พระเข้าไปยุ่งการเมืองมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยอาศัย "สถาบัน".....หลังจากพระเทวทัตยื่นโนติ๊สให้พระพุทธเจ้าเพื่อ "ปฏิรูป" วงการพระสงฆ์ในขณะนั้นไม่สำเร็จ (เช่นว่าให้พระอยู่ป่าเพียงอย่างเดียว ) ท่าน(พระเทวทัต)ก็หันไปยึดเอาสถาบันอิงแอบพระเจ้าอาชาตศัตรูเป็นฐานกำลัง ยุยงจนพระเจ้าอาชาตศัตรูทำปิตฆาตคือฆ่าพระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดา
อีกทางหนึ่ง "สถาบัน" ก็ได้ใช้ศาสนาเป็นทั้งฐานกำลังและเป็นที่หลบภัยมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ เช่น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระณเรศ พระเจ้าทรงธรรม ฯลฯ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ "การเมือง" เข้าไปก้าวก่ายกิจกรรมสงฆ์อย่างเห็นได้ชัด มีการสั่งลงโทษพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เคยอยู่ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าตากสินหลังพระเจ้าตากหมดอำนาจ การเมืองฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์เข้มข้นจนมาถึงรัชสมัยของรัชกาลที่สี่ที่มีการแบ่งแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน "ธรรมยุติ" vs "มหานิกาย" ....รวมไปถึงสถานะของวัด "พระอารามหลวงหรือวัดหลวง" vs " วัดราษฏร์" ธรรมยุตินิกายจึงกลายเป็นสัญญลักษณ์ของราชสำนักเพราะถูกสถาปนาโดยวชิรญาณภิกษุ จึงไม่แปลก....ตำแหน่ง "สังฆราชา" เป็นโควต้าของพระฝ่ายธรรมยุติทั้งหมด
เหตุการณ์การแต่งตั้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ)อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุช่วงปี 2529(ถ้าจำไม่ผิด)ไว้แค่ "ปฏิบัติการแทนสังฆราช" หลังจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสกลมหาสังฆปรินายก(วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ สิ้นพระชนม์เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี ทั้งๆ ที่สมเด็จพุฒาจารย์ในตอนนั้นอาวุโสสูงสุด ทั้งคุณวุฒิและพรรษา หากแต่ติดอยู่เพียงสองประการคือ
เป็นพระฝ่ายมหานิกายหนึ่ง และเป็นพระจากภาคอีสานหนึ่ง วงการพระสงฆ์ตอนนั้นต่างก็รู้ดีว่าทางราชสำนักหมายตาไว้ที่สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ แต่ครั้นจะตั้งสมเด็จพระญาณสังวรข้ามสมเด็จพระพุฒาจารย์ไปก็เกรงจะโดนครหาจากเหล่าเจ้าคณะจังหวัดโดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เพราะถ้าจะเทียบความอาวุโสแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ครองตำแหน่งพระราชาคณะชั้นหิรัญบัติ(รองสมเด็จ)มาเป็นเวลานาน ในขณะที่สมเด็จพระญาณสังวรตอนนั้นพึ่งจะขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เปรียบเทียบทางโลกก็คือ คนหนึ่งครองตำแหน่ง "พลโท" ในขณะที่อีกคนพึ่งจะขึ้นเป็น "ร้อยตรี" สมเด็จพระพุฒาจารย์รักษาการสังฆราชอยู่ได้สองปีกว่าๆ ท่านก็ละสังขาร (ปล่อยให้ตำแหน่งว่างถึงสองปีโดยไม่มีการแต่งตั้ง) จากนั้นการก้าวขึ้นตำแหน่งสังฆราชของสมเด็จพระญาณสังวรภายใต้แบ็คอัพที่ใครยากจะปฏิเสธก็ฉลุย
ปัจจุบันนี้ หลังจากสมเด็จพระญารสังวรละสังขารไปแล้ว ตำแหน่งสังฆราชก็ว่างลง....และเผอิญว่า สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดในตอนนี้เป็นพระฝ่ายมหานิกายคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์วัดปากน้ำ และเผอิญลึกไปกว่านั้น....สมเด็จวัดปากน้ำก็ถือว่าเป็นพี่ใหญ่วัดธรรมกาย ธรรมกายก็เกี่ยวโยงถึงทักษิณ สังเกตุว่าตำแหน่งสังฆราชยังไม่มีการแต่งตั้ง......และสังเกตุลงไปเป็นชั้นๆ ต่อไปว่า
1. มหาเถระสมาคมที่มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นประธานไม่กล้าออกมาเล่นงานโล้นพุทธอิสระอย่างเต็มที่
2. โล้นพุทธอิสระก็นกรู้ รู้ว่าเถระสมาคมไม่กล้าเล่นงานตนด้วยว่าสมเด็จวัดปากน้ำเองคงโดนศอกกลับเรื่องวัดธรรมกาย
3. ฝ่ายราชสำนักเองก็ยังไม่เร่งรีบที่จะประกาศแต่งตั้งสังฆราช
สรุป ที่โล้นพุทธอิสระมันกล้ากำแหง จองหองและพองขนในสังคมได้ก็ด้วยเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา เมื่อใดที่ความสัมพันธ์โยงใยที่กล่าวไว้ขาดหรือคลอนแคลนลงไป โล้นพุทธอิสระ.....ก็หมาข้างถนนดีๆ นี่เอง ใครจะกราบไอ้หมอนี่ก็กราบไป....สำหรับผมไปกราบพี่เณรน้อยที่วัดในชนบทยังจะได้อานิสงส์กว่าหลายเท่า
พระ/การเมือง/สถาบัน.......ความเกี่ยวเนื่องที่บางท่านมองไม่เห็น
อีกทางหนึ่ง "สถาบัน" ก็ได้ใช้ศาสนาเป็นทั้งฐานกำลังและเป็นที่หลบภัยมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ เช่น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระณเรศ พระเจ้าทรงธรรม ฯลฯ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ "การเมือง" เข้าไปก้าวก่ายกิจกรรมสงฆ์อย่างเห็นได้ชัด มีการสั่งลงโทษพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เคยอยู่ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าตากสินหลังพระเจ้าตากหมดอำนาจ การเมืองฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์เข้มข้นจนมาถึงรัชสมัยของรัชกาลที่สี่ที่มีการแบ่งแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน "ธรรมยุติ" vs "มหานิกาย" ....รวมไปถึงสถานะของวัด "พระอารามหลวงหรือวัดหลวง" vs " วัดราษฏร์" ธรรมยุตินิกายจึงกลายเป็นสัญญลักษณ์ของราชสำนักเพราะถูกสถาปนาโดยวชิรญาณภิกษุ จึงไม่แปลก....ตำแหน่ง "สังฆราชา" เป็นโควต้าของพระฝ่ายธรรมยุติทั้งหมด
เหตุการณ์การแต่งตั้ง สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสโภ)อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุช่วงปี 2529(ถ้าจำไม่ผิด)ไว้แค่ "ปฏิบัติการแทนสังฆราช" หลังจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสกลมหาสังฆปรินายก(วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ สิ้นพระชนม์เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดี ทั้งๆ ที่สมเด็จพุฒาจารย์ในตอนนั้นอาวุโสสูงสุด ทั้งคุณวุฒิและพรรษา หากแต่ติดอยู่เพียงสองประการคือ เป็นพระฝ่ายมหานิกายหนึ่ง และเป็นพระจากภาคอีสานหนึ่ง วงการพระสงฆ์ตอนนั้นต่างก็รู้ดีว่าทางราชสำนักหมายตาไว้ที่สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศ แต่ครั้นจะตั้งสมเด็จพระญาณสังวรข้ามสมเด็จพระพุฒาจารย์ไปก็เกรงจะโดนครหาจากเหล่าเจ้าคณะจังหวัดโดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน เพราะถ้าจะเทียบความอาวุโสแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ครองตำแหน่งพระราชาคณะชั้นหิรัญบัติ(รองสมเด็จ)มาเป็นเวลานาน ในขณะที่สมเด็จพระญาณสังวรตอนนั้นพึ่งจะขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เปรียบเทียบทางโลกก็คือ คนหนึ่งครองตำแหน่ง "พลโท" ในขณะที่อีกคนพึ่งจะขึ้นเป็น "ร้อยตรี" สมเด็จพระพุฒาจารย์รักษาการสังฆราชอยู่ได้สองปีกว่าๆ ท่านก็ละสังขาร (ปล่อยให้ตำแหน่งว่างถึงสองปีโดยไม่มีการแต่งตั้ง) จากนั้นการก้าวขึ้นตำแหน่งสังฆราชของสมเด็จพระญาณสังวรภายใต้แบ็คอัพที่ใครยากจะปฏิเสธก็ฉลุย
ปัจจุบันนี้ หลังจากสมเด็จพระญารสังวรละสังขารไปแล้ว ตำแหน่งสังฆราชก็ว่างลง....และเผอิญว่า สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดในตอนนี้เป็นพระฝ่ายมหานิกายคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์วัดปากน้ำ และเผอิญลึกไปกว่านั้น....สมเด็จวัดปากน้ำก็ถือว่าเป็นพี่ใหญ่วัดธรรมกาย ธรรมกายก็เกี่ยวโยงถึงทักษิณ สังเกตุว่าตำแหน่งสังฆราชยังไม่มีการแต่งตั้ง......และสังเกตุลงไปเป็นชั้นๆ ต่อไปว่า
1. มหาเถระสมาคมที่มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นประธานไม่กล้าออกมาเล่นงานโล้นพุทธอิสระอย่างเต็มที่
2. โล้นพุทธอิสระก็นกรู้ รู้ว่าเถระสมาคมไม่กล้าเล่นงานตนด้วยว่าสมเด็จวัดปากน้ำเองคงโดนศอกกลับเรื่องวัดธรรมกาย
3. ฝ่ายราชสำนักเองก็ยังไม่เร่งรีบที่จะประกาศแต่งตั้งสังฆราช
สรุป ที่โล้นพุทธอิสระมันกล้ากำแหง จองหองและพองขนในสังคมได้ก็ด้วยเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา เมื่อใดที่ความสัมพันธ์โยงใยที่กล่าวไว้ขาดหรือคลอนแคลนลงไป โล้นพุทธอิสระ.....ก็หมาข้างถนนดีๆ นี่เอง ใครจะกราบไอ้หมอนี่ก็กราบไป....สำหรับผมไปกราบพี่เณรน้อยที่วัดในชนบทยังจะได้อานิสงส์กว่าหลายเท่า