จุดยืน หรือในภาษาอังกฤษ (stand point) คำนี้มาใช้อย่างกว้างขวาง โดยนิสิต นักศึกษา
ตอนประมาณปี 2516-2519 หมายถึง อุดมการณ์หรือเจตนารมย์ แต่ก็มีอีกความหมายหนึ่ง
ใช้โต้ตอบแบบขำๆ นั่นคือ จุดยืน อยู่ที่ "ส้น--ตรีน"
นับตั้งแต่ หน้าปุ สมชัยได้รับการแต่งตั้ง (เน้น แต่งตั้ง) ให้ดำรงตำแหน่ง กกต ก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย
โดยเฉพาะการทำตัวเป็นจุดเด่น ทำตัวเป็นฮีโร่ เป็นหมอดู เป็นนักฝัน และล่าสุดเป็นนักท่องเที่ยว ตะเวน
อิตาลี ซานมาริโน่ อัลบาเนีย ไซปรัส แต่สิ่งที่ หน้าปุ สมชัย ไม่เคยทำเลย คือ เป็นนักประชาธิปไตย
วันแรกๆที่สมชัยได้รับการแต่งตั้ง ก็แสดงความถ่อยด้วยการออกสื่อ ขอนัดนายก ยิ่งลักษณ์พบ แต่กับ
พาดพิงไปเรื่อง โฟร์ซีซั่น เจตนาจะดูหมิ่นนายก ยิ่งลักษณ์ ต่อมาก็ไปพารากอน พบปะผู้ชุมนุมนกหวีด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมชัย ซึ่งเป็น กกต มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่กลับทำทุกวิธีทางเพื่อสกัดขัดขวาง
ไม่ให้การเลือกตั้งสำเร็จ แต่ไม่เคยกล่าวถึงงบเลือกตั้ง 3800 ล้านเลย
สมชัย อยากเป้นฮีโร่ นัดองค์กรอิสระ 6 แห่ง ทำโร้ดแม็บหาทางออกให้ประเทศ ทั้งๆที่วิธีง่ายที่สุดคือ
จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม สุดท้ายโดนสังคมด่าว่า เผือก ธุระมีไม่ทำ แต่จะดันทุรังทำในสิ่งที่
ไม่ใช่หน้าที่ สุดท้าย ก็ล้ม
สมชัย ทำตัวเป็นนักฝัน และ หมอดู ซึ่งปรากฏว่าถูกต้องตามความฝัน และคำทำนายทั้งหมด ซึ่งก็พิสูจน์
ได้ว่า องค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่อิสระจริง แต่กำลังหาวิธีรวมหัว โค่นล้มรัฐบาล ในรูปแบบ รัฐประหารผ่านองค์กร
อิสระ ซึ่งความลับทั้งหลายส่วนใหญ่จะออกมาจาก ปากโป้ง สมชัย
ล่าสุด สมชัยไปเที่ยวยุโรป 4 ประเทศ คือ อิตาลี นครวาติกัน ซานมาริโน่ อัลบาเนีย และ ไซปรัส ทั้งๆที่ประเทศไทย
จะมีการเลือกตั้ง ส.ว ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของสมชัย การที่อ้างว่าไปดูงานเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ถามหน่อย
ไอ้ 4 ประเทศรวมกัน มีคนไทยที่มีสิทธิ์กี่คน นอกจากอิตาลีแล้ว ประเทศที่เหลือมีประชากรทุกประเทศรวมกันยังน้อยกว่า
ก.ท.ม ยิ่งซานมาริโน่แล้ว มีประชากรทั้งประเทศ เพียง 3 หมื่นคน แล้วจะไปศึกษาอะไร ผลาญภาษีชัดๆ ที่น่าแค้นคือ
ตอนนายกไปภาระกิจต่างประเทศ สลิ่มทั้งหลายโจมตีเรื่องนี้กันมาก แต่คราวนี้เงียบกริบ หรือว่านี่ผลาญอยู่ในกรอบ
ที่สลิ่มรับได้ เหมือน เรื่องคอรัปชั่นที่ตุ้ดเสรีเปรียบเทียบว่าอยู่ในเปอร์เซ็นที่รับได้ (ตรรกะสลิ่ม เฮ้อ....)
ที่เลวร้ายสุดในทริปนี้ของสมชัย คือ การไปถ่ายรูป หอเอนปิซ่า แล้วเขียนคำกลอน ไปในความหมายที่ว่า "ทำงานใหญ่
ใจต้องเอียง" แค่คำนี้คำเดียว สมชัยก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่ง กกต แล้ว ลองคิดกันดู ตำแหน่ง กกต ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ
ที่ต้องทำการเลือกตั้งให้ยุติธรรม เพื่อเป็นการกลั่นกรองผู้จะได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้ากรรมการไม่ยุติธรรมมีใจเอน
เอียงแล้ว บ้านเมืองจะสงบสุขได้อย่างไร การที่พูดว่า "งานใหญ่" ที่สมชัยกล่าวอ้างนั้น ในสายตา จขกท ก็แค่ทาสรับใช้
อำนาจเก่า เพื่อผลประโยชน์ในกลุ่มตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศที่โหยหาความยุติธรรมเพื่อนำพาให้
บ้านเมืองสงบสุขโดยเร็ว
สมชัยครับ หัวโขนที่ใส่อยู่อาจจะมีอำนาจบารมี แต่เมื่อไหร่หัวโขนนี้หลุดจากหัวเมื่อไหร่ รับรองว่า สมชัยจะต้องเจอกับ
ประชาชนกลุ่มใหญ่ (ซึ่งใหญ่กว่ามวลหมาแน่นอน) มาสอนให้สมชัยรู้จัก จุดยืน ของประชาชนต่อคำว่า "ประชาธิปไตย"
แก่ สมชัย แน่นอน และจุดยืนนี้อาจไม่ได้แปลว่า อุดมการณ์ หรือ เจตนารมย์ แต่อาจจะแปลแบบความหมายอื่นข้างต้นก็ได้
ป.ล หอเอนปิซ่า ที่สมชัยไปเที่ยวถ่ายรูปนั้น มีเรื่องเล่าว่า กาลิเลโอ เคยใช้เป็นที่ทดลองทิ้งลูกเหล็กขนาดต่างๆ ตกสู่พื้น
เพื่อพิสูจน์ว่า คำพูดของอริสโตเติล (เปรียบไปก็เหมือนอำมาตย์เฒ่าของบ้านเรา ที่พูดอะไรออกมา พวกสลิ่มเชื่อหมด)
ที่กล่าวว่า ของหนักต้องตกสู่พื้นก่อนของเบา นั้นผิด สุดท้าย กาลิเลโอ พิสูจน์ได้ ความเชื่อเรื่องนั้นจึงหมดไป
ขอใช้ "จุดยืน" ประชาธิปไตย ประทับไว้ที่หน้า สมชัย
ตอนประมาณปี 2516-2519 หมายถึง อุดมการณ์หรือเจตนารมย์ แต่ก็มีอีกความหมายหนึ่ง
ใช้โต้ตอบแบบขำๆ นั่นคือ จุดยืน อยู่ที่ "ส้น--ตรีน"
นับตั้งแต่ หน้าปุ สมชัยได้รับการแต่งตั้ง (เน้น แต่งตั้ง) ให้ดำรงตำแหน่ง กกต ก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย
โดยเฉพาะการทำตัวเป็นจุดเด่น ทำตัวเป็นฮีโร่ เป็นหมอดู เป็นนักฝัน และล่าสุดเป็นนักท่องเที่ยว ตะเวน
อิตาลี ซานมาริโน่ อัลบาเนีย ไซปรัส แต่สิ่งที่ หน้าปุ สมชัย ไม่เคยทำเลย คือ เป็นนักประชาธิปไตย
วันแรกๆที่สมชัยได้รับการแต่งตั้ง ก็แสดงความถ่อยด้วยการออกสื่อ ขอนัดนายก ยิ่งลักษณ์พบ แต่กับ
พาดพิงไปเรื่อง โฟร์ซีซั่น เจตนาจะดูหมิ่นนายก ยิ่งลักษณ์ ต่อมาก็ไปพารากอน พบปะผู้ชุมนุมนกหวีด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมชัย ซึ่งเป็น กกต มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่กลับทำทุกวิธีทางเพื่อสกัดขัดขวาง
ไม่ให้การเลือกตั้งสำเร็จ แต่ไม่เคยกล่าวถึงงบเลือกตั้ง 3800 ล้านเลย
สมชัย อยากเป้นฮีโร่ นัดองค์กรอิสระ 6 แห่ง ทำโร้ดแม็บหาทางออกให้ประเทศ ทั้งๆที่วิธีง่ายที่สุดคือ
จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม สุดท้ายโดนสังคมด่าว่า เผือก ธุระมีไม่ทำ แต่จะดันทุรังทำในสิ่งที่
ไม่ใช่หน้าที่ สุดท้าย ก็ล้ม
สมชัย ทำตัวเป็นนักฝัน และ หมอดู ซึ่งปรากฏว่าถูกต้องตามความฝัน และคำทำนายทั้งหมด ซึ่งก็พิสูจน์
ได้ว่า องค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่อิสระจริง แต่กำลังหาวิธีรวมหัว โค่นล้มรัฐบาล ในรูปแบบ รัฐประหารผ่านองค์กร
อิสระ ซึ่งความลับทั้งหลายส่วนใหญ่จะออกมาจาก ปากโป้ง สมชัย
ล่าสุด สมชัยไปเที่ยวยุโรป 4 ประเทศ คือ อิตาลี นครวาติกัน ซานมาริโน่ อัลบาเนีย และ ไซปรัส ทั้งๆที่ประเทศไทย
จะมีการเลือกตั้ง ส.ว ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของสมชัย การที่อ้างว่าไปดูงานเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ถามหน่อย
ไอ้ 4 ประเทศรวมกัน มีคนไทยที่มีสิทธิ์กี่คน นอกจากอิตาลีแล้ว ประเทศที่เหลือมีประชากรทุกประเทศรวมกันยังน้อยกว่า
ก.ท.ม ยิ่งซานมาริโน่แล้ว มีประชากรทั้งประเทศ เพียง 3 หมื่นคน แล้วจะไปศึกษาอะไร ผลาญภาษีชัดๆ ที่น่าแค้นคือ
ตอนนายกไปภาระกิจต่างประเทศ สลิ่มทั้งหลายโจมตีเรื่องนี้กันมาก แต่คราวนี้เงียบกริบ หรือว่านี่ผลาญอยู่ในกรอบ
ที่สลิ่มรับได้ เหมือน เรื่องคอรัปชั่นที่ตุ้ดเสรีเปรียบเทียบว่าอยู่ในเปอร์เซ็นที่รับได้ (ตรรกะสลิ่ม เฮ้อ....)
ที่เลวร้ายสุดในทริปนี้ของสมชัย คือ การไปถ่ายรูป หอเอนปิซ่า แล้วเขียนคำกลอน ไปในความหมายที่ว่า "ทำงานใหญ่
ใจต้องเอียง" แค่คำนี้คำเดียว สมชัยก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่ง กกต แล้ว ลองคิดกันดู ตำแหน่ง กกต ถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ
ที่ต้องทำการเลือกตั้งให้ยุติธรรม เพื่อเป็นการกลั่นกรองผู้จะได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้ากรรมการไม่ยุติธรรมมีใจเอน
เอียงแล้ว บ้านเมืองจะสงบสุขได้อย่างไร การที่พูดว่า "งานใหญ่" ที่สมชัยกล่าวอ้างนั้น ในสายตา จขกท ก็แค่ทาสรับใช้
อำนาจเก่า เพื่อผลประโยชน์ในกลุ่มตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศที่โหยหาความยุติธรรมเพื่อนำพาให้
บ้านเมืองสงบสุขโดยเร็ว
สมชัยครับ หัวโขนที่ใส่อยู่อาจจะมีอำนาจบารมี แต่เมื่อไหร่หัวโขนนี้หลุดจากหัวเมื่อไหร่ รับรองว่า สมชัยจะต้องเจอกับ
ประชาชนกลุ่มใหญ่ (ซึ่งใหญ่กว่ามวลหมาแน่นอน) มาสอนให้สมชัยรู้จัก จุดยืน ของประชาชนต่อคำว่า "ประชาธิปไตย"
แก่ สมชัย แน่นอน และจุดยืนนี้อาจไม่ได้แปลว่า อุดมการณ์ หรือ เจตนารมย์ แต่อาจจะแปลแบบความหมายอื่นข้างต้นก็ได้
ป.ล หอเอนปิซ่า ที่สมชัยไปเที่ยวถ่ายรูปนั้น มีเรื่องเล่าว่า กาลิเลโอ เคยใช้เป็นที่ทดลองทิ้งลูกเหล็กขนาดต่างๆ ตกสู่พื้น
เพื่อพิสูจน์ว่า คำพูดของอริสโตเติล (เปรียบไปก็เหมือนอำมาตย์เฒ่าของบ้านเรา ที่พูดอะไรออกมา พวกสลิ่มเชื่อหมด)
ที่กล่าวว่า ของหนักต้องตกสู่พื้นก่อนของเบา นั้นผิด สุดท้าย กาลิเลโอ พิสูจน์ได้ ความเชื่อเรื่องนั้นจึงหมดไป