รายได้พอเพียงที่ไม่เพียงพอ และ ความเพี้ยนของแผนเศรษฐกิจ (เมื่อผืนฟ้าบรรจบแผ่นดินตอน 2)

กระทู้สนทนา
คุณภาพชีวิตที่ดีมิใช่พออยู่พอกิน หากแต่ต้องสามารถพัฒนาให้คนรุ่นหลังของตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

ตอนที่ 1 : เหตุผลของลำดับการพัฒนาของภาคต่างๆในไทย และ จิ๊กซอว์ในอนาคต
http://pantip.com/topic/31789671

คำเตือน
1.เป็นหนึ่งในซีรีย์ เมื่อผืนฟ้าบรรจบแผ่นดิน  ที่ผมตัดสินใจเขียนอธิบายอดีต และ อนาคต ของประเทศนี้แบบสรุปๆ คาดว่าน่าจะมี 5  - 7 ตอน
2.เขียนตามอารมณ์ และ ความพร้อมเป็นหลักครับ
3.ใช้อ้างอิงแบบแม่นยำไม่ได้ เพราะเขียนจากความเข้าใจ ในรูปของประสบการณ์ และ การคาดการณ์ มากกว่าเน้นวิชาการล้วนๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ
4.เรื่อง "โง่ หรือ ขาดโอกาส เรื่องตลกของเงินทุน กับความจนและรวย"
โดยใช้งานอ้างอิงระดับรางวัลโนเบล ของ โมฮัมหมัด ยูนุส เกี่ยวกับโมเดล ธนาคารกรามีน   ผมขอเอาไว้ในอีก2ตอนถัดไปนะครับ

คำถาม
1.หลังจบซีรีย์นี้แล้ว ผมควรเขียนซีรีย์ โฉมหน้าไทยในเงามืด ต่อดีไหมครับ ?




คำถามหลัก
คนชั้นล่าง ชั้นกลาง และ ชั้นบน ของไทยในทางเศรษฐกิจนับยังไง ?
จากการพัฒนาประเทศชาติอย่างตั้งใจมาตลอดระยะเวลาการบริหาร ของหลายรัฐบาล และ หลายยุคหลายสมัยนับตั้งแต่ สงครามโลก

ข่าวดี    : ประเทศไทยมีคนจนอยู่ที่  4.1%   และ มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนคนจนน้อยลงไปเรื่อยๆ
ข่าวร้าย : ทั้งหมดที่คุณจะรู้จากบทความต่อไปนี้ คุณจะรู้สึกว่า ที่ผมพูดว่าเป็นข่าวดีนั้น ไม่ใช่ข่าวดีเลยแม้แต่นิดเดียว

การที่เราจะวัดว่าครอบครัวไหน เข้าข่ายยากจนนั้นเราจะใช้ขีดวัดที่เรียกว่าเส้นแบ่งความยากจน  โดยมีนิยามดังนี้
เส้นแบ่งความยากจน (อังกฤษ: poverty line) หรือ ขีดแบ่งความยากจน (อังกฤษ: poverty threshold) เป็นระดับรายได้ซึ่งถือว่าเพียงพอแก่การดำรงชีพในประเทศหนึ่ง ในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับนิยามของความยากจน เส้นแบ่งในประเทศพัฒนาแล้วมักอยู่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา เส้นแบ่งความยากจนนานาชาติในอดีตอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ใน ค.ศ. 2008 ธนาคารโลกได้ปรับตัวเลขนี้เป็น 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 41 บาท ต่อวัน)  
ซึ่งอันนี้เป็นค่าหยาบๆ เฉลี่ยทั้งโลกที่ ธนาคารโลกให้ใช้ ตั้งแต่ ซิมบับเว ยัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ตัวเลขนี้หยาบมาก

ทำให้ บางประเทศจะมีการกำหนดเส้นแบ่งความยากจนของตัวเองขึ้นมาเพื่อใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และ คุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศ  อย่างในของ สหรัฐ ได้มีการประกาศใช้ตัวเลข 22,133 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 61000 บาทต่อเดือน)

แน่นอนในไทยเองก็มีการประกาศตัวเลขเส้นความยากจนนี้ และใช้เป็นเกณฑ์ว่า
ครอบครัวที่มีรายได้มากกว่า 2422 บาทต่อเดือน ก็จะไม่นับว่าเป็นคนจน อีกต่อไปครับ

ผมได้ทำเป็นกราฟให้ดูเข้าใจง่ายขึ้น


ที่มา : ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ  ประมวลผลโดย สำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม สศช.

2422 บาท/เดือน
80.75 บาท/วัน

นี่คือสิ่งที่ราชการของประเทศเราประเมินไว้เป็นค่าใช้จ่าย ที่ท่านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างพอเพียง มีกิน มั่นคง แต่ทว่า ดักดาน

ทีนี้เรามาดูฐานรายได้ของครับเรือนไทยต่อเดือน



มันช่างดูเป็นตัวเลขที่สวยงามครับ เรามีคนจนจำนวนน้อยมาก แถมมีคนไทยจำนวนมากที่อยู่เหนือเส้นแบ่งความยากจน  มันดูดี มันดูสวย แต่ท่านถามตัวเองสิครับว่า ชีวิตของท่านทุกวันนี้มันเป็นยังไงบ้าง เป็นความพอเพียง ที่เพียงพอแล้วหรือยัง   ที่ประเทศเรามีคนจนน้อยมาก  มันเป็นเพราะ  ประชาชนในไทยรวยขึ้น หรือเป็นเพราะเราตั้งเส้นแบ่งความยากจนไว้ต่ำจนเกินไปกันแน่ ?

เคยมีคนบอกผมว่า คนชนบท ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ตกปลามากิน ก็อยู่ได้แล้วมื้อนึง เงินหลัก 2400 บาทต่อเดือน ถือว่าเยอะ  
ถ้าท่านคิดว่าคนเราสบายและมีคุณภาพชีวิตดีแค่ มีกินมีใช้ไม่ขัดสน  มันก็คงจะถูก แต่ถ้าความเป็นจริงมันไม่เป็นแบบนั้นล่ะครับ ?


ชีวิตคนต้องมี เกิด มีโต มีเรียน ทำงาน สร้างบ้าน มีครอบครัว มีลูก ส่งลูกเรียน ลูกๆ ก็มีค่าใช้จ่าย ไหนจะเงินเก็บยามแก่ ไว้ใช้ทำสิ่งที่ชอบ ค่าใช้จ่าย เมื่อป่วย หรือ ตายดังนั้น รายได้ที่น่าจะทำให้คนหลุดจากความยากจน ที่หมายถึงความขาดแคลนในชีวิต และ มีความสามารถพอที่จะพัฒนาและสร้างครอบครัวใหม่ได้จึงน่าจะเป็นคำตอบมากกว่า ตัวเลข ขีดความยากจนที่เราใช้ในปัจจุบันแต่ตัวเลขนั้น ค่าแรงขั้นต่ำ ที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุข และพัฒนาได้อย่างสมฐานะ ควรจะเป็นเท่าไหร่ต่อเดือนกันแน่ ??




สินค้าบริโภคมีไว้ยืดอายุชีวิต สินค้าอุปโภคมีไว้พัฒนาคุณภาพชีวิต  


ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น จะมีอยู่ 4ปัจจัยที่เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์หลักทั้ง4 เครื่องของประเทศอันได้แก่
1.การบริโภคภายในประเทศ  = การที่ประชาชนในประเทศนั้นๆใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการ
2.การลงทุนภาคเอกชน = การที่เอกชน หรือ ประชาชนในประเทศนั้นๆใช้จ่ายเงินเพื่อการลงทุนทำธุรกิจ หรือ จ้างงาน
3.การลงทุนจากรัฐบาล = การที่รัฐบาลนำภาษีของประชาชน มาใช้จ่าย ภายในประเทศเพื่อการลงทุน หรือ จ้างงาน
4.การนำเข้าส่งออก + การลงทุนจากต่างประเทศ  = การที่ต่างประเทศหอบเงินทุนมาลงทุนทำธุรกิจ จ้างงาน หรือ ใช้จ่ายในประเทศ


ในระยะสั้นนั้นหากต้องการให้ประชาชนมีงานทำ บ้านเมืองฟื้นฟูจากความเสียหายใดๆ ก็ตามเช่นสงคราม  วิธีที่ทำได้ดีคือ การใช้ ข้อ 3 และ 4 เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 4เพราะต่างประเทศในสมัยนั้น มีเงินเยอะกว่าในไทยมาก การที่พวกเขานำเงินมาลงทุนในบ้านเราก็เท่ากับเป็นการสร้างงาน และ ทำให้ประชาชนมีรายได้

แต่การจะให้ประเทศ กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ยืนแข็งแกร่งด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งภายนอกมากนัก จำเป็นต้องทำให้ ข้อ 1 และ 2 กลายเป็นหลักแทนการจะทำให้ประชาชนของประเทศมีฐานะที่ดี และ มีกำลังการบริโภคที่สูง ก็ต้องทำให้ประชาชนเหลือเงินในกระเป๋าเยอะขึ้นซึ่งทำได้สองอย่าง

1.ทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น  โดยประชาชนส่วนใหญ่นั้น เป็น เกษตรกร และ แรงงาน  สามารถทำนโยบายนี้ได้ด้วยการเพิ่มค่าแรง และ เพิ่มราคาผลผลิตทางการเกษตร

2.ลดต้นทุนการดำเนินชีวิตของประชาชนลง เช่น การพัฒนาระบบคมนาคม เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลือง หรือ ต้นทุนสินค้าลดลงเพราะการคมนาคมดีขึ้น และอีกหลายๆอย่าง

แต่อย่างไรก็ตามการทำสองข้อข้างต้น จากการเพิ่มค่าแรง และ เพิ่มราคาผลผลิต(วัตถุดิบ) นั่นก็จะทำให้ต้นทุนของ บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทยนั้นสูงขึ้น และทำให้ความน่าลงทุนลดลงประเทศพัฒนาแล้ว จึงมักจะค่อยๆ ขึ้นค่าแรง ร่วมกับการพัฒนาคน พัฒนาธุรกิจ มองหาวิธีสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการเพิ่มมูลค่า และกำไรของสินค้า ให้สูงขึ้นโดยใช้ต้นทุนที่ลดลงเพื่อที่
1.ประชาชนได้ค่าแรงสูงขึ้น
2.พืชผลแพงขึ้นทำให้ ของกินแพงขึ้น  แต่ เกษตรกรได้เงินมากขึ้น
3.นักลงทุนขายของได้กำไรมากขึ้น และ ง่ายขึ้น เพราะประชาชนมีรายได้เยอะขึ้นกำลังซื้อจึงมากขึ้น
4.รัฐบาลได้ภาษีมากขึ้นจากการค้า ที่เปลี่ยนจาก  ปริมาณมากกำไรน้อย  ====> ปริมาณน้อยกำไรมาก  (ซึ่งเราจะอธิบายเพิ่มในตอนต่อๆไป)


ถ้าทุกอย่างถูกต้อง 4 ข้อนี้จะสมบูรณ์แต่ไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ในประเทศที่พัฒนาแล้วคุณคงได้ยิน ว่า รถ(ตัวแทนสินค้าอุปโภค) ที่นั่นถูก  แต่อาหาร(ตัวแทนสินค้าบริโภค)ที่นั่นแพง  
แต่ในไทย อาหารถูกของใช้แพง  มองดูเผินๆ เหมือนไทยจะดีกว่า

แต่ว่า กระเพาะคนกินก็กินได้จำกัด อิ่มแล้วจะมีอาหารเยอะไปก็เท่านั้น จะซื้อรถมาใช้ออกหากินค้าขาย ก็แพง  เลยไม่สามารถพัฒนาชีวิตตัวเองได้  สังคมของเราจึงทำได้แต่เพียงกินและอยู่ไปวันๆ

แม้ว่า สังคมฝรั่ง หรือ ญี่ปุ่น หรืออะไรก็ตามจะบ่นให้เราฟังเสมอว่า ของกินของเขาแพง แต่เขาก็สามารถซื้อของใช้ มาลงทุน หรือ พัฒนาธุรกิจ หรือ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้โดยง่าย

ไทยไม่ได้เตรียมการพัฒนาคุณภาพสินค้าสักเท่าไหร่ รูปแบบการค้าของเรายังคงเหมือนหลังยุคอาณานิคม คือ
เน้นจำนวนไม่เน้นคุณภาพ
หากสู้คู่แข่งไม่ได้ ก็ ลดราคาแข่ง
หากกำไรน้อยลงก็ไปกดราคารับซื้อ จากผู้ผลิต(เกษตรกร) เพื่อให้พ่อค้าคนกลาง กำไรตลอดเวลา    
และ ทุกๆครั้งที่มีการขึ้นค่าแรง พ่อค้าที่ไม่เคยคิดจะมองหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงคุณภาพการค้าของตนเอง
ก็มักจะโทษเรื่องการขึ้นของค่าแรงเพื่อหาเรื่องย้ายฐานการผลิต หรือ หาเรื่องขึ้นราคา อยู่เสมอๆ  

การกดค่าแรง และ ราคาพืชพล ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของไทย ที่เป็นทั้งแรงงาน และ เกษตรกร ต้องได้รายได้น้อย และ ยากจน เมื่อประชากรส่วนใหญ่ของไทยยากจนกำลังการบริโภคในประเทศจึงต่ำเราจึงต้องพึ่งการส่งออกของดีไปขายให้ต่างชาติที่รวยกว่าอยู่ร่ำไป  และ คนไทยก็จะได้บริโภคเพียงสินค้าชั้นรองๆ    เท่านั้นเอง

(ในส่วนนี้จะมีการลงรายละเอียดไปในตอนต่อไปอีกครั้ง)


แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่