กำลังดูข่าวภาคกลางวันช่อง 3 ช่วงของคุณบัญชา ชุมชัยเวช ตอนแรกก็ตามข่าวเรื่องตลาดหุ้นไปเรื่อยๆโดยไม่คิดอะไรมาก แต่พอเริ่มหัวเรื่องช่วง Thailand, the capital of AEC. ความรู้สึกบางอย่างได้วิ่งเข้าไปกระแทกใจทันที....ไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้วครับ อย่าได้หลงตัวเองอีกต่อไปเลย
ตราบเท่าที่อำนาจพิเศษกล้ารื้อนั่งร้านแผนปฏิรูปยกระดับการคมนาคมของประเทศด้วยคำวิจารณ์น่าสมเพชที่ว่า..."ไปทำถนนลูกรังให้ดีเสียก่อน"
ตราบเท่าที่อำนาจพิเศษพยายามใช้ทุกวิธีการโดยไม่เลือกและไม่สนใจผลกระทบตามหลัง แทนที่จะสนับสนุน "ตัวแทนที่ดีกว่า" มาชักจูงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตามวิถีอารยะ
ตราบเท่าที่ "ตัวแทน" ที่กำลังผลักดันให้ขึ้นมาแทนที่รัฐบาลจากฝ่ายตรงข้ามมีตัวเลือกประเภท "คนกลาง" ที่ถูกขีดเส้นควบคุมโดยอำนาจอนุรักษ์นิยมเข้มข้น และตัวแทนในสนามการเมืองมีคุณภาพระดับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กร จาติกวาณิชย์ หรือแม้แต่เลยเถิดไปถึงปรีดิยาธร เทวกุลก็ตาม คนเหล่านี้แสดงออกให้เห็นทุกวันว่าชั้นไม่ถึงที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู้กับการแข่งขันระดับภูมิภาค...อย่าว่าแต่ระดับทวีป
การจงใจที่จะล้มแผนการที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาคด้วยเหตุผลต้องการหักโค่นศัตรูทางการเมือง คือการ "คิดสั้น" ครั้งสำคัญของศูนย์กลางอำนาจอนุรักษ์ที่จะส่งผลลบถึงประเทศไทยโดยภาพรวมอย่างมหาศาล
เหตุผลที่พยายามจะล้างสมองคนที่คล้อยตามที่ว่าสามารถจะใช้ระบบงบประมาณประจำปีปรกติก็สามารถเดินหน้าโครงการคมนาคมต่างๆได้ รวมถึงป้องกันการโกงของนักการเมืองไปในตัวนั้น บอกได้เลยว่าคนพูดจงใจปิดบังข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ "ราคาที่ต้องจ่าย" หากแผนงานเหล่านั้นเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ตั้งแต่การขึ้นราคาของทุกองค์ประกอบของการลงทุนในแต่ละปี หากโครงการณ์ล่าช้าไปเพียง 5 ปีจากแผนงานเดิมเพราะการต้องรอคอยงบประมาณรายปี (ซึ่งเป็นขั้นต่ำหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ๆจากการประเมินของผู้รู้ด้านงบประมาณที่ให้ความเห็นไว้) ต้นทุนการก่อสร้างและบริหารจะบานปลายจนระยะเวลาคุ้มทุนจะยิ่งห่างไกลออกไปตามสัดส่วน ถ้าจำได้ดีถึงสนามบินหนองงูเห่า-สุวรรณภูมิ สนามบินแห่งนี้ใช้เวลาถมทรายนาน 40 ปีตั้งแต่สมัยจอมพลถนอมกิตติขจร...แต่สร้างเสร็จจริงๆภายในเวลา 4 ปีของรัฐบาลใคร นี่คือตัวอย่างชัดๆหนึ่งเรื่อง
นอกจากนี้ความล่าช้าของประเทศไทยที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับอัตราเร่งของการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แค่ประเทศไทยจะสูญเสียสถานะของข้อต่อสำคัญของ AEC เท่านั้น กระแสการลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ก็จะถูกดูดซับไปยังประเทศอื่นเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ทุนที่ปักหลักในประเทศไทยอยู่แล้วก็มีโอกาสจะโยกย้ายด้วยเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมขนส่งมีความหมายสูงมากกับต้นทุนการผลิตที่แข่งขันกันอยู่
ถ้าเอาวิถีชีวิต "พอเพียงแบบไทยๆ" เป็นศูนย์กลางก็ไม่ต้องไปสนใจ "เรื่องของชาวโลก" เหล่านี้ให้เสียอารมณ์ แต่ถ้าอยากรักษาสถานะ Thailand, the capital of AEC. ก็บอกได้เลยว่าอำนาจอนุรักษ์ของประเทศนี้กำลังฉุดประเทศไทยกลับลงปลักโคลนอยู่
ประเทศไทยมีกรรมครับที่ผู้หลักผู้ใหญ่ยังชอบใช้วิธี "เผาบ้านเพื่อไล่หนู" ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งๆที่มีบทเรียนซ้ำซากแล้วไม่รู้กี่ครั้ง กับมายาคติที่รักประชาชนจนอยากดูแลไปตลอดชีวิตนั้น เมื่อไหร่จะได้สติสักทีว่าประชาชนก็มีวันเติบโต ยิ่งรักมากเกินไปประชาชนก็ยิ่งจะง่อยเปลี้ยเสียขาจนถูกเพื่อนบ้านข่มเหงรังแกได้ถ้าหากพวกเขาเติบโตแซงเราไปได้ในวันหนึ่ง
Thailand, the capital of AEC? ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วครับช่อง 3
ตราบเท่าที่อำนาจพิเศษกล้ารื้อนั่งร้านแผนปฏิรูปยกระดับการคมนาคมของประเทศด้วยคำวิจารณ์น่าสมเพชที่ว่า..."ไปทำถนนลูกรังให้ดีเสียก่อน"
ตราบเท่าที่อำนาจพิเศษพยายามใช้ทุกวิธีการโดยไม่เลือกและไม่สนใจผลกระทบตามหลัง แทนที่จะสนับสนุน "ตัวแทนที่ดีกว่า" มาชักจูงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตามวิถีอารยะ
ตราบเท่าที่ "ตัวแทน" ที่กำลังผลักดันให้ขึ้นมาแทนที่รัฐบาลจากฝ่ายตรงข้ามมีตัวเลือกประเภท "คนกลาง" ที่ถูกขีดเส้นควบคุมโดยอำนาจอนุรักษ์นิยมเข้มข้น และตัวแทนในสนามการเมืองมีคุณภาพระดับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กร จาติกวาณิชย์ หรือแม้แต่เลยเถิดไปถึงปรีดิยาธร เทวกุลก็ตาม คนเหล่านี้แสดงออกให้เห็นทุกวันว่าชั้นไม่ถึงที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู้กับการแข่งขันระดับภูมิภาค...อย่าว่าแต่ระดับทวีป
การจงใจที่จะล้มแผนการที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาคด้วยเหตุผลต้องการหักโค่นศัตรูทางการเมือง คือการ "คิดสั้น" ครั้งสำคัญของศูนย์กลางอำนาจอนุรักษ์ที่จะส่งผลลบถึงประเทศไทยโดยภาพรวมอย่างมหาศาล
เหตุผลที่พยายามจะล้างสมองคนที่คล้อยตามที่ว่าสามารถจะใช้ระบบงบประมาณประจำปีปรกติก็สามารถเดินหน้าโครงการคมนาคมต่างๆได้ รวมถึงป้องกันการโกงของนักการเมืองไปในตัวนั้น บอกได้เลยว่าคนพูดจงใจปิดบังข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ "ราคาที่ต้องจ่าย" หากแผนงานเหล่านั้นเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ตั้งแต่การขึ้นราคาของทุกองค์ประกอบของการลงทุนในแต่ละปี หากโครงการณ์ล่าช้าไปเพียง 5 ปีจากแผนงานเดิมเพราะการต้องรอคอยงบประมาณรายปี (ซึ่งเป็นขั้นต่ำหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ๆจากการประเมินของผู้รู้ด้านงบประมาณที่ให้ความเห็นไว้) ต้นทุนการก่อสร้างและบริหารจะบานปลายจนระยะเวลาคุ้มทุนจะยิ่งห่างไกลออกไปตามสัดส่วน ถ้าจำได้ดีถึงสนามบินหนองงูเห่า-สุวรรณภูมิ สนามบินแห่งนี้ใช้เวลาถมทรายนาน 40 ปีตั้งแต่สมัยจอมพลถนอมกิตติขจร...แต่สร้างเสร็จจริงๆภายในเวลา 4 ปีของรัฐบาลใคร นี่คือตัวอย่างชัดๆหนึ่งเรื่อง
นอกจากนี้ความล่าช้าของประเทศไทยที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับอัตราเร่งของการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แค่ประเทศไทยจะสูญเสียสถานะของข้อต่อสำคัญของ AEC เท่านั้น กระแสการลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ก็จะถูกดูดซับไปยังประเทศอื่นเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ทุนที่ปักหลักในประเทศไทยอยู่แล้วก็มีโอกาสจะโยกย้ายด้วยเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการคมนาคมขนส่งมีความหมายสูงมากกับต้นทุนการผลิตที่แข่งขันกันอยู่
ถ้าเอาวิถีชีวิต "พอเพียงแบบไทยๆ" เป็นศูนย์กลางก็ไม่ต้องไปสนใจ "เรื่องของชาวโลก" เหล่านี้ให้เสียอารมณ์ แต่ถ้าอยากรักษาสถานะ Thailand, the capital of AEC. ก็บอกได้เลยว่าอำนาจอนุรักษ์ของประเทศนี้กำลังฉุดประเทศไทยกลับลงปลักโคลนอยู่
ประเทศไทยมีกรรมครับที่ผู้หลักผู้ใหญ่ยังชอบใช้วิธี "เผาบ้านเพื่อไล่หนู" ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งๆที่มีบทเรียนซ้ำซากแล้วไม่รู้กี่ครั้ง กับมายาคติที่รักประชาชนจนอยากดูแลไปตลอดชีวิตนั้น เมื่อไหร่จะได้สติสักทีว่าประชาชนก็มีวันเติบโต ยิ่งรักมากเกินไปประชาชนก็ยิ่งจะง่อยเปลี้ยเสียขาจนถูกเพื่อนบ้านข่มเหงรังแกได้ถ้าหากพวกเขาเติบโตแซงเราไปได้ในวันหนึ่ง