สุดท้าย โครงการรับจำนำข้าว คนที่รับเคราะห์ ก็เหมือนเดิม คือ ชาวนา จาก ตันละ 12,000 จะเหลือเท่าไรหนอ

กระทู้สนทนา
โรงสีเจ๊งหนัก ขายข้าวแข่งรัฐบาลไม่ได้ มุบมิบขายตรงเทล้านตันทำตลาดป่วน
โรงสีเคว้งหลังสิ้นโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ขาดสภาพคล่องไม่สามารถแข่งขันกับราคาข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่เทขายเดือนละ 1 ล้านตัน ด้านรัฐบาลไม่สนเดินหน้าเปิดระบายข้าวทุกวิธี ถูกวิจารณ์หนัก "ขายตรง" เหมือนขายข้าวแบบ G to G ตรวจสอบไม่ได้

แหล่งข่าวจากวง การค้าข้าวกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ภายหลังโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปี 2556/2557 สิ้นสุดลงและไม่มีการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2557 อีกต่อไปว่า โรงสีที่เคยเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวกับรัฐบาลมากกว่า 900 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนโรงสีทั่วประเทศ จะต้องหันกลับมาประกอบธุรกิจซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาสีแปรเป็นข้าวสารขาย ให้กับผู้ส่งออกเหมือนเดิม จากที่เคยรับฝากข้าวที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำแล้วนำมาสีแปรเป็นข้าวสารส่ง มอบให้รัฐบาลมานานกว่า 2 ปี นับจากปี 2554/2555 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ หลังจากฤดูข้าวนาปรังเริ่มขึ้น โรงสีข้าวส่วนใหญ่ที่เคยเข้าร่วมโครงการรับจำนำก็ตกที่นั่งลำบาก เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา ประกอบกับรัฐบาลรักษาการประกาศที่จะขายข้าวในสต๊อกเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ จำนำข้าวให้กับชาวนาเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน ในราคาขายที่ต่ำมาก ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดร่วงอย่างหนัก ทำให้ผู้ส่งออกและผู้ประกอบการข้าวถุง ซึ่งเป็นลูกค้าเดิมของโรงสี หันไปซื้อข้าวสารสต๊อกรัฐบาลแทน กลายเป็นการเร่งระบายข้าวเพื่อออกมาทำลายกลไกตลาดปกติ เพราะกว่ารัฐบาลจะระบายสต๊อกข้าวออกไปทั้งหมด อาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี จนโรงสีข้าวบางส่วนต้องประสบภาวะขาดทุนไม่สามารถขายข้าวแข่งกับรัฐบาลได้

"ตอน นี้โรงสีบางส่วนเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง บางโรงต้องหันไปทำธุรกิจอื่นเช่น รับจ้างขนส่งข้าว แทนธุรกิจหลัก เพื่อนำเงินมาใช้หมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายแทนค่าจ้างสีแปร เพราะถึงแม้จะมีข้าวเปลือกนาปรังปี 2557 ออกสู่ตลาด แต่เมื่อสีแปรออกมาแล้ว ขายสู้รัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลระบายข้าวสารเหมือนเขื่อนแตก ทั้งประมูล ยื่นซื้อตรง และผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า(AFET) ทำให้ยอดขายข้าวปกติที่เคยขายได้หลักหมื่นกระสอบเหลือเพียงหลักพันกระสอบ เพื่อยันราคาข้าวที่ผู้ส่งออกซื้อไว้ไม่ให้ลดลงไปมากกว่านี้" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับทางออกของปัญหาที่เกิดจากการเร่งระบายข้าวใน สต๊อกรัฐบาล โรงสีรายหนึ่งให้ความเห็นว่า ต้องลดต้นทุนด้วยการปรับลดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาลง เพื่อให้ได้ข้าวเปลือกต้นทุนต่ำและนำไปสีแปรแข่งกับข้าวจากสต๊อกรัฐบาลที่มี ราคาต่างกันมาก โดยราคาข้าวขาว 5% ที่ตลาดซื้ออยู่ตันละ 12,800 บาท แต่รัฐบาลขายออกมาเพียงตันละ9,500-9,600 บาท หักค่าปรับปรุงตันละ 1,000 บาท และค่าขนส่งคิดย้อนกลับไปเป็นต้นทุนข้าวต้องไม่เกิน 7,000 บาท แต่วิธีการนี้สุดท้ายโรงสีข้าวจะตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะกลายเป็นคนกดราคารับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในที่สุด

มีรายงาน ข่าวเข้ามาว่า โรงสีที่ประกอบธุรกิจข้าวถุงหรือส่งออกข้าว มีความพยายามที่จะยื่นขอซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลด้วยวิธีการยื่นซองประมูล เช่นเดียวกับผู้ส่งออก แต่ "สุดท้ายก็ไม่ได้ข้าว" อย่างล่าสุดที่รัฐบาลเปิดประมูลข้าวถึง 517,000 ตัน แต่กลับอนุมัติขายข้าวเพียง 180,000 ตัน ด้วยการให้เหตุผลว่า ผู้ยื่นประมูลเสนอราคาต่ำแต่รัฐบาลกลับนำข้าวที่เหลือไปขายตรงให้กับผู้ส่ง ออกถึง 550,000 ตัน โดยไม่มีใครทราบหลักเกณฑ์การพิจารณาหรือราคาอนุมัติซึ่งวิธีการแบบนี้ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า การซื้อตรงก็ไม่ต่างจากการอ้างขายข้าว G to G ในอดีตจนมีการตั้งข้อสังเกตว่า 1)การยื่นซื้อข้าวโดยตรงกับกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ (ทีโออาร์) เหมือนการประมูล ดังนั้นผู้ที่จะยื่นซื้อก็สามารถนำเอกสารแค่ใบออร์เดอร์สั่งซื้อ ที่เสี่ยงต่อการปลอมแปลงมาแสดงก็ได้ โดยที่กรมเองก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบ 2)ไม่มีหลักเกณฑ์การต่อรองราคาหรือหลักเกณฑ์การพิจารณาเช่นเดียวกับการประ มูลข้าว กลายเป็นความกังวลกลัวว่า "จะมุบมิบกันขาย" ระหว่างผู้ส่งออกกับรัฐบาล3)การเสนอซื้อข้าวตรงกับกรมการค้าต่างประเทศ รัฐบาลจะได้ราคา "ต่ำกว่า" การประมูลปกติ เพราะไม่มีการแข่งขัน โดยคาดว่าราคาที่ได้คงประมาณตันละ 9,500-10,500 บาท บวกค่าปรับปรุงตันละ 1,000 บาทเท่ากับมีต้นทุน 10,500-11,500 บาทคิดจากอัตราแลกเปลี่ยน 32 บาท ก็จะได้ราคาไม่เกิน 330-360 เหรียญสหรัฐ หากบวกกำไรตันละ 5-10 เหรียญ ขาย 370 เหรียญ ก็จะชนะคนที่ขายข้าวตามราคาส่งออกอยู่ที่ตันละ 400 เหรียญแล้ว และ 4)หลังจากที่อนุมัติขายข้าวแล้ว ก็ไม่มีหลักเกณฑ์ว่าจะตรวจสอบอย่างไรว่าข้าวจำนวนนั้นถูกส่งออกไปจริงหรือ ไม่ ใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะส่งออกครบ และหากข้าวลอตนั้นวนเวียนอยู่ในประเทศจะทำอย่างไร เท่ากับเพิ่มซัพพลายข้าวสารในตลาด ทุบราคาข้าวเปลือกของเกษตรกร

ด้าน นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การยื่นซื้อตรงมีหลักเกณฑ์ที่ไม่แตกต่างจากการเปิดประมูล ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้วิธีการนี้เพราะผู้ส่งออกบางรายต้องการซื้อ แต่ไม่อยากร่วมประมูล การยื่นขอซื้อตรงจึงเป็นทางเลือกของ "สนามเล็ก" และเพื่อกระตุ้นให้ผู้ส่งออกเร่งหาออร์เดอร์ต่างประเทศโดยเร็วด้วย และจนถึงขณะนี้มีการอนุมัติขายข้าวตั้งแต่ต้นปี 2557 ประมาณ 2.1-2.5 ล้านตัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 700,000 ตัน ในจำนวนนี้เป็นการยื่นซื้อตรงมากกว่า 600,000-700,000 ตัน

สำหรับ ขั้นตอนการยื่นซื้อตรง ผู้สนใจยื่นซื้อจะต้องแสดงหลักฐาน อาทิ ทะเบียนนิติบุคคล, ใบอนุญาตส่งออกที่ขอจากกรมการค้าต่างประเทศ, ใบอนุญาตค้าข้าวที่ขอจากกรมการค้าภายในมาประกอบ พร้อมทั้งระบุชนิดข้าวที่ต้องการและราคา โดยมียื่นซื้อทั้ง 2 กรณีคือ ยื่นซื้อเพื่อใช้ในประเทศ กับยื่นซื้อเพื่อการส่งออก โดยหากรายใดยื่นเพื่อการส่งออกก็จะต้องแสดงหลักฐานการสั่งซื้อข้าวจากต่าง ประเทศด้วย โดยกรมมีคณะทำงานพิจารณาขาย มีกำหนดระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูลและพิจารณาประมาณ 1-2 สัปดาห์

สำหรับ การอนุมัติขายข้าวจากการประมูลครั้งล่าสุด จำนวน 730,000 ตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ชนะประมูล 30 รายปริมาณ 180,000 ตัน ขณะที่ผู้ยื่นซื้อตรงประมาณ 550,000 ตัน มีประมาณ 6-7 ราย

โดยหลัง จากนี้จะมีการทยอยส่งมอบสินค้าและชำระเงิน ซึ่งน่าจะใช้เวลา 2 เดือนจึงได้เงินทั้งหมดราว 10,000 ล้าบาท และเมื่อนำไปรวมกับเงินระบายข้าวจาก 2 เดือนก่อน ก็จะมีเงินเพียงพอที่จะคืนให้กับงบฯฉุกเฉิน 20,000 ล้านบาท ในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้แน่นอน

ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า หลังจากที่นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวกับ COFCO Corporation หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว กรมการค้าต่างประเทศก็ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การเปิดประมูลปรับปรุงคุณภาพ ข้าวเพื่อส่งมอบจีน โดยกำหนดให้มีการส่งมอบข้าวเป็นรายงวด โดยงวดที่ 1 มีกำหนดส่งมอบข้าวเป็นชนิดข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2556/2557 ปริมาณ 100,000 ตัน(เพิ่ม-ลด 5%) กำหนดส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2557
ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1395034579

โดย การปรับปรุงคุณภาพข้าวครั้งนี้จะกำหนดปริมาณขั้นต่ำไม่ต่ำกว่ารายละ 2,000 ตัน และรัฐบาลจะจ่ายค่าปรับปรุงเป็นข้าวสาร 5% จากโครงการรับจำนำปี 2554/2555 และปี 2555/2556 ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีคุณภาพเป็นอย่างไร โดยปกติเรตอัตราค่าปรับปรุงข้าวก็จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาท/ตัน เพราะเป็นข้าวลอตใหญ่

ส่วน การเบิกจ่ายเงินทดรองราชการจำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายหนี้จำนำข้าวให้กับชาวนา ในขณะนี้กำลังรอ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนาม ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศก็ได้ตั้งเรื่องเตรียมจ่ายเงินให้กับธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เมื่อ ธ.ก.ส.ได้รับเงินแล้วจะจ่ายเงินให้กับชาวนา 120,000 รายทันที วันละ 3,500-4,000 ล้านบาท ประมาณ 5 วันก็น่าจะจ่ายได้ครบทั้งจำนวน ส่วนเงินจากกองทุนช่วยเหลือชาวนา ณ วันที่ 14 มีนาคม 2557 มีเงินเข้าบัญชีอยู่ที่ 947,340,690.79 บาท ในจำนวนนี้ได้เริ่มจ่ายหนี้จำนำข้าวให้ชาวนาไปแล้ว 500 ล้านบาทแรก เมื่อรวมกับเงินที่ได้รับจากการระบายข้าวเดือนมีนาคมอีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นจ่ายชาวนาไปแล้ว 1,500 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนชาวนาที่ได้รับเงินระหว่าง 7,000-8,000 ราย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่