เรามักจะมีความเชื่อว่าสังคมเผด็จการนั้นเป็นสังคมที่กฎหมายไม่ทำงาน หรืออาจจะเชื่อว่าเป็นสังคมที่กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือกดขี่ผู้คนทำให้ขาดเสรีภาพ หรือไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าสังคมที่ดีนั้นจะต้องเป็นสังคมที่มีหลักนิติธรรมหรือกฎหมายเป็นใหญ่ คือทุกคนเสมอกันภายใต้กฎหมาย (rule of law)
พูดง่ายๆ ก็คือ เราพยายามสร้างความน่าเชื่อถือและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสังคมนิติธรรม โดยการสร้างขั้วความแตกต่างของสังคมออกเป็นสองแบบ นั่นคือ สังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย (ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นสังคมที่ให้หลักประกันว่ากฎหมายและสถาบันทางกฎหมายและความยุติธรรมในสังคมนั้นเชิดชูความเป็นมนุษย์หรือบังคับใช้อย่างเท่าเทียม) ที่เรียกว่า rule by law กับสังคมที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม (rule of law) ที่เชื่อว่าเป็นระบอบการปกครองและการประกันสิทธิที่จะส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมและการอยู่ร่วมกันได้ โดยรัฐบาลรวมทั้งภาคส่วนอื่นๆ จะต้องถูกตรวจสอบโดยกฎหมาย อีกทั้งกฎหมายเองจะต้องมีความชัดเจน เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ มีความแน่นอนและยุติธรรม และนำมาใช้โดยเสมอกัน รวมทั้งจะต้องปกป้องสิทธิของผู้คน นอกจากนั้น กระบวนการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายจะต้องเข้าถึงได้ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
และประการสุดท้าย ความยุติธรรมจะต้องมีขึ้นโดยไม่ล่าช้า ผ่านคณะบุคคลที่มีความสามารถ มีศีลธรรม เป็นอิสระ และเป็นกลาง
คณะบุคคลเหล่านี้นอกจากจะต้องมีจำนวนที่เหมาะสม มีทรัพยากรในการจัดการเรื่องความยุติธรรมอย่างเพียงพอแล้ว ก็จะต้องสะท้อนถึงองค์ประกอบของสังคมนั้นๆ ด้วย (ดูคำจำกัดความและตัวชี้วัดในรายละเอียดจาก
http://worldjusticeproject.org)
ในทางรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาการเมืองเปรียบเทียบ ได้มีความพยายามในการศึกษาเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างระบบกฎหมายและการเมืองมากขึ้น จากยุคก่อนๆ ที่ศึกษาเฉพาะตัวแบบประชาธิปไตย หรือประสบการณ์จากประเทศที่ถือกันว่าพัฒนาแล้ว หรือประเทศตะวันตก รวมทั้งศึกษาสถาบันทางการเมืองต่างๆ นอกเหนือไปจากรัฐสภา รัฐบาล พรรคการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน มาสู่การศึกษาบทบาทของสถาบันตุลาการและสถาบันกฎหมาย ในสังคมอื่นๆ นอกสังคมตะวันตก งานอย่าง Tom Ginsburg and Tamiia Moustafa (eds.) Rule by Law: The Politics of Courts in Authoritarian Regime (Cambridge University Press, 2008) พบว่าสถาบันตุลาการ (judicial institutions) นั้นมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแสดงทางการเมืองในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในลักษณะของการเข้ามาทำให้การเมืองเป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณาคดี หรือขึ้นกับการตัดสินของศาล หรือพูดง่ายๆ ว่าการตัดสินใจที่สำคัญทางการเมืองนั้นก็คือการตัดสินใจของศาล (judicialization of politics) มิใช่แค่การกำหนดนโยบายของรัฐบาลหรือกำหนดกฎหมายของรัฐสภา
หรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือ การตัดสินใจที่จะกำหนดการเมืองในสังคมนั้นเป็นเรื่องของศาลมากกว่ารัฐบาลและรัฐสภา จากเดิมที่เรามักไม่ค่อยพูดถึงความสัมพันธ์ของศาลกับรัฐบาลและรัฐสภา แต่เรากำหนดระบอบการเมืองผ่านความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาเป็นหลัก มาสู่การมองว่าหลักสำคัญของการปกครองอยู่ที่การใช้อำนาจของศาลในการยับยั้งหรือคัดง้างกับรัฐบาลและรัฐสภาเสียเอง มิใช่ศาลเป็นเพียงสถาบันสนับสนุนรัฐบาลและรัฐสภาโดยทำหน้าที่ตัดสินให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของสองสถาบันดังกล่าว
ความตื่นตัวของการศึกษาบทบาทของศาลในทางการเมืองในสังคมที่อาจจะไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเป็นสังคมที่กำลังจะเป็นประชาธิปไตย หรือสังคมที่ถอยออกจากประชาธิปไตยนั้น ทำให้เราเห็นความสลับซับซ้อนของกระบวนการที่ศาลเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น และอาจจะไม่ได้เห็นง่ายๆ แค่ว่าศาลนั้นทำตามใบสั่งของรัฐบาลเท่านั้น แต่ศาลก็ดูจะมีอิสระอยู่มิใช่น้อยในการตัดสินคดีความต่างๆ
แต่ในท้ายที่สุดศาลอาจจะไม่ได้เป็นเครื่องมือในการคัดง้างอำนาจของรัฐบาลและรัฐสภาเผด็จการ (หรือกึ่งเผด็จการ) แต่อาจจะทำหน้าที่ที่สลับซับซ้อนไปกว่านั้น ในสภาวะของสังคมที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย
หรืออาจจะนำไปสู่ประเด็นที่ใหญ่ขึ้นอีกประเด็นหนึ่งก็คือ แม้ว่าเราจะวางจุดสนใจของสถาบันการเมืองไปอยู่ที่ศาล แต่เราก็ต้องสนใจว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมเผด็จการ สังคมกึ่งเผด็จการ หรือสังคมที่ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยนั้น ศาลนั้นดำรงอยู่และพัฒนาตัวเองท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร และจริงหรือไม่ที่การทำงานของศาลนั้นจะนำสังคมก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย? หรือแม้กระทั่งสังคมที่เชื่อว่ามีประชาธิปไตย
แต่เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ สังคมเหล่านั้นก็อาจจะผสมผสานเอาหลักการประชาธิปไตยกับเผด็จการเข้าด้วยกัน อาทิ การสร้างระบอบความมั่นคงภายในประเทศเพื่อเผชิญหน้ากับการก่อการร้าย
ท่ามกลางความพยายามในการศึกษาบทบาทของศาลในสังคมที่ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย นักวิชาการทางรัฐศาสตร์พบว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนกว่าการมองว่าศาลนั้นเป็นเพียงกลไกของฝ่ายเผด็จการเท่านั้น แต่พบหน้าที่สำคัญห้าประการของศาล (และสถาบันตุลาการ) ในสังคมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
มิติชนออนไลน์:พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : สถาบันตุลาการกับการเมืองในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
พูดง่ายๆ ก็คือ เราพยายามสร้างความน่าเชื่อถือและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสังคมนิติธรรม โดยการสร้างขั้วความแตกต่างของสังคมออกเป็นสองแบบ นั่นคือ สังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย (ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นสังคมที่ให้หลักประกันว่ากฎหมายและสถาบันทางกฎหมายและความยุติธรรมในสังคมนั้นเชิดชูความเป็นมนุษย์หรือบังคับใช้อย่างเท่าเทียม) ที่เรียกว่า rule by law กับสังคมที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม (rule of law) ที่เชื่อว่าเป็นระบอบการปกครองและการประกันสิทธิที่จะส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมและการอยู่ร่วมกันได้ โดยรัฐบาลรวมทั้งภาคส่วนอื่นๆ จะต้องถูกตรวจสอบโดยกฎหมาย อีกทั้งกฎหมายเองจะต้องมีความชัดเจน เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ มีความแน่นอนและยุติธรรม และนำมาใช้โดยเสมอกัน รวมทั้งจะต้องปกป้องสิทธิของผู้คน นอกจากนั้น กระบวนการออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายจะต้องเข้าถึงได้ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
และประการสุดท้าย ความยุติธรรมจะต้องมีขึ้นโดยไม่ล่าช้า ผ่านคณะบุคคลที่มีความสามารถ มีศีลธรรม เป็นอิสระ และเป็นกลาง
คณะบุคคลเหล่านี้นอกจากจะต้องมีจำนวนที่เหมาะสม มีทรัพยากรในการจัดการเรื่องความยุติธรรมอย่างเพียงพอแล้ว ก็จะต้องสะท้อนถึงองค์ประกอบของสังคมนั้นๆ ด้วย (ดูคำจำกัดความและตัวชี้วัดในรายละเอียดจาก http://worldjusticeproject.org)
ในทางรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสาขาการเมืองเปรียบเทียบ ได้มีความพยายามในการศึกษาเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างระบบกฎหมายและการเมืองมากขึ้น จากยุคก่อนๆ ที่ศึกษาเฉพาะตัวแบบประชาธิปไตย หรือประสบการณ์จากประเทศที่ถือกันว่าพัฒนาแล้ว หรือประเทศตะวันตก รวมทั้งศึกษาสถาบันทางการเมืองต่างๆ นอกเหนือไปจากรัฐสภา รัฐบาล พรรคการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน มาสู่การศึกษาบทบาทของสถาบันตุลาการและสถาบันกฎหมาย ในสังคมอื่นๆ นอกสังคมตะวันตก งานอย่าง Tom Ginsburg and Tamiia Moustafa (eds.) Rule by Law: The Politics of Courts in Authoritarian Regime (Cambridge University Press, 2008) พบว่าสถาบันตุลาการ (judicial institutions) นั้นมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแสดงทางการเมืองในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในลักษณะของการเข้ามาทำให้การเมืองเป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณาคดี หรือขึ้นกับการตัดสินของศาล หรือพูดง่ายๆ ว่าการตัดสินใจที่สำคัญทางการเมืองนั้นก็คือการตัดสินใจของศาล (judicialization of politics) มิใช่แค่การกำหนดนโยบายของรัฐบาลหรือกำหนดกฎหมายของรัฐสภา
หรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือ การตัดสินใจที่จะกำหนดการเมืองในสังคมนั้นเป็นเรื่องของศาลมากกว่ารัฐบาลและรัฐสภา จากเดิมที่เรามักไม่ค่อยพูดถึงความสัมพันธ์ของศาลกับรัฐบาลและรัฐสภา แต่เรากำหนดระบอบการเมืองผ่านความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาเป็นหลัก มาสู่การมองว่าหลักสำคัญของการปกครองอยู่ที่การใช้อำนาจของศาลในการยับยั้งหรือคัดง้างกับรัฐบาลและรัฐสภาเสียเอง มิใช่ศาลเป็นเพียงสถาบันสนับสนุนรัฐบาลและรัฐสภาโดยทำหน้าที่ตัดสินให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของสองสถาบันดังกล่าว
ความตื่นตัวของการศึกษาบทบาทของศาลในทางการเมืองในสังคมที่อาจจะไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเป็นสังคมที่กำลังจะเป็นประชาธิปไตย หรือสังคมที่ถอยออกจากประชาธิปไตยนั้น ทำให้เราเห็นความสลับซับซ้อนของกระบวนการที่ศาลเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น และอาจจะไม่ได้เห็นง่ายๆ แค่ว่าศาลนั้นทำตามใบสั่งของรัฐบาลเท่านั้น แต่ศาลก็ดูจะมีอิสระอยู่มิใช่น้อยในการตัดสินคดีความต่างๆ
แต่ในท้ายที่สุดศาลอาจจะไม่ได้เป็นเครื่องมือในการคัดง้างอำนาจของรัฐบาลและรัฐสภาเผด็จการ (หรือกึ่งเผด็จการ) แต่อาจจะทำหน้าที่ที่สลับซับซ้อนไปกว่านั้น ในสภาวะของสังคมที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย
หรืออาจจะนำไปสู่ประเด็นที่ใหญ่ขึ้นอีกประเด็นหนึ่งก็คือ แม้ว่าเราจะวางจุดสนใจของสถาบันการเมืองไปอยู่ที่ศาล แต่เราก็ต้องสนใจว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมเผด็จการ สังคมกึ่งเผด็จการ หรือสังคมที่ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยนั้น ศาลนั้นดำรงอยู่และพัฒนาตัวเองท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร และจริงหรือไม่ที่การทำงานของศาลนั้นจะนำสังคมก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย? หรือแม้กระทั่งสังคมที่เชื่อว่ามีประชาธิปไตย
แต่เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ สังคมเหล่านั้นก็อาจจะผสมผสานเอาหลักการประชาธิปไตยกับเผด็จการเข้าด้วยกัน อาทิ การสร้างระบอบความมั่นคงภายในประเทศเพื่อเผชิญหน้ากับการก่อการร้าย
ท่ามกลางความพยายามในการศึกษาบทบาทของศาลในสังคมที่ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย นักวิชาการทางรัฐศาสตร์พบว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนกว่าการมองว่าศาลนั้นเป็นเพียงกลไกของฝ่ายเผด็จการเท่านั้น แต่พบหน้าที่สำคัญห้าประการของศาล (และสถาบันตุลาการ) ในสังคมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย