http://www.peopleunitynews.com/web02/2014/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1/
สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ - เส้นทางการเมืองนับจากนี้คงยากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ โดยมีคำตัดสินในคดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเป็นหลักไมล์แรก
และอีกสารพัดคดีที่จะตามมาจากนี้ก็ “เกินพอ” ที่จะเขย่านายกฯหญิงให้ตกบัลลังก์ เชื่อว่าขณะนี้ระบอบทักษิณได้เตรียม “ว่าที่รักษาการนายกฯ” ขึ้นมาต่อลมหายใจเรียบร้อยแล้ว
กระนั้น ก็ใช่ว่าจะต่อลมหายใจไปได้เรื่อยๆ เพราะยังมีคดีที่ 318 ส.ส.-ส.ว. ไปยกมือผ่านร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา ส.ว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยชี้ว่า ผิดทั้งเนื้อหาและกระบวนการอีก
ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด “สุญญากาศ” ก็จะเกิดขึ้นตามความต้องการของ กปปส.ทันที
จากชะตากรรมที่สุดแสนจะง่อนแง่นของระบอบทักษิณ จึงไร้เหตุผลที่กองทัพจะใช้กำลังเข้ามาจัดการปัญหาบ้านเมือง แม้จะถูกอีกฝ่ายพยายาม “ยั่ว” ต่างๆนานาก็ตาม
บทบาทของกองทัพในตอนนี้จึงมีทั้งการ “ประคองเกม” และ “กำหนดเกม” ให้ผู้เล่นทั้ง 2 ฝั่งเดินไปตาม “กติกา” ที่ถูกต้อง
แต่กติกาดังกล่าวกองทัพไม่ได้เป็นผู้กำหนดเอง หากแต่เป็นกติกาสูงสุดของบ้านเมืองนั่นคือ “กฎหมาย” และ “รัฐธรรมนูญ” อันเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ทุกคนต้องเคารพ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำแล้วย้ำอีกหลายครั้งให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายของบ้านเมือง ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศ
คงจำกันได้ว่า นักข่าวเคยถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ความวุ่นวายจะจบอย่างไร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า
“ทุกคนกลับบ้านหมดไปกินข้าวบ้าน และให้กระบวนการทำงานไป ต้องกำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน สังคมวันนี้จะหยุดได้โดยพวกเราช่วยกันให้ทุกคนเคารพกติกา และเชื่อมั่นให้กระบวนการยุติธรรม ถ้าใช้อาวุธต่อสู้ไม่มีใครชนะ ซึ่งทหารก็ปล่อยไม่ได้ที่จะให้ทุกคนมารบกัน เราต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากเราไม่เชื่อมั่น ประเทศจะไปไม่ได้ ทุกประเทศต้องใช้กระบวนการยุติธรรม ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ต้องติดตามดู”
ผบ.ทบ. ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังคนในรัฐบาลบางส่วน และแกนนำมวลชนอีกฝ่ายที่ปลุกระดมให้มีการไม่เคารพคำตัดสินขององค์กรอิสระและศาล และเตรียมนำมวลชนออกมาต่อต้าน
ขีดเส้นใต้ตัวโตๆว่า ทหารยอมไม่ได้ที่จะให้คนไทยมา “รบ” กันเอง โดยจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะหยุดยั้งความสูญเสียให้ได้
ดังนั้น การนำกำลังทหาร 56 กองร้อยมาตั้งบังเกอร์รอบกรุงก็ดี การสั่งผู้ว่าฯรายงานสถานการณ์ต่อแม่ทัพภาคก็ดี การส่งนายทหารไปแจ้งความกับผู้ปลุกระดมให้แยกดินแดนก็ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมาตรการในเชิง “ป้องปราม” ตามกฎหมายทั้งสิ้น แต่ในมุมของฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุมอีกขั้วกลับมองว่า นี่คือการ “ปฏิวัติเงียบ” ที่น่าอึดอัดใจเป็นที่สุด
นั่นจึงนำมาสู่แรงกดดันให้ทหารเลิกตั้งบังเกอร์ในทันทีที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และนำมาสู่การขัดขืนยั่วยุต่อข้อหาแบ่งแยกประเทศ รวมทั้งการโวยว่าทหารยึดอำนาจสั่งการตรงไปยังผู้ว่าฯ
จะเห็นได้ว่าแรงกดดันเริ่มได้ผลในบางประการ เช่น ข่าวการโยกย้าย พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผบ.หน่วยซีล และการเตรียมโละบังเกอร์รอบกรุงเทพฯ
แต่ถ้ามองให้ลึก กระบวนการดังกล่าวก็คือ การลดแรงกดดัน ลดข้อครหาว่าเลือกข้าง และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการ “เจรจา” ที่กองทัพเป็นแบ็กอัพ อำนวยความสะดวกมาตั้งแต่ต้น
โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าทุกฝ่ายยึดถือกติกา ทหารก็จะไม่เล่นนอกกติกา แต่ถ้าไม่ยึดกติกาก็คงต้องกำหนดเกมขึ้นมาใหม่ นั่นคือ “เกมแรง” ที่กองทัพพยายามหลบเลี่ยงมาโดยตลอด
โดย – เสมา พิทักษ์ราชัน
20 มีนาคม 2557
วิเคราะห์ // ทหารกำหนดเกม..บีบให้เล่นตามกฎหมาย!!
สำนักข่าวออนไลน์ พีเพิล ยูนิตี้ - เส้นทางการเมืองนับจากนี้คงยากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะรักษาเก้าอี้เอาไว้ได้ โดยมีคำตัดสินในคดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเป็นหลักไมล์แรก
และอีกสารพัดคดีที่จะตามมาจากนี้ก็ “เกินพอ” ที่จะเขย่านายกฯหญิงให้ตกบัลลังก์ เชื่อว่าขณะนี้ระบอบทักษิณได้เตรียม “ว่าที่รักษาการนายกฯ” ขึ้นมาต่อลมหายใจเรียบร้อยแล้ว
กระนั้น ก็ใช่ว่าจะต่อลมหายใจไปได้เรื่อยๆ เพราะยังมีคดีที่ 318 ส.ส.-ส.ว. ไปยกมือผ่านร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา ส.ว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยชี้ว่า ผิดทั้งเนื้อหาและกระบวนการอีก
ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด “สุญญากาศ” ก็จะเกิดขึ้นตามความต้องการของ กปปส.ทันที
จากชะตากรรมที่สุดแสนจะง่อนแง่นของระบอบทักษิณ จึงไร้เหตุผลที่กองทัพจะใช้กำลังเข้ามาจัดการปัญหาบ้านเมือง แม้จะถูกอีกฝ่ายพยายาม “ยั่ว” ต่างๆนานาก็ตาม
บทบาทของกองทัพในตอนนี้จึงมีทั้งการ “ประคองเกม” และ “กำหนดเกม” ให้ผู้เล่นทั้ง 2 ฝั่งเดินไปตาม “กติกา” ที่ถูกต้อง
แต่กติกาดังกล่าวกองทัพไม่ได้เป็นผู้กำหนดเอง หากแต่เป็นกติกาสูงสุดของบ้านเมืองนั่นคือ “กฎหมาย” และ “รัฐธรรมนูญ” อันเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ทุกคนต้องเคารพ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำแล้วย้ำอีกหลายครั้งให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายของบ้านเมือง ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศ
คงจำกันได้ว่า นักข่าวเคยถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ความวุ่นวายจะจบอย่างไร ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า
“ทุกคนกลับบ้านหมดไปกินข้าวบ้าน และให้กระบวนการทำงานไป ต้องกำหนดบทบาทของแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน สังคมวันนี้จะหยุดได้โดยพวกเราช่วยกันให้ทุกคนเคารพกติกา และเชื่อมั่นให้กระบวนการยุติธรรม ถ้าใช้อาวุธต่อสู้ไม่มีใครชนะ ซึ่งทหารก็ปล่อยไม่ได้ที่จะให้ทุกคนมารบกัน เราต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากเราไม่เชื่อมั่น ประเทศจะไปไม่ได้ ทุกประเทศต้องใช้กระบวนการยุติธรรม ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ต้องติดตามดู”
ผบ.ทบ. ส่งสัญญาณชัดเจนไปยังคนในรัฐบาลบางส่วน และแกนนำมวลชนอีกฝ่ายที่ปลุกระดมให้มีการไม่เคารพคำตัดสินขององค์กรอิสระและศาล และเตรียมนำมวลชนออกมาต่อต้าน
ขีดเส้นใต้ตัวโตๆว่า ทหารยอมไม่ได้ที่จะให้คนไทยมา “รบ” กันเอง โดยจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะหยุดยั้งความสูญเสียให้ได้
ดังนั้น การนำกำลังทหาร 56 กองร้อยมาตั้งบังเกอร์รอบกรุงก็ดี การสั่งผู้ว่าฯรายงานสถานการณ์ต่อแม่ทัพภาคก็ดี การส่งนายทหารไปแจ้งความกับผู้ปลุกระดมให้แยกดินแดนก็ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมาตรการในเชิง “ป้องปราม” ตามกฎหมายทั้งสิ้น แต่ในมุมของฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุมอีกขั้วกลับมองว่า นี่คือการ “ปฏิวัติเงียบ” ที่น่าอึดอัดใจเป็นที่สุด
นั่นจึงนำมาสู่แรงกดดันให้ทหารเลิกตั้งบังเกอร์ในทันทีที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และนำมาสู่การขัดขืนยั่วยุต่อข้อหาแบ่งแยกประเทศ รวมทั้งการโวยว่าทหารยึดอำนาจสั่งการตรงไปยังผู้ว่าฯ
จะเห็นได้ว่าแรงกดดันเริ่มได้ผลในบางประการ เช่น ข่าวการโยกย้าย พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผบ.หน่วยซีล และการเตรียมโละบังเกอร์รอบกรุงเทพฯ
แต่ถ้ามองให้ลึก กระบวนการดังกล่าวก็คือ การลดแรงกดดัน ลดข้อครหาว่าเลือกข้าง และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการ “เจรจา” ที่กองทัพเป็นแบ็กอัพ อำนวยความสะดวกมาตั้งแต่ต้น
โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าทุกฝ่ายยึดถือกติกา ทหารก็จะไม่เล่นนอกกติกา แต่ถ้าไม่ยึดกติกาก็คงต้องกำหนดเกมขึ้นมาใหม่ นั่นคือ “เกมแรง” ที่กองทัพพยายามหลบเลี่ยงมาโดยตลอด
โดย – เสมา พิทักษ์ราชัน
20 มีนาคม 2557