เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นที่
มหาลัยของฉันมีงานวิจัยขนาดเล็กๆ หรือ ขอเรียกง่ายๆว่าโปรเจค แล้ว กลุ่มของฉันได้รับการคัดเลือกสำหรับงานพรีเซน ในกลุ่มมีสมาชิก 6 คน คือ ฉัน และ เพื่อนผัหญิง2คน กับ เพื่อนผัชายอีก3คน ทุกคนตั้งใจการทำโปรเจคนี้อย่างดี มีเพียง น.ส.P ที่ชอบผลักภาระงานให้คนอื่น แต่ทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็ช่วยๆกันไปงานจะได้เสร็จ วันหนึ่งมีการเปิดรับสมัครคัดเลือกเพื่อไปฝึกงานที่ต่างประเทศ แต่อาจารย์ได้ระบุว่า กลุ่มคนที่ต้องไปงานพรีเซน ไม่ควรมาสมัคร เพราะ ไม่สามารถเดินทางกลับจากการฝึกงานมาทัน น.ส.P มีความรู้สึกอยากไปฝึกงานต่างประเทศเป็นอย่างมาก จึงไปสมัครคัดเลือก ในระหว่างวันที่น.ส.P รอวันสอบคัดเลือกอยู่นั้น ได้ทราบว่ามีเพื่อนที่ชื่อน.ส.J สมัครด้วยเช่นกัน โดยส่วนตัวน.ส.P ไม่ชอบ น.ส.J เพราะเคยมีเรื่องกันมาก่อน เพื่อนสาวคนหนึ่งที่สนิทกับทั้ง2คน ได้พูดกับน.ส.P ว่า น.ส.J ควรจะได้เพราะเก่งกว่า เมื่อได้ยินดังนั้น น.ส.P จึงโกรธเป็นอย่างมาก และตั้งใจเตรียมสคริปสำหรับการสอบคัดเลือกเป็นอย่างดี โดยให้รุ่นพี่ที่เคยผ่านการสอบคัดเลือกมาก่อนเป็นคนคิดสคริปให้ น.ส.P ไปสอบคัดเลือกอย่างมั่นใจ และได้รับคัดเลือกไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ส่วนน.ส.J ได้เป็นตัวสำรอง น.ส.P ดีใจมากที่ตนชนะน.ส.Jและได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ จึงนำมาบอกกับ เพื่อนสนิทสาวที่อยู่ในกลุ่ม เพื่อนคนนั้นจึงถามว่า แล้วมันตรงกับงานพรีเซนโปรเจคไม่ใช่หรอ น.ส.P ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงอ้างกับเพื่อนว่าแค่ไปลองสอบเพื่อนวัดความสามารถตนเองเฉยๆ เพื่อนสนิทสาวจึงนำมาบอกฉัน ฉันก็คิดว่าน.ส.P คงจะเลือกการไปฝึกงานต่างประเทศมากกว่า ถึงฉันรู้จักน.ส.P ไม่นานมากนัก แต่ฉันเข้าใจนิสัยดี จึงนำมาปรึกษากับเพื่อนในกลุ่มทั้ง4คน ซึ่ง การไปฝึกงาน โดย ไม่ได้ร่วมงานและพรีเซน จึงไม่ควรรวมชื่อน.ส.P เพราะทุกคนเห็นว่าน.ส.P ก็ไม่ค่อยช่วยงานในกลุ่มอยู่แล้ว และ ยังจะมาไปในช่วงการพรีเซนอีก น.ส.P ได้ข่าวว่าคนในกลุ่มจะให้เอาชื่อออก ก็มาบอกเพื่อนในกลุ่มว่าจะเอาพ่อมาคุย ให้ตนยังมีชื่ออยู่ในกลุ่ม ในขณะที่ตนไปฝึกงานต่างประเทศ ( ขออธิบายว่า การพรีเซนโปรเจคนี้ ถ้าได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้ใบประกาศนียบัตร และสามารถ นำไปยื่นในการขอสมัครงานได้ และการไปฝึกงานก็จะได้ใบรับรองด้วยเช่นกัน ดังนั้น ประโยชน์2ต่อ)
เพื่อนในกลุ่มรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบในขณะที่ทุกคนทำงานหนัก แต่น.ส.P กลับไปฝึกงานอย่างสบายใจ และได้มีชื่อในใบประกาศโดยไม่ต้องทำสิ่งใด วันต่อมา น.ส.P ได้นัดพื่อนประชุมกัน น.ส.P แจ้งกับเพื่อนทุกคนว่า ตนเองไม่รู้ว่า วันฝึกงานต่างประเทศจะตรงกับวันพรีเซนโปรเจค และได้ร้องไห้บอกกับทุกคนว่า ไม่มีน้ำใจให้เพื่อนเลยหรอถึงจะตัดชื่อเราออก ทุกคนในกลุ่มอึ้ง และ ทึ่งกับการโกหกของน.ส.P แต่ไม่มีใครพูดอะไร จนฉันพูดว่า มันไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆนะ น.ส.P รีบบอกว่าจะช่วยงานอย่างอื่นก่อนไปทั้งหมดเอง ซึ่ง งานในขณะนั้น มีงานทำสไลค์พรีเซน และ งานทำอนิเมชันประกอบสไลค์ ซึ่งน.ส.P ใช้งานโปรแกรมการทำสไลค์ไม่เป็น เพราะ ให้คนอื่นทำมาตลอด ส่วนงานทำอนิเมชันยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะน.ส.P วาดรูปไม่เป็น ทุกคนเริ่มพูดว่าไม่โอเคเพราะอะไร น.ส.P จะถามคนที่มีปัญหาซ้ำๆว่า ด้วยคำถามเดิม จนกว่า คนนั้นจะตอบรับว่าไม่มีปัญหา จนทุกคนในกลุ่มเลิกพูด เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอีกต่อไป และ เพื่อนในกลุ่มเสนอให้คุยกับอาจารย์เพื่อตัดสิน น.ส.P รีบโพล่งออกมาว่า ได้ไปคุยกับอ. ไว้แล้ว และอ. ให้นัดเพื่อนในกลุ่มไปประชุม ไม่ทราบว่าน.ส.P พูดอย่างไรกับอ. อ.จึงพูดว่าเพื่อนทำงานอยู่ในกลุ่มมานาน จะเอาออกได้อย่างไร และบอกให้เพื่อนทำงานส่วนที่ทำได้ไปก่อน ยังบอกอีกว่าอ.ก็เห็นน.ส.P ตั้งใจทำงานดี ทุกคนจึงยอมรับกันอย่างเสียไม่ได้ อย่างที่กล่าวไปคือ น.ส.P ไม่สามารถช่วยงานในสิ่งต่างๆที่ต้องทำก่อนไปฝึกงานเลย อีกอย่างคือ สิ่งที่อ.บอกว่าน.ส.P ตั้งใจทำงานอย่างดี เพราะ ทุกครั้งที่ไปพบอ. น.ส.P เสนอตัวไปตลอด แต่พอเป็นงานที่ต้องลงมือทำ กับใช้เพื่อนสนิทสาวผู้แสนดี ทำตลอด วันต่อมา เนื่องจากการไปฝึกงานรับคนเพิ่มอีกหนึ่งคน น.ส.J จึงได้ไปพร้อมกับน.ส.P ( ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมหรืออะไร ) จนบัดนี้ น.ส.P ก็ยังคงพยายามพูดว่าตนเองไม่สบายใจจริงๆ และขอช่วยงานที่เหลือเอง จนฉันรู้สึกอึดอัดมากในพฤติกรรมลักษณะนี้ ซื่งไม่นึกมาก่อนว่าคนแบบนี้จะหน้าด้านอยู่ในสังคมโดยไม่รู้สึกอะไรได้เช่นนี้
พวกคุณเคยพบเจอบุคคลแบบนี้หรือไม่ (จนปัญญาจะจัดการจริงๆคะ ขอความเห็นเพื่อนๆหน่อยคะ)
มหาลัยของฉันมีงานวิจัยขนาดเล็กๆ หรือ ขอเรียกง่ายๆว่าโปรเจค แล้ว กลุ่มของฉันได้รับการคัดเลือกสำหรับงานพรีเซน ในกลุ่มมีสมาชิก 6 คน คือ ฉัน และ เพื่อนผัหญิง2คน กับ เพื่อนผัชายอีก3คน ทุกคนตั้งใจการทำโปรเจคนี้อย่างดี มีเพียง น.ส.P ที่ชอบผลักภาระงานให้คนอื่น แต่ทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเห็นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ก็ช่วยๆกันไปงานจะได้เสร็จ วันหนึ่งมีการเปิดรับสมัครคัดเลือกเพื่อไปฝึกงานที่ต่างประเทศ แต่อาจารย์ได้ระบุว่า กลุ่มคนที่ต้องไปงานพรีเซน ไม่ควรมาสมัคร เพราะ ไม่สามารถเดินทางกลับจากการฝึกงานมาทัน น.ส.P มีความรู้สึกอยากไปฝึกงานต่างประเทศเป็นอย่างมาก จึงไปสมัครคัดเลือก ในระหว่างวันที่น.ส.P รอวันสอบคัดเลือกอยู่นั้น ได้ทราบว่ามีเพื่อนที่ชื่อน.ส.J สมัครด้วยเช่นกัน โดยส่วนตัวน.ส.P ไม่ชอบ น.ส.J เพราะเคยมีเรื่องกันมาก่อน เพื่อนสาวคนหนึ่งที่สนิทกับทั้ง2คน ได้พูดกับน.ส.P ว่า น.ส.J ควรจะได้เพราะเก่งกว่า เมื่อได้ยินดังนั้น น.ส.P จึงโกรธเป็นอย่างมาก และตั้งใจเตรียมสคริปสำหรับการสอบคัดเลือกเป็นอย่างดี โดยให้รุ่นพี่ที่เคยผ่านการสอบคัดเลือกมาก่อนเป็นคนคิดสคริปให้ น.ส.P ไปสอบคัดเลือกอย่างมั่นใจ และได้รับคัดเลือกไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ส่วนน.ส.J ได้เป็นตัวสำรอง น.ส.P ดีใจมากที่ตนชนะน.ส.Jและได้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศ จึงนำมาบอกกับ เพื่อนสนิทสาวที่อยู่ในกลุ่ม เพื่อนคนนั้นจึงถามว่า แล้วมันตรงกับงานพรีเซนโปรเจคไม่ใช่หรอ น.ส.P ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงอ้างกับเพื่อนว่าแค่ไปลองสอบเพื่อนวัดความสามารถตนเองเฉยๆ เพื่อนสนิทสาวจึงนำมาบอกฉัน ฉันก็คิดว่าน.ส.P คงจะเลือกการไปฝึกงานต่างประเทศมากกว่า ถึงฉันรู้จักน.ส.P ไม่นานมากนัก แต่ฉันเข้าใจนิสัยดี จึงนำมาปรึกษากับเพื่อนในกลุ่มทั้ง4คน ซึ่ง การไปฝึกงาน โดย ไม่ได้ร่วมงานและพรีเซน จึงไม่ควรรวมชื่อน.ส.P เพราะทุกคนเห็นว่าน.ส.P ก็ไม่ค่อยช่วยงานในกลุ่มอยู่แล้ว และ ยังจะมาไปในช่วงการพรีเซนอีก น.ส.P ได้ข่าวว่าคนในกลุ่มจะให้เอาชื่อออก ก็มาบอกเพื่อนในกลุ่มว่าจะเอาพ่อมาคุย ให้ตนยังมีชื่ออยู่ในกลุ่ม ในขณะที่ตนไปฝึกงานต่างประเทศ ( ขออธิบายว่า การพรีเซนโปรเจคนี้ ถ้าได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้ใบประกาศนียบัตร และสามารถ นำไปยื่นในการขอสมัครงานได้ และการไปฝึกงานก็จะได้ใบรับรองด้วยเช่นกัน ดังนั้น ประโยชน์2ต่อ)
เพื่อนในกลุ่มรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบในขณะที่ทุกคนทำงานหนัก แต่น.ส.P กลับไปฝึกงานอย่างสบายใจ และได้มีชื่อในใบประกาศโดยไม่ต้องทำสิ่งใด วันต่อมา น.ส.P ได้นัดพื่อนประชุมกัน น.ส.P แจ้งกับเพื่อนทุกคนว่า ตนเองไม่รู้ว่า วันฝึกงานต่างประเทศจะตรงกับวันพรีเซนโปรเจค และได้ร้องไห้บอกกับทุกคนว่า ไม่มีน้ำใจให้เพื่อนเลยหรอถึงจะตัดชื่อเราออก ทุกคนในกลุ่มอึ้ง และ ทึ่งกับการโกหกของน.ส.P แต่ไม่มีใครพูดอะไร จนฉันพูดว่า มันไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆนะ น.ส.P รีบบอกว่าจะช่วยงานอย่างอื่นก่อนไปทั้งหมดเอง ซึ่ง งานในขณะนั้น มีงานทำสไลค์พรีเซน และ งานทำอนิเมชันประกอบสไลค์ ซึ่งน.ส.P ใช้งานโปรแกรมการทำสไลค์ไม่เป็น เพราะ ให้คนอื่นทำมาตลอด ส่วนงานทำอนิเมชันยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะน.ส.P วาดรูปไม่เป็น ทุกคนเริ่มพูดว่าไม่โอเคเพราะอะไร น.ส.P จะถามคนที่มีปัญหาซ้ำๆว่า ด้วยคำถามเดิม จนกว่า คนนั้นจะตอบรับว่าไม่มีปัญหา จนทุกคนในกลุ่มเลิกพูด เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอีกต่อไป และ เพื่อนในกลุ่มเสนอให้คุยกับอาจารย์เพื่อตัดสิน น.ส.P รีบโพล่งออกมาว่า ได้ไปคุยกับอ. ไว้แล้ว และอ. ให้นัดเพื่อนในกลุ่มไปประชุม ไม่ทราบว่าน.ส.P พูดอย่างไรกับอ. อ.จึงพูดว่าเพื่อนทำงานอยู่ในกลุ่มมานาน จะเอาออกได้อย่างไร และบอกให้เพื่อนทำงานส่วนที่ทำได้ไปก่อน ยังบอกอีกว่าอ.ก็เห็นน.ส.P ตั้งใจทำงานดี ทุกคนจึงยอมรับกันอย่างเสียไม่ได้ อย่างที่กล่าวไปคือ น.ส.P ไม่สามารถช่วยงานในสิ่งต่างๆที่ต้องทำก่อนไปฝึกงานเลย อีกอย่างคือ สิ่งที่อ.บอกว่าน.ส.P ตั้งใจทำงานอย่างดี เพราะ ทุกครั้งที่ไปพบอ. น.ส.P เสนอตัวไปตลอด แต่พอเป็นงานที่ต้องลงมือทำ กับใช้เพื่อนสนิทสาวผู้แสนดี ทำตลอด วันต่อมา เนื่องจากการไปฝึกงานรับคนเพิ่มอีกหนึ่งคน น.ส.J จึงได้ไปพร้อมกับน.ส.P ( ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมหรืออะไร ) จนบัดนี้ น.ส.P ก็ยังคงพยายามพูดว่าตนเองไม่สบายใจจริงๆ และขอช่วยงานที่เหลือเอง จนฉันรู้สึกอึดอัดมากในพฤติกรรมลักษณะนี้ ซื่งไม่นึกมาก่อนว่าคนแบบนี้จะหน้าด้านอยู่ในสังคมโดยไม่รู้สึกอะไรได้เช่นนี้