกเปื่อยเลยนะ”น้ำพูดย้อนความหลังสมัยเด็กๆของสา
                     “ค่ะ”สาตอบขณะที่นั่งน้ำตาปริ่มๆท่าทีซึมๆเพราะน้อยใจที่ฝนจำอะไรเกี่ยวกับตนไม่ได้
                     “หนูสา เป็นอะไรจ๊ะ”น้ำถามด้วยความเป็นห่วง
                     "ปะ เปล่าค่ะ" สาตอบแล้วฝืนยิ้ม
                      “สา บอกน้ามาเถอะจะน้าดูออกนะ”น้ำถามย้ำ
                      “หนูแค่น้อยใจหน่ะค่ะ มีแม่กับเขาทั้งคน ก็เอาแต่ฟังคนอื่นแทนที่จะเชื่อใจสาที่เป็นลูก คอยแต่บังคับนู่นบังคับนี่ เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสาชอบอะไรไม่ชอบอะไร ที่ชีวิตสาเป็นอยู่ตอนนี้ก็เพราะฝีมือเขานี่แหละค่ะ ไม่รู้เขารักสาบ้างรึเปล่า ไม่เหมือนน้าฝนที่ยังจำได้ว่าหนูชอบข้าวต้มซี่โครงหมู ขอบคุณมากๆนะคะน้าสา ขอบคุณค่ะ ถ้าสาเป็นพ่อสาก็เลือกที่จะอยู่กับน้าน้ำเหมือนกัน”สาพูดทั้งน้ำตาเพราะน้อยเนื้อต่ำใจเพราะคิดว่าแม่ไม่รัก
                    “ไม่เป็นไรนะจ๊ะ สาไม่ต้องร้องนะลูก แม่ทุกคนหน่ะจะดีจะชั่วยังไงก็ไม่มีใครไม่รักลูกหรอกจะเพียงแต่ว่าแม่แต่ละคนอาจจะมีวิธีแสดงออกไม่เหมือนกัน อย่างยัยฝนน้าว่าเขาอาจจะดูเอาแต่ใจชอบบังคับนู่นบังคับนี่แต่อาจจะเป็นเพราะเขาผ่านอะไรต่างๆนาๆมาก่อน เขาก็อยากให้ลูกประสปความสำเร็จมีชีวิตที่ดีเลยบังคับให้เราทำตามในสิ่งที่เขาคิดว่าดี แต่ที่จริงเนี่ยมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปหรอก ส่วนเรื่องของน้ากับพ่อเราเนี่ย น้าขอยืนยันนะน้ากับพ่อเราหน่ะ เราแค่เป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทกันก็เท่านั้นไม่ได้มีอะไรเกินเลยแบบที่แม่เราคิดหรอกนะ "น้ำพูดปลอบใจสาด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น ก่อนที่จะยืนยันในระดับความสัมพันของตนกับคุณรุจ
                  “ทานข้าวกันเถอะครับ เดี๊ยวข้าวต้มจะเย็นกันหมดนะครับแล้วเดี๊ยวเราจะได้พาสาไปส่งที่บ้านด้วย”ปรัชญ์พูด
หลังจากที่สากินข้าวเสร็จปรัชญ์จึงได้ขับรถพาสากลับไปส่งถึงที่บ้านเมื่อกลับถึงบ้านขณะที่สาและปรัชญ์เดินคุยกันเข้าบ้านด้วยท่าทีที่มีความสุข ฝนเดินเข้ามาต่อว่าด้วยความไม่พอใจที่เห็นทั้งคู่เดินจับมือคุยกัยอย่างมีความสุข
                     “แหม ยิ้มหน้าระรื่นมาเลยนะเมื่อคืนคงมีความสุขกันมากสิถ้าถึงไม่กลับบ้านกลับช่องฮะยัยสา”ฝนเดินเข้ามาต่อว่า
                       “ป้าฝน ใจเย็นๆก่อนนะครับ ปรัชญ์กับสาเราไม่ได้มีอะไีกันนะครับ”ปรัชญ์พูดด้วยความไม่พอใจที่ฝนเดินเข้ามาต่อว่า
                       “หยุดแกไม่ต้องมานับญาติกับฉัน ฉันไม่อยากเป็นญาติกับแก เรียกคุณกับผมเหมือนเดิมดีแล้ว”ฝนตวาดเสียงดังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนที่จะผลักตัวปรัชญ์แล้วกระชากแขนสาออก  ขณะที่ปรัชญ์ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกในท่าทีที่เปลี่ยนไปของฝน และด้วยความเสียใจที่คนที่เขารักเหมือนญาติแท้ๆพูดตัดขาดความเป็นญาติ
                       “แม่ แม่ปล่อยสา”สาพูดขณะพยายามสลัดแขนให้หลุดจากมือฝน
                        “ทำไม ทำไม คุณฝนถึงไม่อยากนับญาติกับผมหล่ะครับในเมื่อเมื่อก่อน คุณฝนบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่ารักผมเหมือนลูกแท้ๆ ถ้าเป็นเรื่องแม่ผม เขาก็บอกคุณหลายครั้งแล้วนี่ครับว่าเขากับลุงรุจหน่ะมันไม่มีอะไร”ปรัชญ์ถามด้วยความเสียใจขณะที่เขาทรุดตัวลงแล้วร้องไห้ด้วยความเสียใจ
                      “ใช่ฉันรักแกเหมือนลูกเหมือนหลาน ตอนน้ีฉันก็ยังรักแก แต่ที่ฉันเกลียดแกเพราะฉันเกลียดแม่แก แกได้ยินไหมว่าฉันเกลียดแม่แกฮะ แกไม่รู้อะไรอย่ามาพูดดีกว่า” ฝนเดินหันไปตอบด้วยความโกรธในขณะเดียวกันก็เสียใจที่พูดตัดขาดจากปรัชญ์และเขย่าตัวของปรัชญ์แล้วทรุดตัวลงไปกอดปรัชญ์
                      “แกไม่น่าเกิดเป็นลูกยัยน้ำเลยปรัชญ์ ”ฝนพูดขณะกอดปรัชญ์แล้วลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าบ้าน
                      “ปรัชญ์ไม่เป็นไรนะ นี่แม่ มันจะไปกันใหญ่แล้วนะแม่”สาพูดปลอบปรัชญ์แล้ว เดินตามฝนไปด้วยความไม่พอใจ
                      "ต่อไปนี้แกไม่ต้องมานับญาติกับฉันอีกนะจำไว้ด้วย" ฝนหันไปตะโกนใส่ปรัชญ์อีกครั้งทั้งน้ำตา
                      “ป้าฝน ทำไม ทำไม”ปรัชญ์พูดแล้วปาดน้ำตาก่อนที่จะลุกขึ้นนแล้วเดินกลับรถ แล้วจึงโทรศัพท์เพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้น้ำฟังด้วยความเสียใจ
                       “ช่างเขาเถอะจะ เขาจะว่าจะคิดยังไงก็เรื่องของเขาอย่าไปสนใจเลย คนเราหน่ะเวลาเชื่อออะไรไปแล้วบางครั้งมันก็ยากนะที่จะเปลี่ยนควาคิดความเชื่อของเขาเขา เรื่องนี้แม่ก็พูดกับเขาหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่ฟัง หยุดคิดเรื่องนี้แล้วไปทำงานเถอะ”น้ำพูดผ่านโทรศัพท์
                         “ครับ”ปรัชญ์พูด
ทางด้านของสาและฝนที่เดินตามกันเข้าไปในบ้านก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบกับ มจ.หญิง วรรณรสา ท่านแม่ของคุณชายรุจ
                    “นี่มันเรื่องอะไรกันหน่ะ หนูฝนหนูสา ”ท่านหญิงรับสั่งถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นฝนเดินร้องไห้เข้ามาในบ้าน พร้อมกับสาที่เดินตามมา
                  "ท่านแม่" ฝนอุทานด้วยความตกใจ
                     “ท่านย่า”สาอุทาน
                       “ท่านแม่ก็ดูเถอะค่ะ หลานสาวของท่านแม่ทำตัวไม่ดี นี่สามีเก่าของสาก็เพิ่งเสียไปแต่ยัยสานี่สิคะไม่ยอมไปงานศพแถม นี่ยังไปเที่ยวเล่นกับผู้ชายคนอื่นอีก” ฝนตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
                      “นี่ฝนผมว่าคุณใจเย็นๆก่อนแล้วฟังยัยสาบ้างก็คงจะดีนะ”คุณรุจพูดด้วยความเป็นห่วงสา
                       “หยุดคุณไม่ต้องมาพูดเลยนะ นี่เรื่องยัยน้ำนี่เรายังเคลียส์กันไม่จบเลยนะ"ฝนพูดตวาดเสียงดังด้วยความโมโห
                     “เอาหล่ะเอาหล่ะพอๆ แม่สอนเรามากี่ครั้งแล้วฮะหนูฝน ว่าเราหนะต้องพูดกับลูกกับสามีดีดี ถามเขาพูดกับเขาดีดี นิดบอกฉันหมดแล้ว เธอก็ใจเย็นๆแล้วพูดกับหนูสาและตารุจดีดีไม่ใช่พูดด้วยน้ำเสียงอย่างนี้ใส่คนเขาเข้าใจไหม”ท่านหญิงรับสั่งเตือนสติด้วยความไม่พอใจ
                    “ท่านย่ามาได้ยังไงคะ”สาถามด้วยความสงสัย
                    “พอดีย่าได้อ่านข่าวแล้วก็ดูคลิบของหนูสาแล้วย่าไม่สบายใจ ย่าเลยจะย้ายกลับมาที่นี่ซักพักหน่ะจ่ะ”ท่านหญิงรับสั่งตอบสา
                    “มานี่หมะ มาคุยกับย่า หนูฝนไม่ต้องตามมานะ”ท่านหญิงทรงลากมือของสาแล้วเด็จไปยังห้องนั่งเล่น
                    “นี่มันเกิดอะไรขึ้นหล่ะ”ท่านหญิงรับสั่งถามสาด้วยความเป็นห่วง
                    “ก็..   เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้หล่ะค่ะแต่ดูเหมือนไม่มีใครเชื่อสาเลยค่ะ เพราะมีแต่สาที่รู้ว่าความจริงมันเป็นยังไง ท่านย่าต้องเชื่อสานะคะ"สาอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจนหมดเปลือกแล้วโผกอดท่านหญิง
                       “จะ ย่าเชื่อ”ท่านหญิงรับสั่งขณะกอดสา
                      “แต่วันนี้ย่าขอนะ ไปงานศพโรจน์กับย่าด้วยนะ”ท่านหญิงรับสั่งกับสาแล้วผลักตัวออก
                      “ค่ะท่านย่า ขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวสาจะรีบไปเปลี่ยนชุดแล้วจะไปทำงานจะได้กลับมาไปงานศพกับท่านย่านะคะ”สาขานรับแล้วหอมแก้มท่านย่าก่อนที่จะเข้าห้องนอนไปเปลี่ยนชุดเมื่อเธออกมาจากห้องขณะเธอเดินออกมาขึ้นรถ
                      “นี่ยัยสาแกจะไปไหนอีกฮะ”ฝนเดินตามมาถามด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็น
                      “สาจะไปทำงาน จบปะ แม่ไม่ต้องถามนะรีบ”สาตอบแล้วปิดประตูรถขับออกไป
                      “ฮึ่ย ยัยสานี่นับว้นชักจะเอาใหญ่แล้วนะ ”ฝนพูดแล้วเดินเข้าบ้านพูดแล้วขณะเดินเข้าไปในบ้านท่านหญิงเรียกฝนเข้าไปคุยด้วย
                     “มานี่ซิเราหน่ะมาคุยกับแม่”ท่านหญิงรับสั่งกับฝนเมื่อเห็นฝนเข้าบ้าน
                      “นี่หนูฝน คนเราหน่ะมันต้องมีมธุรสวาจา รู้จักไหมฮึ”ท่านหญิงรับสั่งถาม
                     “รู้จักสิคะก็พูดจาให้เพราะๆหวานน่าฟัง”ฝนตอบ
                     “เราก็รู้หนิ แล้วทำไมไม่ทำหล่ะฮะ คนเราหน่ะลูกไม่มีใครชอบให้ตะคอกเสียงดังๆใส่เขาเหมือนที่เราทำอยู่ตอนนี้หรอกนะที่แม่พูดเนี่ยก็เพราะแม่รักและเอ็นดูเรานะ แม่ถึงเตือน ถ้าเป็นคนอื่นหน่ะได้ยินเราพูดอย่างนี้นะเขาไม่มาบอกเราอย่างนี้หรอกแต่จะเอาเราไปนินทาให้คนอื่นฟัง ว่าเป็นผู้ดีประสาอะไรพูดจาโหวกเหวกโวยวายไม่น่าฟังเคยได้ยินไหมที่สุนทรภู่กล่าวไว้ว่า
                   “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก    แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
           แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนก็แคลนคลาย เจ็บจนตายนั้นเหน็บให้เจ็บใจ
           เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
           แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความ”  ไม่เชื่อเย็นนี้ก็ลองพูดดีดีกับลูกดูสิ”ท่านหญิงรับสั่งกับฝนด้วยความเป็นห่วง
                     “ค่ะ ท่านแม่ก็สอนยัยสาด้วยรึกัน นี่หนูพูดสอนยัยสาจนปากจะฉีกอยู่แล้วก็ยังดื้อแถมยังพูดจาขวานผ่าซากไม่รู้เหมือนใครจริงๆค่ะ ”ฝนตอบหน้าเสียที่ถูกท่านหญิงสั่งสอน
                     “จ่ะ มีอะไรก็ไปทำเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว ”ท่านหญิงยิ้มแล้วหัวเราะในความไม่รู้ตัวของฝนแล้วรับสั่ง
    ขณะเดียวกันเมื่อปรัชญ์มาถึงที่ทำงาน ปรัชญ์ได้เจอกับส้มที่นำเอกสารต่างๆมาให้ปรัชญ์เซ็นก่อนที่จะเดินเข้าห้องทำงานไปพร้อมกัน
                     "เอ้าส้มมีเรื่องอะไรหรือเปล่าทำไม วันนี้มาด้วยตัวเองหล่ะ" ปรัชญ์ถามด้วยความสงสัย
                     “อ๋อ พอดีส้มผ่านมาแถวนี้พอดีหน่ะค่ะ ก็เลยเอามาให้ อุ๋ย”ส้มตอบพร้อมกับหยิบแฟ้มเอกสารออกมาแล้วแกล้งทำหลุดมือ ส้มและปรัชญ์ย่อตัวลงไปเก็บพร้อมกันจนหัวชนกันแล้วทั้งคู่สบตากันแล้วส้มแกล้งเลื่อนมือไปจับมือของปรัชญ์ ทั้งคู่ค่อยๆลุกขึ้นยืน แล้วปรัชญ์จึงสบัดมือออก
                “เออะ ส้มเดี๊ยวเรารีบเซ็นเอกสารให้นะ ส้มจะได้กลับไปทำงานต่อ ”ปรัชญ์พูดด้วยความตกใจเเล้วเดินไปที่โต๊ะทำงานเเล้วเซ็นอย่างรวดเร็ว
                “จ่ะ”ส้มพูดแล้วแกล้งทำขาพลิกจนล้ม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่