คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 18
ส่วนหนึ่งเพราะวัฒนธรรมจีนที่เราสืบทอดกันมานั้น เป็นวัฒนธรรมสำหรับสังคมเกษตร มันไม่สอดคล้องกับสังคมเมืองที่เร่งรีบของลูกหลานยุคใหม่ครับ แถมเทศกาลต่างๆจะจัดมาให้สอดคล้องกับฤดูกาลที่ประเทศจีน ไม่ใช่ฤดูกาลในประเทศไทยหน่ะครับ
- อย่างตรุษจีน เนื่องจากไม่ตรงกับวันหยุดราชการของไทย ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สะดวกที่จะลางานมาไหว้เจ้า หรือไปจัดหาซื้อของไหว้ ทำให้ความสำคัญตรงนี้ค่อยๆเลือนหายไป
- เทศกาลหง่วนเซียว อันนี้ก็บางทีก็ตรงกับวันมาฆบูชา บางปีก็มาก่อนมาหลังว่ากันไป (ส่วนใหญ่จะคลาดกันไม่เกิน 1 วัน) สมัยก่อนจะไหว้ทึ้งถะ หรือเจดีย์น้ำตาล แต่ตอนหลังครอบครัวหนึ่งคนน้อย ไหว้เจดีย์น้ำตาลไปจะเอาไปทำอะไรต่อก็คิดลำบาก สมัยก่อนบ้านหนึ่งมีลูกหลานเยอะ ไหว้ทึ้งถะเสร็จก็จัดการเอามาต้มขนม ถั่วเขียว ถั่วแดง ลูกเดือย ไม่ก็เก๊กฮวย จั๊บเลี๊ยง กระเจี๊ยบ กินกันในบ้าน สมัยนี้สังคมเมืองเร่งรีบ จะหาคนมาต้มของพวกนี้ยากเต็มที
อีกอย่างพอไปตรงกับมาฆบูชา ก็ไปวัดเวียนเทียนกัน หรือไม่ก็เป็นวันหยุดไปเที่ยวพักผ่อน ไม่มีใครว่างไปศาลเจ้า ซื้อของไหว้ทึ้งถะ
- เช็งเม้ง ตามปฏิทินจีนคือเดือน 2 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังดี หิมะพึ่งละลาย เป็นเวลาแห่งการไปเยี่ยมสุสานบรรพชนเพื่อทำความสะอาด หรือให้ลูกหลานได้มาพบปะเจอะเจอกันก่อนเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก
คนรุ่นเก่าที่ผูกพันธ์กับเมืองจีน (อพยพมา) ยังฝังร่างกันเยอะ แต่คนรุ่นถัดมาที่เกิดในไทยนิยมเผากันมากกว่า พอไม่มีฮวงซุ้ยบรรพบุรุษ ก็ไม่รู้จะไปเช็งเม้งปัดกวาดสุสานทำอะไร แถมมาเมืองไทย อยู่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน หน้าร้อนที่สุดแห่งปี กิจกรรมกลางแจ้งใครจะอยากไป?
- เทศกาลสารทเดือน 5 หรือเทศกาลไหว้บะจ่าง มักไปตกแถวๆเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ที่เมืองจีนเริ่มเป็นหน้าร้อน แต่บ้านเราร้อนตลอดศก แถมไม่ใช่วันหยุดราชการ ไม่มีงานละเล่นแข่งเรือแบบเมืองจีน (เพราะเป็นหน้าแล้ง บ้านเราแข่งเรือหน้าฝนนู่น)
บะจ่างหรือขนมจ่างเอง คนรุ่นใหม่ก็ทำกันไม่ค่อยเป็น เพราะการมัดที่ยุ่งยาก มัดไม่ดีต้มแล้วก็แตก (ขนาดพวกร้านขายบางทียังมัดไม่เป็น ต้องนึ่งข้าวเหนียวช่วยก่อน แล้วค่อยห่อ และไปนึ่งเอาแค่สุก)
สุดท้ายสารทเดือน 5 เลยกลายเป็นเทศกาลที่ซื้อบะจ่างมากินเอาอร่อยนั่นแลครับ
- เทศกาลเดือน 7 (คือวันที่ 14 เดือน 7) วันประตูผีเปิด บ้านเราไม่ตรงกับวันหยุดราชการ และไม่ค่อยมีใครจำปฏิทินจีนได้ ไม่มีใครว่างซื้อของมาไหว้ตามหน้าบ้าน แถมอยู่กลางหน้าฝน จะดูท้องฟ้าวันที่ดาวสาวทอผ้ากับคนเลี้ยงวัวมาเจอกัน ก็ไม่เห็นอีกเพราะฝนตกกระหน่ำ
- เทศกาลสารทจีน อารมณ์เดียวกับตรุษจีนครับ ไม่ตรงกับวันหยุดราชการ และบ้านเราก็เป็นหน้าฝน จะเดินทางออกไปซื้อหาของไหว้ก็ติดงานการสารพัด
- สารทตงชิว หรือวันไหว้พระจันทร์ ที่เมืองจีนที่มี 4 ฤดูกาล นี่คือการมาของฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส (เพราะจีนฝนตกหน้าร้อน) เทศกาลนี้จึงเป็นงานรื่นเริง ที่แต่ละบ้านที่มีลูกสาวจะแขวนโคมไฟ จัดโต๊ะไหว้พระจันทร์กัน หนุ่มสาวออกเดินถือโคมไฟ เล่นดอกไม้ไฟสนุกสนาน
แต่พอมาบ้านเรา มันเป็นกลางฤดูฝน (แถมมักจะเป็นช่วงที่ฝนชุกสุดของปีอีก) พระจันทร์ก็มองไม่ค่อยจะเห็นเพราะเจอเมฆบัง ฝนตก ไม่ตรงกับวันหยุดราชการ ใครจะออกมาเที่ยว?
แถมยุคหลัง แต่ละบ้านมีลูกสาวกันแค่ 1-2 คน ไม่มีพี่น้องมากมายเหมือนสมัยก่อนที่มาแข่งจัดโต๊ะไหว้ประชันกัน ให้หนุ่มๆเดินมาดู เพราะยุคนี้อยากเจอกันก็ใช้ line, facebook ฯลฯ เยอะแยะมากมาย
- เทศกาลฉงหยาง (สำหรับคนทางเหนือ) คนทางใต้ก็เทศกาลกินเจ อันนี้รุ่งเรือง เพราะการตลาดและค่านิยมด้านสุขภาพ
- สารทตังโจ่ย หรือสารทตังชิว เทศกาลฤดูหนาวไหว้ขนมบัวลอย ซึ่งที่เมืองจีนมักจะเป็นวันที่หนาวเย็น ทำขนมบัวลอยทานกันเพื่อความอบอุ่น งานการในไร่นาก็ไม่มีแล้ว ครอบครัวจึงอยู่ร่วมกันทำขนมบัวลอยเพื่อความกลมเกลียว
มาบ้านเรา ไม่ตรงวันหยุดราชการ อากาศร้อนตับแลบ (เพราะมันไม่เคยหนาว) บัวลอยจะปั้นเองทำไมเสียเวลาทำมาหากิน ซื้อเอาดีกว่า มันเลยเอวังครับ
- อย่างตรุษจีน เนื่องจากไม่ตรงกับวันหยุดราชการของไทย ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สะดวกที่จะลางานมาไหว้เจ้า หรือไปจัดหาซื้อของไหว้ ทำให้ความสำคัญตรงนี้ค่อยๆเลือนหายไป
- เทศกาลหง่วนเซียว อันนี้ก็บางทีก็ตรงกับวันมาฆบูชา บางปีก็มาก่อนมาหลังว่ากันไป (ส่วนใหญ่จะคลาดกันไม่เกิน 1 วัน) สมัยก่อนจะไหว้ทึ้งถะ หรือเจดีย์น้ำตาล แต่ตอนหลังครอบครัวหนึ่งคนน้อย ไหว้เจดีย์น้ำตาลไปจะเอาไปทำอะไรต่อก็คิดลำบาก สมัยก่อนบ้านหนึ่งมีลูกหลานเยอะ ไหว้ทึ้งถะเสร็จก็จัดการเอามาต้มขนม ถั่วเขียว ถั่วแดง ลูกเดือย ไม่ก็เก๊กฮวย จั๊บเลี๊ยง กระเจี๊ยบ กินกันในบ้าน สมัยนี้สังคมเมืองเร่งรีบ จะหาคนมาต้มของพวกนี้ยากเต็มที
อีกอย่างพอไปตรงกับมาฆบูชา ก็ไปวัดเวียนเทียนกัน หรือไม่ก็เป็นวันหยุดไปเที่ยวพักผ่อน ไม่มีใครว่างไปศาลเจ้า ซื้อของไหว้ทึ้งถะ
- เช็งเม้ง ตามปฏิทินจีนคือเดือน 2 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศกำลังดี หิมะพึ่งละลาย เป็นเวลาแห่งการไปเยี่ยมสุสานบรรพชนเพื่อทำความสะอาด หรือให้ลูกหลานได้มาพบปะเจอะเจอกันก่อนเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก
คนรุ่นเก่าที่ผูกพันธ์กับเมืองจีน (อพยพมา) ยังฝังร่างกันเยอะ แต่คนรุ่นถัดมาที่เกิดในไทยนิยมเผากันมากกว่า พอไม่มีฮวงซุ้ยบรรพบุรุษ ก็ไม่รู้จะไปเช็งเม้งปัดกวาดสุสานทำอะไร แถมมาเมืองไทย อยู่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน หน้าร้อนที่สุดแห่งปี กิจกรรมกลางแจ้งใครจะอยากไป?
- เทศกาลสารทเดือน 5 หรือเทศกาลไหว้บะจ่าง มักไปตกแถวๆเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน ที่เมืองจีนเริ่มเป็นหน้าร้อน แต่บ้านเราร้อนตลอดศก แถมไม่ใช่วันหยุดราชการ ไม่มีงานละเล่นแข่งเรือแบบเมืองจีน (เพราะเป็นหน้าแล้ง บ้านเราแข่งเรือหน้าฝนนู่น)
บะจ่างหรือขนมจ่างเอง คนรุ่นใหม่ก็ทำกันไม่ค่อยเป็น เพราะการมัดที่ยุ่งยาก มัดไม่ดีต้มแล้วก็แตก (ขนาดพวกร้านขายบางทียังมัดไม่เป็น ต้องนึ่งข้าวเหนียวช่วยก่อน แล้วค่อยห่อ และไปนึ่งเอาแค่สุก)
สุดท้ายสารทเดือน 5 เลยกลายเป็นเทศกาลที่ซื้อบะจ่างมากินเอาอร่อยนั่นแลครับ
- เทศกาลเดือน 7 (คือวันที่ 14 เดือน 7) วันประตูผีเปิด บ้านเราไม่ตรงกับวันหยุดราชการ และไม่ค่อยมีใครจำปฏิทินจีนได้ ไม่มีใครว่างซื้อของมาไหว้ตามหน้าบ้าน แถมอยู่กลางหน้าฝน จะดูท้องฟ้าวันที่ดาวสาวทอผ้ากับคนเลี้ยงวัวมาเจอกัน ก็ไม่เห็นอีกเพราะฝนตกกระหน่ำ
- เทศกาลสารทจีน อารมณ์เดียวกับตรุษจีนครับ ไม่ตรงกับวันหยุดราชการ และบ้านเราก็เป็นหน้าฝน จะเดินทางออกไปซื้อหาของไหว้ก็ติดงานการสารพัด
- สารทตงชิว หรือวันไหว้พระจันทร์ ที่เมืองจีนที่มี 4 ฤดูกาล นี่คือการมาของฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส (เพราะจีนฝนตกหน้าร้อน) เทศกาลนี้จึงเป็นงานรื่นเริง ที่แต่ละบ้านที่มีลูกสาวจะแขวนโคมไฟ จัดโต๊ะไหว้พระจันทร์กัน หนุ่มสาวออกเดินถือโคมไฟ เล่นดอกไม้ไฟสนุกสนาน
แต่พอมาบ้านเรา มันเป็นกลางฤดูฝน (แถมมักจะเป็นช่วงที่ฝนชุกสุดของปีอีก) พระจันทร์ก็มองไม่ค่อยจะเห็นเพราะเจอเมฆบัง ฝนตก ไม่ตรงกับวันหยุดราชการ ใครจะออกมาเที่ยว?
แถมยุคหลัง แต่ละบ้านมีลูกสาวกันแค่ 1-2 คน ไม่มีพี่น้องมากมายเหมือนสมัยก่อนที่มาแข่งจัดโต๊ะไหว้ประชันกัน ให้หนุ่มๆเดินมาดู เพราะยุคนี้อยากเจอกันก็ใช้ line, facebook ฯลฯ เยอะแยะมากมาย
- เทศกาลฉงหยาง (สำหรับคนทางเหนือ) คนทางใต้ก็เทศกาลกินเจ อันนี้รุ่งเรือง เพราะการตลาดและค่านิยมด้านสุขภาพ
- สารทตังโจ่ย หรือสารทตังชิว เทศกาลฤดูหนาวไหว้ขนมบัวลอย ซึ่งที่เมืองจีนมักจะเป็นวันที่หนาวเย็น ทำขนมบัวลอยทานกันเพื่อความอบอุ่น งานการในไร่นาก็ไม่มีแล้ว ครอบครัวจึงอยู่ร่วมกันทำขนมบัวลอยเพื่อความกลมเกลียว
มาบ้านเรา ไม่ตรงวันหยุดราชการ อากาศร้อนตับแลบ (เพราะมันไม่เคยหนาว) บัวลอยจะปั้นเองทำไมเสียเวลาทำมาหากิน ซื้อเอาดีกว่า มันเลยเอวังครับ
แสดงความคิดเห็น
ลูกหลานเชื้อสายจีนจะปล่อยให้ความเป็นจีนหายไปรึเปล่า
ผมคาดว่ากระทู้แบบนี้คงดราม่าแน่นอนเพราะเรื่องเชื้อชาติค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมยอมรับครับว่าจีนแท้คืออะไร ฮั่นแท้คืออะไร พันธุกรรม หรือ อาจมีคนไล่กลับประเทศจีน บลาๆๆ แต่ที่ผมต้องการสื่อคือประเทศไทยเราถึงไม่ค่อยยอมรับความแตกต่างเท่าไร ทุกคนต้องไทยหมดใครไม่ไทยคือไม่รักชาติ ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น ลูกหลานคนจีนทุกวันนี้แทบไม่เหลืออะไรพูดจีนไม่ได้ แซ่ตนเองก็ทิ้งหมด ทุกอย่างถูกกลืนเป็นคนไทยไปเกือบหมด พวกเราควรเริ่มต้นรักษาไว้ดีไหมครับ