http://pantip.com/topic/30766521
เหมียวๆ ….ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ( มิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อน )
งานของหวานใจ ไม่ได้ประจำในออฟฟิศ แต่ต้องเดินทางไปโน้นไปนี่ อยู่ไม่ติดบ้าน แต่คราวนี้โชคดีหน่อย ตรงที่งานใหม่ของสุดที่รัก สำนักงานใหญ่อยู่ที่ เทนเนสซี (Tennessee) แทนที่จะเป็นต่างประเทศอย่างงานก่อน
พูดถึงเทนเนสซี ฉันเคยอยู่ที่นั่นหลายปี มีเพื่อนหลายคน พอแฟนไปทำงานที่นั่น ก็เข้าทางฉัน ขอให้เหงา หรือเบื่อขึ้นมา ฉันก็จะบินไปหาเขา งานนี้ยิงนกสองตัวด้วยกระสุนนัดเดียว ได้พบที่รัก ได้เสวนากับเพื่อนๆ โดยเฉพาะพี่เรียมเพื่อนรัก
พูดถึงพี่เรียม หลายคนต่างพากันแปลกใจ ว่าเราสองคนคบกันได้อย่างไร ในเมื่อจะว่าไป ฉันกับพี่เรียมต่างกันเสียเหลือเกิน
เริ่มต้นจากอายุอานามของพี่เรียม ที่มากพอจะเป็นป้า หรือน้าฉันได้สบายๆ จะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้กระมัง ที่ส่งผลกระทบมายังรสนิยมของเราสองคน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม เครื่องประดับ และสีที่โปรดปราน
พี่เรียมชอบสีฉูดฉาด เทคนิคคัลเลอร์ เสื้อสีแดง กางเกงสีฟ้า รองเท้า เหลือง กระเป๋า สีส้ม ดีว่ายังไม่มีดีไซเนอร์ คนไหนออกแบบเสื้อผ้า หรือ แอคเซสเซอร์รี่ ( accssories ) สีรุ้ง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ พี่เรียมคงเหมาหมด เพราะแกบอกกับฉันบ่อยๆ
“พี่ชอบรุ้งกินน้ำ มันน่ารักดี”
แต่ฉันกลับไม่ถูกโฉลกกับสีแจ๊ดๆอย่างพี่เรียม หากชอบสีทึมๆแนวเอิร์ธโทน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้า ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว เทา ดำ น้ำตาล หน้าตาก็จะแต่งออกมาแนวเดียวกัน
ตบแป้งนิดๆ เติมลิปมันหน่อยๆ ทำให้พี่เรียม ที่ทาเปลือกตาสีเขียวอมฟ้า สีฟ้าอมเขียว แก้มและปากแดงแจ๊ด พอเห็นใบหน้าจืดๆ เป็นไก่ต้มของฉัน อดไม่ไหว ถามขึ้นหลายครั้งหลายคราเมื่อเจอกัน
“แนน นี่เราแต่งหน้าแล้วเหรอเนี่ย “
“ แต่งแล้วพี่ แต่งแบบไม่ให้ใครเห็น”
“อ้าว ถ้าแต่งไม่ให้ใครเห็น แล้วจะแต่งให้เปลือง เครื่องสำอางค์ทำไม”
“อืม” ฉันพูดไม่ออก ทำเสียงนั้นออกมาพร้อมกับกรอกตา แอบเห็นด้วยกับพี่เรียมนิดๆ ถ้าแต่งไม่ให้เห็น สู้ไม่แต่งเสียเลยดีไหม
ความแตกต่างของเรา ไม่ได้หยุดแค่อายุอานาม รสนิยม กระทั่งสัตว์เลี้ยง เราสองคนเหมือนกันที่ไหน
พี่เรียม รักแมว เหมียวๆ
ส่วนฉัน ปลื้มน้องหมา โฮ่งๆ ( พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไม่รักแมวนะคะ รักเหมือนกัน แต่น้อยกว่าหมาหน่อย )
อ่านมาถึงตอนนี้ ฉันคิดว่าผู้อ่านหลายท่าน คงคันปาก ตะหงิดๆ อยากจะท้วงติงเป็นนักหนา จริงอยู่ คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ถึงจะคบกันได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็ควรมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง เพราะถ้าต่างกันสุดขั้ว แล้วจะสื่อสารกันได้อย่างไร
คนเขียนไม่ค้านไม่ขัด กำลังจะเฉลยให้ฟังอยู่นี่แหละค่ะ ถึงเราจะต่างกันมาก แต่ความคล้ายคลึงของสองเรา ก็มีอยู่ไม่น้อย
และนี่คือความเหมือนระหว่างฉัน กับ พี่เรียม…..
เราสองคน เห็นใครตกทุกข์ได้ยากไม่ได้ พลอยเป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับเขา
เรามีเสียงเพลงในหัวใจ
ชอบดูหนัง และโปรดปรานพระเอกแนว เซอร์ๆ ผมกระเซิงๆ เซ็กซี่ เถื่อน ดิบ เห็นแล้วน้ำลายหก จนต้องวิ่งหาภาชนะมารองรับ ( ถ้าเวอร์ไป ขออภัยด้วยนะคะ อยากให้หัวเราะกัน )
ส่วนข้อสุดท้าย ….
เราเป็นนักดื่มสมัครเล่น ขอให้พบกันครั้งใด เป็นต้องดื่มเชื่อมความสามัคคี แต่ไม่ว่าเราจะดื่มครั้งไหน ที่ใด เราไม่เคยเสียกิริยา เหมือนกับใครหลายๆคน ที่พอมึน พอเมา ก็เอะอะหาเรื่อง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีสโลแกนเดียวกัน
ถ้าดื่ม แล้วมีเรื่อง อย่าดื่มซะดีกว่า เพราะชีวิตเรานั้นมีค่า สู้เอาเวลาที่ถกเถียงกันนั้น มาพูดคุยกันยังจะเข้าท่า โสภากว่าเป็นไหนๆ
จะว่าเราสองคนเป็นคนมองโลกสวยก็ไม่ผิด บอกตามตรง เราไม่ชอบมีเรื่องมีราว หรือ ว่าร้ายใคร เพราะนอกจากสโลแกน “กินเหล้าแบบรักสงบ ”
เรายังมีคติประจำใจ ที่ใหญ่ยิ่ง ทำให้คนยิ้ม ดีกว่าทำให้คนร้องไห้ เหยียบย่ำ ทับถมคนอื่น ทำให้เขาเป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่สุภาพชนไม่พึงกระทำ
ครั้งสุดท้ายเมื่อฉันบินไปหาแฟน ก็พบพี่เรียมเพื่อนรัก เพราะฉันไม่ได้เอารถไปด้วย พี่เรียม เลยแวะเวียนมารับฉันที่โรงแรมที่ฉันพัก แล้วพาไปกินข้าวกลางวัน ไม่ก็จิบกาแฟยามบ่ายแกล้มคุกกี้ ที่ร้านกาแฟใกล้ๆห้างสรรพสินค้าแถวนั้น จากนั้นเราก็จะเดินเล่นดูของที่ห้าง ก่อนจะไปจบที่บ้านของแก
เราเสวนากัน ในเรื่องสัพเพเหระ ซีเรียสบ้าง ไม่ซีเรียสบ้าง ไล่เรื่อยตั้งแต่ เรื่องการเมือง เรื่องของเรา ละคร หนัง เรื่องเมืองไทยบ้านเกิด เรื่องหมาเรื่องแมว ก่อนจะไปจบลงที่เรื่อง เกิดแก่ เจ็บตาย
“พักนี้ เพื่อนๆในสมาคมพี่ ไปกันทีละคน สองคน ”
“ไปไหนพี่ ? ” ฉันหลุดปากออกไปแล้ว ก็นึกได้ ก็เรากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ยังมีหน้าจะไปถาม นี่ถ้าฉันไม่ล่อไวน์ไปหลายแก้ว ก็คงไม่ถามโง่ๆอย่างนั้น
แต่พี่เรียมไม่ทำให้ฉันรู้สึกโง่ เพราะแกไม่ค้าน ไม่ติง คงยังพูดต่อไปเรื่อยๆ
“ไปบ้านเก่า นะจ้ะ “
พี่เรียมไม่จำเป็นต้อง ทรานสเลท หรือพูดซ้ำสอง ฉันก็ประจักษ์แจ้งแก่ใจ บ้านเก่า ที่พี่เรียมว่านั้น หมายถึงอะไร
“อาทิตย์ก่อน แมรี่ หัวหน้าสมาคมแม่บ้าน ที่พี่เป็นสมาชิกมานาน ตายด้วยโรคมะเร็ง ก่อนนั้นสองวัน ซูซานคนเวียดนามที่ไปไหนมาไหนด้วยกันกับพี่เสมอๆ อยู่ดีๆ ก็นอนตายไปเฉยๆ ”
“คนเราก็อย่างนี้แหละพี่ ถึงตัวเราเองก็เถอะ วันหนึ่งก็ต้องตายเหมือนกัน ” ฉันอ้างเอ่ยถึงสัจธรรม ให้ตายซิน่า
ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ได้บวชเรียนแล้วละก็ ถ้าไม่ได้นักธรรมเอก นักธรรมโท ต้องได้ ชัวร์!
“ตอนนี้เพื่อนพี่อีกคน ที่ชื่อแอนนา ก็พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาได้สักพักแล้วละ “
“แกเป็นอะไรเหรอพี่ ”
“ หกล้มในห้องน้ำ หัวกระแทกพื้น ตอนนี้อาการโคม่า หมอว่า คงไม่รอด สงสารแต่แฟนแก อยู่กินกันมา สี่สิบกว่าปี ลูกเต้าไม่มี ถ้าเมียตายจะทำอย่างไร”
“อืม ” ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ทำเสียงนั้นออกมา ระหว่างนั้น เจ้าส้มตำ แมวพี่เรียมก็มาพันขาพันแข้ง หน้าตาของมันหล่อเหลาไม่เบา ฉันชอบสีเทาอ่อนแซมขาวของมัน เห็นแล้วทำให้ นึกถึงก้อนเมฆตอนที่ฝนใกล้จะตก
“แล้วนี่ คุณชาดำเย็นไปไหน ล่ะพี่ ” ฉันถาม กวาดตาไปรอบๆมองหาเจ้าชาดำเย็น แมวพี่เรียม แต่ละตัว ชื่อน่ากิน คงเพราะเจ้าของ ชอบอาหารการกิน ชื่อสัตว์เลี้ยง ก็เลยออกมาแบบนี้
“ชาดำเย็น นอนอยู่ในห้องเก็บของที่สนามนั่น มันใกล้จะตายเต็มทีแล้วละ”
“อ้าว มันเป็นอะไร ไปเหรอพี่”
“มันไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่แก่หง่อมเต็มที “
“ชีวิตก็อย่างนี้แหละพี่ ไม่ว่าจะคน หรือ สัตว์ ถึงเวลา ก็ไปเหมือนกันหมด ไม่มีใครหนีพ้นความตาย ไปได้ ”
ได้แอลกอฮอล์ไปหน่อย จากที่ห่างวัดห่างวา ฉันก็เลยเริ่มประชิด ติดกับกำแพงวัดเข้าไปทุกที และมีแนวโน้มว่า ถ้าบทสนทนายืดยาวต่อไป บวกกับปริมาณไวน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆฉันอาจจะระเห็จไปนั่งที่หน้าพระประธาน ต่อศีลข้อที่ห้า
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานาเวระมณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ สาธุ!
ฉันกับพี่เรียม ยิ่งคุยก็ ยิ่งติดลม นี่ถ้าแฟนไม่มารับ หลังเลิกงาน ฉันกับพี่เรียม คงยืดยาวไม่จบสิ้น
“แล้วเจอกัน นะแนน ” พี่เรียมร้องบอกฉัน เมื่อเดินออกมาส่งที่หน้าประตู
“แนน ช่วยทำอะไรให้พี่อย่างหนึ่งได้ไหม” พี่เรียมโทร.มาหาฉันในบ่ายแก่ๆของวันนั้น เหลืออีกสองวันฉันจะบินกลับบ้าน เสียงของแกเศร้าๆอย่างไรชอบกล
“ได้ซิพี่ ” เพื่อนขอ ฉันไม่เคยขัด และตกปากรับคำ ทั้งที่ไม่รู้ว่าพี่เรียมขออะไร
“เราเก่ง ทางเรื่องขีดๆเขียนๆ พอจะเขียน คำไว้อาลัยให้พี่หน่อยได้ไหม “
คำไว้อาลัย ใจฉันหายวูบ นึกไปถึงแอนนา เพื่อนพี่เรียมที่ล้มศีรษะกระแทกห้องน้ำอาการโคม่า นึกถึงสามีคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่กันมาสี่สิบกว่าปี หากต้องสูญเสียภรรยาสุดที่รักไป คงอ้างว้าง โดดเดี่ยว
“จะดีเหรอพี่ หนูเขียนก็แต่เรื่องสั้น เรื่อยเปื่อย ยู’ละยี ( Eulogy) คำไว้อาลัย กลัวว่า เขียนออกมาแล้วจะไม่ดี พี่ก็รู้ ว่าหนูรู้เท่าที่รู้ ไม่ได้เก่งกาจอะไร”
“จะดีหรือไม่ดี ไม่เป็นไร ลงถ้าเราเขียนจากใจ จะสั้น จะยาว จะภาษาไทย อังกฤษ ได้ทั้งนั้น”
“เหอ” ฉันทำเสียงนั้นออกมา ติดใจ ไอ้คำว่า ภาษาไทยของพี่เรียม ถ้าฉันเขียน คำไว้อาลัยเป็นภาษาไทย แล้วแอนนาที่เป็นฝรั่ง จะเข้าใจข้อความที่ฉันเขียนเหรอ คิดแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ได้แต่เก็บไว้ในใจ พี่เรียมคงกำลังโศกเศร้า ก็เลยพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
“ไม่ต้องยาวนักหรอกแนน เอาไม่กี่บรรทัด แค่บอกว่า ขอให้เพื่อนไปสู่สุคติ ถ้าชาติหน้ามีจริง เราคงพบกัน ประมาณนี้ ”
“ได้พี่ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวหนูเขียนให้ ว่าแต่ พี่จะเอาเมื่อไหร่ “
“พรุ่งนี้เช้านะแนน ถ้าแนน ไม่ขัดข้อง พี่ไปรับเราที่โรงแรม แล้วเราค่อยไปสุสานด้วยกัน”
เหมียวๆ ….ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ( มิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อน )
เหมียวๆ ….ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ( มิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อน )
งานของหวานใจ ไม่ได้ประจำในออฟฟิศ แต่ต้องเดินทางไปโน้นไปนี่ อยู่ไม่ติดบ้าน แต่คราวนี้โชคดีหน่อย ตรงที่งานใหม่ของสุดที่รัก สำนักงานใหญ่อยู่ที่ เทนเนสซี (Tennessee) แทนที่จะเป็นต่างประเทศอย่างงานก่อน
พูดถึงเทนเนสซี ฉันเคยอยู่ที่นั่นหลายปี มีเพื่อนหลายคน พอแฟนไปทำงานที่นั่น ก็เข้าทางฉัน ขอให้เหงา หรือเบื่อขึ้นมา ฉันก็จะบินไปหาเขา งานนี้ยิงนกสองตัวด้วยกระสุนนัดเดียว ได้พบที่รัก ได้เสวนากับเพื่อนๆ โดยเฉพาะพี่เรียมเพื่อนรัก
พูดถึงพี่เรียม หลายคนต่างพากันแปลกใจ ว่าเราสองคนคบกันได้อย่างไร ในเมื่อจะว่าไป ฉันกับพี่เรียมต่างกันเสียเหลือเกิน
เริ่มต้นจากอายุอานามของพี่เรียม ที่มากพอจะเป็นป้า หรือน้าฉันได้สบายๆ จะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้กระมัง ที่ส่งผลกระทบมายังรสนิยมของเราสองคน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม เครื่องประดับ และสีที่โปรดปราน
พี่เรียมชอบสีฉูดฉาด เทคนิคคัลเลอร์ เสื้อสีแดง กางเกงสีฟ้า รองเท้า เหลือง กระเป๋า สีส้ม ดีว่ายังไม่มีดีไซเนอร์ คนไหนออกแบบเสื้อผ้า หรือ แอคเซสเซอร์รี่ ( accssories ) สีรุ้ง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ พี่เรียมคงเหมาหมด เพราะแกบอกกับฉันบ่อยๆ
“พี่ชอบรุ้งกินน้ำ มันน่ารักดี”
แต่ฉันกลับไม่ถูกโฉลกกับสีแจ๊ดๆอย่างพี่เรียม หากชอบสีทึมๆแนวเอิร์ธโทน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้า ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว เทา ดำ น้ำตาล หน้าตาก็จะแต่งออกมาแนวเดียวกัน
ตบแป้งนิดๆ เติมลิปมันหน่อยๆ ทำให้พี่เรียม ที่ทาเปลือกตาสีเขียวอมฟ้า สีฟ้าอมเขียว แก้มและปากแดงแจ๊ด พอเห็นใบหน้าจืดๆ เป็นไก่ต้มของฉัน อดไม่ไหว ถามขึ้นหลายครั้งหลายคราเมื่อเจอกัน
“แนน นี่เราแต่งหน้าแล้วเหรอเนี่ย “
“ แต่งแล้วพี่ แต่งแบบไม่ให้ใครเห็น”
“อ้าว ถ้าแต่งไม่ให้ใครเห็น แล้วจะแต่งให้เปลือง เครื่องสำอางค์ทำไม”
“อืม” ฉันพูดไม่ออก ทำเสียงนั้นออกมาพร้อมกับกรอกตา แอบเห็นด้วยกับพี่เรียมนิดๆ ถ้าแต่งไม่ให้เห็น สู้ไม่แต่งเสียเลยดีไหม
ความแตกต่างของเรา ไม่ได้หยุดแค่อายุอานาม รสนิยม กระทั่งสัตว์เลี้ยง เราสองคนเหมือนกันที่ไหน
พี่เรียม รักแมว เหมียวๆ
ส่วนฉัน ปลื้มน้องหมา โฮ่งๆ ( พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไม่รักแมวนะคะ รักเหมือนกัน แต่น้อยกว่าหมาหน่อย )
อ่านมาถึงตอนนี้ ฉันคิดว่าผู้อ่านหลายท่าน คงคันปาก ตะหงิดๆ อยากจะท้วงติงเป็นนักหนา จริงอยู่ คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ถึงจะคบกันได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็ควรมีอะไรที่คล้ายกันบ้าง เพราะถ้าต่างกันสุดขั้ว แล้วจะสื่อสารกันได้อย่างไร
คนเขียนไม่ค้านไม่ขัด กำลังจะเฉลยให้ฟังอยู่นี่แหละค่ะ ถึงเราจะต่างกันมาก แต่ความคล้ายคลึงของสองเรา ก็มีอยู่ไม่น้อย
และนี่คือความเหมือนระหว่างฉัน กับ พี่เรียม…..
เราสองคน เห็นใครตกทุกข์ได้ยากไม่ได้ พลอยเป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับเขา
เรามีเสียงเพลงในหัวใจ
ชอบดูหนัง และโปรดปรานพระเอกแนว เซอร์ๆ ผมกระเซิงๆ เซ็กซี่ เถื่อน ดิบ เห็นแล้วน้ำลายหก จนต้องวิ่งหาภาชนะมารองรับ ( ถ้าเวอร์ไป ขออภัยด้วยนะคะ อยากให้หัวเราะกัน )
ส่วนข้อสุดท้าย ….
เราเป็นนักดื่มสมัครเล่น ขอให้พบกันครั้งใด เป็นต้องดื่มเชื่อมความสามัคคี แต่ไม่ว่าเราจะดื่มครั้งไหน ที่ใด เราไม่เคยเสียกิริยา เหมือนกับใครหลายๆคน ที่พอมึน พอเมา ก็เอะอะหาเรื่อง ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรามีสโลแกนเดียวกัน
ถ้าดื่ม แล้วมีเรื่อง อย่าดื่มซะดีกว่า เพราะชีวิตเรานั้นมีค่า สู้เอาเวลาที่ถกเถียงกันนั้น มาพูดคุยกันยังจะเข้าท่า โสภากว่าเป็นไหนๆ
จะว่าเราสองคนเป็นคนมองโลกสวยก็ไม่ผิด บอกตามตรง เราไม่ชอบมีเรื่องมีราว หรือ ว่าร้ายใคร เพราะนอกจากสโลแกน “กินเหล้าแบบรักสงบ ”
เรายังมีคติประจำใจ ที่ใหญ่ยิ่ง ทำให้คนยิ้ม ดีกว่าทำให้คนร้องไห้ เหยียบย่ำ ทับถมคนอื่น ทำให้เขาเป็นทุกข์ เป็นสิ่งที่สุภาพชนไม่พึงกระทำ
ครั้งสุดท้ายเมื่อฉันบินไปหาแฟน ก็พบพี่เรียมเพื่อนรัก เพราะฉันไม่ได้เอารถไปด้วย พี่เรียม เลยแวะเวียนมารับฉันที่โรงแรมที่ฉันพัก แล้วพาไปกินข้าวกลางวัน ไม่ก็จิบกาแฟยามบ่ายแกล้มคุกกี้ ที่ร้านกาแฟใกล้ๆห้างสรรพสินค้าแถวนั้น จากนั้นเราก็จะเดินเล่นดูของที่ห้าง ก่อนจะไปจบที่บ้านของแก
เราเสวนากัน ในเรื่องสัพเพเหระ ซีเรียสบ้าง ไม่ซีเรียสบ้าง ไล่เรื่อยตั้งแต่ เรื่องการเมือง เรื่องของเรา ละคร หนัง เรื่องเมืองไทยบ้านเกิด เรื่องหมาเรื่องแมว ก่อนจะไปจบลงที่เรื่อง เกิดแก่ เจ็บตาย
“พักนี้ เพื่อนๆในสมาคมพี่ ไปกันทีละคน สองคน ”
“ไปไหนพี่ ? ” ฉันหลุดปากออกไปแล้ว ก็นึกได้ ก็เรากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ยังมีหน้าจะไปถาม นี่ถ้าฉันไม่ล่อไวน์ไปหลายแก้ว ก็คงไม่ถามโง่ๆอย่างนั้น
แต่พี่เรียมไม่ทำให้ฉันรู้สึกโง่ เพราะแกไม่ค้าน ไม่ติง คงยังพูดต่อไปเรื่อยๆ
“ไปบ้านเก่า นะจ้ะ “
พี่เรียมไม่จำเป็นต้อง ทรานสเลท หรือพูดซ้ำสอง ฉันก็ประจักษ์แจ้งแก่ใจ บ้านเก่า ที่พี่เรียมว่านั้น หมายถึงอะไร
“อาทิตย์ก่อน แมรี่ หัวหน้าสมาคมแม่บ้าน ที่พี่เป็นสมาชิกมานาน ตายด้วยโรคมะเร็ง ก่อนนั้นสองวัน ซูซานคนเวียดนามที่ไปไหนมาไหนด้วยกันกับพี่เสมอๆ อยู่ดีๆ ก็นอนตายไปเฉยๆ ”
“คนเราก็อย่างนี้แหละพี่ ถึงตัวเราเองก็เถอะ วันหนึ่งก็ต้องตายเหมือนกัน ” ฉันอ้างเอ่ยถึงสัจธรรม ให้ตายซิน่า
ถ้าฉันเป็นผู้ชาย ได้บวชเรียนแล้วละก็ ถ้าไม่ได้นักธรรมเอก นักธรรมโท ต้องได้ ชัวร์!
“ตอนนี้เพื่อนพี่อีกคน ที่ชื่อแอนนา ก็พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลมาได้สักพักแล้วละ “
“แกเป็นอะไรเหรอพี่ ”
“ หกล้มในห้องน้ำ หัวกระแทกพื้น ตอนนี้อาการโคม่า หมอว่า คงไม่รอด สงสารแต่แฟนแก อยู่กินกันมา สี่สิบกว่าปี ลูกเต้าไม่มี ถ้าเมียตายจะทำอย่างไร”
“อืม ” ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ทำเสียงนั้นออกมา ระหว่างนั้น เจ้าส้มตำ แมวพี่เรียมก็มาพันขาพันแข้ง หน้าตาของมันหล่อเหลาไม่เบา ฉันชอบสีเทาอ่อนแซมขาวของมัน เห็นแล้วทำให้ นึกถึงก้อนเมฆตอนที่ฝนใกล้จะตก
“แล้วนี่ คุณชาดำเย็นไปไหน ล่ะพี่ ” ฉันถาม กวาดตาไปรอบๆมองหาเจ้าชาดำเย็น แมวพี่เรียม แต่ละตัว ชื่อน่ากิน คงเพราะเจ้าของ ชอบอาหารการกิน ชื่อสัตว์เลี้ยง ก็เลยออกมาแบบนี้
“ชาดำเย็น นอนอยู่ในห้องเก็บของที่สนามนั่น มันใกล้จะตายเต็มทีแล้วละ”
“อ้าว มันเป็นอะไร ไปเหรอพี่”
“มันไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่แก่หง่อมเต็มที “
“ชีวิตก็อย่างนี้แหละพี่ ไม่ว่าจะคน หรือ สัตว์ ถึงเวลา ก็ไปเหมือนกันหมด ไม่มีใครหนีพ้นความตาย ไปได้ ”
ได้แอลกอฮอล์ไปหน่อย จากที่ห่างวัดห่างวา ฉันก็เลยเริ่มประชิด ติดกับกำแพงวัดเข้าไปทุกที และมีแนวโน้มว่า ถ้าบทสนทนายืดยาวต่อไป บวกกับปริมาณไวน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เผลอๆฉันอาจจะระเห็จไปนั่งที่หน้าพระประธาน ต่อศีลข้อที่ห้า
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานาเวระมณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ สาธุ!
ฉันกับพี่เรียม ยิ่งคุยก็ ยิ่งติดลม นี่ถ้าแฟนไม่มารับ หลังเลิกงาน ฉันกับพี่เรียม คงยืดยาวไม่จบสิ้น
“แล้วเจอกัน นะแนน ” พี่เรียมร้องบอกฉัน เมื่อเดินออกมาส่งที่หน้าประตู
“แนน ช่วยทำอะไรให้พี่อย่างหนึ่งได้ไหม” พี่เรียมโทร.มาหาฉันในบ่ายแก่ๆของวันนั้น เหลืออีกสองวันฉันจะบินกลับบ้าน เสียงของแกเศร้าๆอย่างไรชอบกล
“ได้ซิพี่ ” เพื่อนขอ ฉันไม่เคยขัด และตกปากรับคำ ทั้งที่ไม่รู้ว่าพี่เรียมขออะไร
“เราเก่ง ทางเรื่องขีดๆเขียนๆ พอจะเขียน คำไว้อาลัยให้พี่หน่อยได้ไหม “
คำไว้อาลัย ใจฉันหายวูบ นึกไปถึงแอนนา เพื่อนพี่เรียมที่ล้มศีรษะกระแทกห้องน้ำอาการโคม่า นึกถึงสามีคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่กันมาสี่สิบกว่าปี หากต้องสูญเสียภรรยาสุดที่รักไป คงอ้างว้าง โดดเดี่ยว
“จะดีเหรอพี่ หนูเขียนก็แต่เรื่องสั้น เรื่อยเปื่อย ยู’ละยี ( Eulogy) คำไว้อาลัย กลัวว่า เขียนออกมาแล้วจะไม่ดี พี่ก็รู้ ว่าหนูรู้เท่าที่รู้ ไม่ได้เก่งกาจอะไร”
“จะดีหรือไม่ดี ไม่เป็นไร ลงถ้าเราเขียนจากใจ จะสั้น จะยาว จะภาษาไทย อังกฤษ ได้ทั้งนั้น”
“เหอ” ฉันทำเสียงนั้นออกมา ติดใจ ไอ้คำว่า ภาษาไทยของพี่เรียม ถ้าฉันเขียน คำไว้อาลัยเป็นภาษาไทย แล้วแอนนาที่เป็นฝรั่ง จะเข้าใจข้อความที่ฉันเขียนเหรอ คิดแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ได้แต่เก็บไว้ในใจ พี่เรียมคงกำลังโศกเศร้า ก็เลยพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
“ไม่ต้องยาวนักหรอกแนน เอาไม่กี่บรรทัด แค่บอกว่า ขอให้เพื่อนไปสู่สุคติ ถ้าชาติหน้ามีจริง เราคงพบกัน ประมาณนี้ ”
“ได้พี่ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวหนูเขียนให้ ว่าแต่ พี่จะเอาเมื่อไหร่ “
“พรุ่งนี้เช้านะแนน ถ้าแนน ไม่ขัดข้อง พี่ไปรับเราที่โรงแรม แล้วเราค่อยไปสุสานด้วยกัน”