จากตอนแรก ที่ผมได้บันทึกไว้ว่า ในช่วงที่เกิดความทรมานในใจ ผมใช้วิชาอะไรสู้กับความทรมานนั้นจนตัวเองสบายดี ณ ตอนนี้ ผมจะขอย้อนบันทึกไปในช่วงเวลาที่ผมมีจิตใจตกลงมากกว่านั้น และจะเป็นการแสดงผลที่ชัดเจนกว่า เพราะเป็นการเปรียบเทียบผลปีต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน และเป็นช่วงเวลาที่ทรมานใจมากกว่า หากเป็นคนที่อ่อนไหว ผมคิดว่าคนที่พบกับความรู้สึกแบบนี้ คงผูกคอตายไปนานแล้ว ผมหายดีจากอาการซึมเศร้าและทรมานได้โดยไม่ต้องใช้ยา และตอนนี้ผมมองเห็นตัวเองว่า สติปัญญาของผมเหนือกว่าความโง่เขลาของปีก่อนหน้าอย่างมากมาย ผมอดไม่ได้ที่จะนำบันทึกมาลงไว้ เพราะหากมีผู้ที่พบเจอปัญหาเดียวกัน จะได้ทราบแนวทางที่จะกลับมามีความสุขที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร
ข้อความบันทึกเหล่านี้ ไม่ใช่การสอน แต่เป็น Guide line ที่ผมมั่นใจว่า จะช่วยใครหลาย ๆ คนได้ครับ
จากกระทู้ก่อน
http://pantip.com/topic/31708970
27 กุมภาพันธ์ 2557
"จำได้ว่าช่วงเวลานี้ ของปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่แสนจะทรมาน เพราะทุก ๆ วันที่เราตื่นลืมตามาโดยที่รู้ตัวว่าไม่มีอลิสอยู่ ไม่มีอลิสโทรหา โลกมันเหมือนร้าง
ใจมันหาย มันเศร้า มันเหมือนคนที่พร้อมจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา ใจเฝ้าถามแต่ว่า อลิสอยู่ไหน ทำไมอลิสจากเราไป มองท้องฟ้า มองก้อนเมฆ ฟังเพลง ลมพัด แดดอ่อน ฝนตก ทุกที่ ทุกแห่ง มีแต่คำว่าอลิส อลิสจ๋า อลิสอยู่ไหน อยากกลับมาเจอกับอลิสอีก
เมื่อคิดถึงอลิส ได้รู้แต่ว่ามีความสุขเหลือเกิน ถ้าได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามความคิดเลย อลิสไม่เห็นความหมายของทุกอย่างที่เราทำให้ สาวน้อย เจ้าหญิง ลูกครึ่ง ที่ช่างเห็นแก่ตัว ใจร้าย และอำมหิต
ใจก็ตำหนิอลิสไป แต่มันก็กลับวกมาที่ความหวังที่อยู่ที่ปลายขอบฟ้า ว่าวันหนึ่ง อลิสจะกลับคืนมา
บอกตามตรงว่าเกลียดที่สุด ที่เมื่อมองดอกไม้ ทุ่งหญ้า น้ำตก ฟ้าใส ๆ แล้วรู้สึกว่าคงจะมีความสุขถ้าเวลานี้มีอลิสอยู่เคียงข้าง น้ำตาจะไหลออกมา เราไม่ไหวแล้ว
เราเคยเลือกที่จะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปโดยปราศจากอลิส แต่บางอย่างในใจเรากลับบอกว่า ถ้าเธอเดินหน้าต่อไป เธอจะมีความหวังอยู่สองอย่าง ข้อแรก มีโอกาสที่อลิสจะกลับมา ถ้าเธอมีความดีมากพอที่คู่ควร และเธอจะได้แก้ไขอลิสด้วย และสอง ความทรมานนี้ มันเกิดที่จิตของเธอ ถ้าเธอมั่นใจพระพุทธองค์ ถ้าเธอมั่นใจว่าเธอจะเจาะแกนกลางของความรู้สึกนี้แล้วทำลายมันได้ เธอทำมันซะ
สิบเก้ากุมภาพันธ์ปี 2556 ฉันจากกับอลิสไป เพราะฉันรู้ล่วงหน้าว่าอลิสจะทำบางอย่าง จึงได้ส่งคำทำนายให้อลิส อลิสได้อ่านคำทำนายสามข้อนั้นแล้วโกรธฉันมาก เค้าคิดว่าจะไม่มีวันเกิดเรื่องแบบนั้น แต่ในที่สุด อลิสก็ขอโทษฉัน และกลับมาดีกัน ... แต่แน่นอน เราห่างกันอีกเป็นครั้งที่สาม
จนถึงวันนี้ นับเวลาแห่งความทรมานที่เบาลงได้หนึ่งปีกว่า ฉันย้อนกลับไปมองตัวเองในช่วงเวลานั้นว่าสู้อย่างไร และนี่คือสิ่งที่ฉันจะบันทึกให้ใครก็ตาม ที่เป็นแบบฉัน ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจ ที่นอนร้องไห้ ที่ไม่นอนดึกดื่นเพราะคิดถึงใครบางคนแล้วมันเป็นไปไม่ได้
"ที่เกือบต้องตายเพราะความโหยหาใครบางคน"
ให้เค้ากลับมาสู้ และยืนหยัดได้ ..อ้อ และที่สำคัญ ฉันจะทำให้เมื่อเวลาผ่านไป แล้วเค้ามองย้อนมาดูตัวเอง เค้าจะยิ้มมุมปากและอุทานเบา ๆ ว่า "หึหึ" ได้
กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว หลังจากที่อลิสจากไปเป็นครั้งที่สอง ฉันแทบเป็นคนบ้า แทบทำงานไม่ได้ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์แต่ใจก็คิดถึงแต่เรื่องเดิม ๆ สิ่งดี ๆ ที่เคยได้รับ ที่วันนี้มันไม่มี เมื่อคิดแล้ว ใจก็หวิว ก็ทรมาน
แต่ฉันไม่ได้โง่ ฉันรู้ว่าทั้งสุขและทุกข์ ต่างมีที่มา เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราไม่ตรวจดูให้เรียบร้อยถึงปลายสุดของสิ่ง ๆ หนึ่ง ใจเราจะต่อสภาพของสิ่ง ๆ นั้นเป็นสภาพถาวร และจะดันใจของตนเองให้อยู่ในสภาพนั้น ซึ่งก่อให้เกิดการเสียดสี กับความจริงในที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราไม่ได้มองว่าคนเราต้องตาย หรือไม่ได้คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะตาย กลายเป็นศพ คนคนนั้นก็จะใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง ใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวันตาย กอบโกยเอาทุกอย่าง โกงทุกอย่าง ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด โดยที่ลืมไปว่าไม่ว่าจะทำอะไร ก็ไม่มีทางรอด เพราะความตายดักรอทุกคนตรงหน้า จึงทำให้ใช้ชีวิตขาดความพอดี เพราะมองชีวิตของตนว่าเป็นถาวรไป
หรือ เมื่อเราไม่ได้มองความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่ง เราจะคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราพบเจอ จะปรากฎอย่างนั้นเป็นประจำ การไม่ได้มองว่าทุกสิ่งเป็นของชั่วคราว ทำให้ใจเราตั้งแง่มุมในทางตรงกันข้ามว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งถาวร และเมื่อตั้งไว้ว่าเป็นถาวร จะเกิดอะไรขึ้น ตอบได้ไม่ยากเลยว่าจะเกิดความยึดติด เมื่อเกิดความยึดติด และสิ่งนั้นแปรเปลี่ยน ใจก็จะหาที่ยึดไม่ได้ เมื่อใจหาที่ยึดไม่ได้ แน่นอน มันจะร่วงลงมาพังทลาย ถามว่าเวลาที่มันร่วงลงมาแล้วพังทลายเป็นยังไง ..ก็เป็นการที่ฉันทรมานจนไม่อยากตื่นลืมตาขึ้นมาไง
มันทรมานนะ คนที่หลับสบาย ๆ แต่พอตื่นขึ้นมาได้สักห้านาทีแรกแล้วนึกออกว่าเมื่อคืนร้องไห้หลับไปเรื่องอะไร แล้วทำให้เช้าวันนั้นกลายเป็นเช้าที่เศร้าต่ออีก
ฉันเริ่มจับกรรมฐาน มองสิ่งที่เกิดขึ้น ใจมันหวิวแรงมาก แรงมาก และแรงมาก เอาเถอะ ไม่ว่าจะมาแรงแค่ไหนฉันจะต้องไม่ให้มันแรงไปกว่าสติ มาสิ ฉันจะกัดฟันไว้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อมีอกุศลเกิดขึ้นในใจแล้ว แต่หากพิจารณาก็แล้ว ข่มจิตก็แล้ว ยังไม่หายล่ะก็ ให้ใช้กรามบนข่มกรามล่างไว้ กดให้แรง ข่มไว้จนกว่าความคิดนั้นจะสลายตัวไป ครู่สั้น ๆ นับหนึ่งถึงสิบ มันหายไปได้จริง ๆ
แต่แน่นอนว่ามันกลับมา แต่อย่างน้อยนี่เป็นขั้นแรกที่จะไล่มันในช่วงเวลาที่มันยังไม่หายจากไป
ฉันเริ่มใช้กรรมฐานข้อที่หนักที่สุด ในบรรดาสติปัฏฐานทั้งสี่ข้อ ฉันไม่ถนัดดูร่างกายว่าเป็นของสกปรกหรืออาการสามสิบสอง ฉันไม่ถนัดดูเวทนา คือ ความรู้สึก ฉันไม่ถนัดดูจิต แต่ฉันถนัดดูธรรม พระพุทธองค์ท่านต้องทรงทราบอย่างไม่ต้องสงสัยว่าคนเรามีจริตต่างกัน จึงทรงประธานสติปัฏฐานให้สี่อย่าง ตามความเหมาะสมของจิตแต่ละคน
ในข้อที่สี่ คือ ข้อธรรม พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดโดยตรงในอริยสัจเหล่านี้ คือ
ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,
ชราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,
มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัส สุปายาสาปิ ทุกขา,
แทุกข์ม้ความโศกความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ, ความคับแค้นใจก็เป็น,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,
ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
มีความปรารถนาสิ่งใด,ไม่ได้สิ่งนั้นนั้นก็เป็นทุกข์
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา,
ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์,
ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะต้องพยายามทำอะไร พิจารณาอะไรที่ยาวยืด ทั้งที่อลิสยังอยู่ในใจ ความเศร้ายังอยู่ในใจ แต่ฉันต้องมารบกับใจตัวเองและนั่งสอนใจตัวเองทุก ๆ ข้อในสิ่งเหล่านี้เลยเหรอ
ฉันถามตัวเองว่า เธออยากจะตาย หรือเธออยากจะอยู่ ?
ฉันถามตัวเองว่า เธออยากเห็นตัวเองในปีหน้า เวลานี้เป็นอย่างไร ?
ฉันตอบตัวเองได้ ว่าฉันอยากลอยพ้นจากความทรมานตรงนั้น แต่ฉันไม่รู้ว่าถ้าหนึ่งปีผ่านไปจริง ฉันจะเป็นอย่างไร ฉันจะทำได้แค่ไหน แต่นี่เป็นโอกาสเดียวและวิธีเดียวที่ฉันจะรอดได้ ฉันจะเริ่มล่ะ
ไหน ข้อไหนมีอะไรบ้าง มาเลย ฉันจะใช้จิตกำหนด ถ้าฉันทำทั้งหมดด้วยความตั้งใจ แล้วไม่ได้ผล พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่มีอยู่จริง ทุกข์ก็ไม่มีจริง และถ้าทุกข์ไม่มีจริง ตอนนี้ฉันก็ไม่ทุกข์สิ สรุปว่าพระพุทธเจ้าทรงมีอยู่จริง ๆ และมรรคนั้นมี
เอาล่ะ ข้อไหนก่อนดี ข้อแรกคือ ชาติเป็นทุกข์ก่อน ฉันจะต้องมองยังไง ?
ธรรมดาว่าคนเรา ไม่ได้โตมาเป็นหนุ่มสาวมารักกันได้เอง กว่าที่จะโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายนี้ซึ่งทรงตัวได้ด้วยน้ำ อาหารและลมหายใจและถ่ายออกมาเป็นของเสียนั้น เริ่มมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่อเชื้อของบิดาเข้าไปในรังไข่ของมารดา ในขณะที่มารดามีระดู ทำให้เกิดหน่วยที่เล็กที่สุดกว่าเสี้ยวของหยดน้ำ ซึ่งได้เติบโตขึ้นมาผ่านการซึมซับอาหารของมารดา จนคลอดออกมา
แล้วยังไง เกี่ยวอะไรกับอลิส เกี่ยวอะไรกับทุกข์ที่ฉันมี ?
เมื่อทารกนั้นคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดาแล้ว สิ่งแรกที่ทารกนั้นทำคือ ร้องไห้จ้า ผิวหนังที่ยังไม่สมบูรณ์ยังต้องปรับตัวกับสภาพอากาศและแสงภายนอกทำให้ทารกนั้นแสบผิว ความหิวทำให้ทารกนั้นร้อง ความปวดอุจจาระ ความปวดปัสสาวะ ความหนาวของห้องคลอด ความร้อน อะไรสารพัดถาโถมเข้ามาในก้อนเนื้อที่มีชีวิตที่ต้องเตรียมตัว ต้องรู้ตัวว่า เมื่อออกจากช่องคลอดนั้นมาแล้ว จะพบกับการต่อสู้ทุกอย่างบนโลกที่ไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบไหน
ใช่ เมื่อผ่านช่องคลอดออกมาแล้ว ชีวิตนั้นต้องเตรียมตัวที่จะพบกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความเสียใจ ความผิดหวัง สงคราม ความอดอยาก ฆาตกรรม การโกง การใส่ร้าย ค่าครองชีพ หุ้นตก อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ การทรยศหักหลัง เหงื่อที่ไหลจากการตรากตรำทำงาน น้ำตาที่ไหลจากความผิดหวัง อะไรก็ตาม รอทารกนั้นอยู่ข้างหน้า
หรือแม้แต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่เกิด เมื่อทารกนั้นนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร ความหิวก็จะเข้ามาครอบงำ หน้ามืด วิงเวียน หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด ทุกข์สารพัดรอบกายทารกนั้นเมื่อออกมา แน่นอนว่าโลกมีทั้งด้านดี และด้านชั่ว แต่จะดีที่สุดที่ไม่ต้องพบทั้งสองด้าน เพราะไม่มีใครจะพบแต่ด้านดีได้
แม้แต่อลิสเอง แม้ว่าเราจะมองอลิสว่าสูงส่งสำหรับเรา แต่ร่างกายของอลิส ก็หิว ก็กระหาย ก็เหนื่อย อลิสที่เราหลงรัก ที่เรามอง ก็มาจากทารกคนหนึ่ง ที่โตขึ้นมาด้วยอาหาร มีร่างกายที่กระสับกระส่าย ต้องอุจจาระ ต้องปัสสาวะ เป็นกายสังขารที่สมมุติขึ้นมาว่าชื่ออลิส
โธ่ นี่เราแค่หลงรักกระดูกกับเนื้อที่ประกอบกันที่กระสับกระส่ายเหรอเนี่ย ความหน่ายเกิดกับเราได้แล้วในส่วนหนึ่ง เราเย็นวาบ อารมณ์นิ่ง เมื่อได้รู้ว่า คนที่เรารัก ก็เป็นสภาพสังขารกระสับกระส่ายเอาอะไรไม่ได้
นี่เหรอที่ว่าให้มองว่าความเกิดเป็นทุกข์ ได้ผลนะ ฉันเบาลงจริง ๆ และถ้าฉันมองข้ออื่น ๆ อีกล่ะ และถ้าฉันมองได้ครบล่ะ
เอาล่ะ อิสระอยู่อีกไม่ไกล ฉันรู้ว่าฉันจะทำยังไงให้ไม่ต้องร้องไห้ ฉันบอกกับตัวเองว่าฉันจะไปต่อ และกำหนดจิตให้ครบทุกข้อ มันคงดีมากที่วันหนึ่งฉันมีจิตใจที่สมบูรณ์และแกร่ง ถึงแม้อลิสจะอยู่ตรงหน้าก็ทำอะไรให้ใจฉันหวั่นไหวไม่ได้อีก
ฉันคิดถึงนิยายไซไฟ ที่เวลาเมื่อปีศาจจะปล่อยพลังอะไรออกมา แต่พระเอกมีเกราะป้องกันและยืนนิ่ง สายตาคมจ้องมองที่ปีศาจนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
หรือเหมือนนีโอในเดอะเมทริกซ์ ที่สามารถหยุดกระสุนได้
ฉันก็จะหยุดกระสุนที่เข้ามาทิ่มใจฉันได้เหมือนนีโอบ้างล่ะ"
เป็นสุข เพราะเห็นทุกข์ 2
ข้อความบันทึกเหล่านี้ ไม่ใช่การสอน แต่เป็น Guide line ที่ผมมั่นใจว่า จะช่วยใครหลาย ๆ คนได้ครับ
จากกระทู้ก่อน
http://pantip.com/topic/31708970
27 กุมภาพันธ์ 2557
"จำได้ว่าช่วงเวลานี้ ของปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่แสนจะทรมาน เพราะทุก ๆ วันที่เราตื่นลืมตามาโดยที่รู้ตัวว่าไม่มีอลิสอยู่ ไม่มีอลิสโทรหา โลกมันเหมือนร้าง
ใจมันหาย มันเศร้า มันเหมือนคนที่พร้อมจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา ใจเฝ้าถามแต่ว่า อลิสอยู่ไหน ทำไมอลิสจากเราไป มองท้องฟ้า มองก้อนเมฆ ฟังเพลง ลมพัด แดดอ่อน ฝนตก ทุกที่ ทุกแห่ง มีแต่คำว่าอลิส อลิสจ๋า อลิสอยู่ไหน อยากกลับมาเจอกับอลิสอีก
เมื่อคิดถึงอลิส ได้รู้แต่ว่ามีความสุขเหลือเกิน ถ้าได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ความเป็นจริงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามความคิดเลย อลิสไม่เห็นความหมายของทุกอย่างที่เราทำให้ สาวน้อย เจ้าหญิง ลูกครึ่ง ที่ช่างเห็นแก่ตัว ใจร้าย และอำมหิต
ใจก็ตำหนิอลิสไป แต่มันก็กลับวกมาที่ความหวังที่อยู่ที่ปลายขอบฟ้า ว่าวันหนึ่ง อลิสจะกลับคืนมา
บอกตามตรงว่าเกลียดที่สุด ที่เมื่อมองดอกไม้ ทุ่งหญ้า น้ำตก ฟ้าใส ๆ แล้วรู้สึกว่าคงจะมีความสุขถ้าเวลานี้มีอลิสอยู่เคียงข้าง น้ำตาจะไหลออกมา เราไม่ไหวแล้ว
เราเคยเลือกที่จะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไปโดยปราศจากอลิส แต่บางอย่างในใจเรากลับบอกว่า ถ้าเธอเดินหน้าต่อไป เธอจะมีความหวังอยู่สองอย่าง ข้อแรก มีโอกาสที่อลิสจะกลับมา ถ้าเธอมีความดีมากพอที่คู่ควร และเธอจะได้แก้ไขอลิสด้วย และสอง ความทรมานนี้ มันเกิดที่จิตของเธอ ถ้าเธอมั่นใจพระพุทธองค์ ถ้าเธอมั่นใจว่าเธอจะเจาะแกนกลางของความรู้สึกนี้แล้วทำลายมันได้ เธอทำมันซะ
สิบเก้ากุมภาพันธ์ปี 2556 ฉันจากกับอลิสไป เพราะฉันรู้ล่วงหน้าว่าอลิสจะทำบางอย่าง จึงได้ส่งคำทำนายให้อลิส อลิสได้อ่านคำทำนายสามข้อนั้นแล้วโกรธฉันมาก เค้าคิดว่าจะไม่มีวันเกิดเรื่องแบบนั้น แต่ในที่สุด อลิสก็ขอโทษฉัน และกลับมาดีกัน ... แต่แน่นอน เราห่างกันอีกเป็นครั้งที่สาม
จนถึงวันนี้ นับเวลาแห่งความทรมานที่เบาลงได้หนึ่งปีกว่า ฉันย้อนกลับไปมองตัวเองในช่วงเวลานั้นว่าสู้อย่างไร และนี่คือสิ่งที่ฉันจะบันทึกให้ใครก็ตาม ที่เป็นแบบฉัน ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจ ที่นอนร้องไห้ ที่ไม่นอนดึกดื่นเพราะคิดถึงใครบางคนแล้วมันเป็นไปไม่ได้
"ที่เกือบต้องตายเพราะความโหยหาใครบางคน"
ให้เค้ากลับมาสู้ และยืนหยัดได้ ..อ้อ และที่สำคัญ ฉันจะทำให้เมื่อเวลาผ่านไป แล้วเค้ามองย้อนมาดูตัวเอง เค้าจะยิ้มมุมปากและอุทานเบา ๆ ว่า "หึหึ" ได้
กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว หลังจากที่อลิสจากไปเป็นครั้งที่สอง ฉันแทบเป็นคนบ้า แทบทำงานไม่ได้ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์แต่ใจก็คิดถึงแต่เรื่องเดิม ๆ สิ่งดี ๆ ที่เคยได้รับ ที่วันนี้มันไม่มี เมื่อคิดแล้ว ใจก็หวิว ก็ทรมาน
แต่ฉันไม่ได้โง่ ฉันรู้ว่าทั้งสุขและทุกข์ ต่างมีที่มา เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราไม่ตรวจดูให้เรียบร้อยถึงปลายสุดของสิ่ง ๆ หนึ่ง ใจเราจะต่อสภาพของสิ่ง ๆ นั้นเป็นสภาพถาวร และจะดันใจของตนเองให้อยู่ในสภาพนั้น ซึ่งก่อให้เกิดการเสียดสี กับความจริงในที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราไม่ได้มองว่าคนเราต้องตาย หรือไม่ได้คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะตาย กลายเป็นศพ คนคนนั้นก็จะใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง ใช้ชีวิตเหมือนไม่มีวันตาย กอบโกยเอาทุกอย่าง โกงทุกอย่าง ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด โดยที่ลืมไปว่าไม่ว่าจะทำอะไร ก็ไม่มีทางรอด เพราะความตายดักรอทุกคนตรงหน้า จึงทำให้ใช้ชีวิตขาดความพอดี เพราะมองชีวิตของตนว่าเป็นถาวรไป
หรือ เมื่อเราไม่ได้มองความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่ง เราจะคิดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราพบเจอ จะปรากฎอย่างนั้นเป็นประจำ การไม่ได้มองว่าทุกสิ่งเป็นของชั่วคราว ทำให้ใจเราตั้งแง่มุมในทางตรงกันข้ามว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งถาวร และเมื่อตั้งไว้ว่าเป็นถาวร จะเกิดอะไรขึ้น ตอบได้ไม่ยากเลยว่าจะเกิดความยึดติด เมื่อเกิดความยึดติด และสิ่งนั้นแปรเปลี่ยน ใจก็จะหาที่ยึดไม่ได้ เมื่อใจหาที่ยึดไม่ได้ แน่นอน มันจะร่วงลงมาพังทลาย ถามว่าเวลาที่มันร่วงลงมาแล้วพังทลายเป็นยังไง ..ก็เป็นการที่ฉันทรมานจนไม่อยากตื่นลืมตาขึ้นมาไง
มันทรมานนะ คนที่หลับสบาย ๆ แต่พอตื่นขึ้นมาได้สักห้านาทีแรกแล้วนึกออกว่าเมื่อคืนร้องไห้หลับไปเรื่องอะไร แล้วทำให้เช้าวันนั้นกลายเป็นเช้าที่เศร้าต่ออีก
ฉันเริ่มจับกรรมฐาน มองสิ่งที่เกิดขึ้น ใจมันหวิวแรงมาก แรงมาก และแรงมาก เอาเถอะ ไม่ว่าจะมาแรงแค่ไหนฉันจะต้องไม่ให้มันแรงไปกว่าสติ มาสิ ฉันจะกัดฟันไว้
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อมีอกุศลเกิดขึ้นในใจแล้ว แต่หากพิจารณาก็แล้ว ข่มจิตก็แล้ว ยังไม่หายล่ะก็ ให้ใช้กรามบนข่มกรามล่างไว้ กดให้แรง ข่มไว้จนกว่าความคิดนั้นจะสลายตัวไป ครู่สั้น ๆ นับหนึ่งถึงสิบ มันหายไปได้จริง ๆ
แต่แน่นอนว่ามันกลับมา แต่อย่างน้อยนี่เป็นขั้นแรกที่จะไล่มันในช่วงเวลาที่มันยังไม่หายจากไป
ฉันเริ่มใช้กรรมฐานข้อที่หนักที่สุด ในบรรดาสติปัฏฐานทั้งสี่ข้อ ฉันไม่ถนัดดูร่างกายว่าเป็นของสกปรกหรืออาการสามสิบสอง ฉันไม่ถนัดดูเวทนา คือ ความรู้สึก ฉันไม่ถนัดดูจิต แต่ฉันถนัดดูธรรม พระพุทธองค์ท่านต้องทรงทราบอย่างไม่ต้องสงสัยว่าคนเรามีจริตต่างกัน จึงทรงประธานสติปัฏฐานให้สี่อย่าง ตามความเหมาะสมของจิตแต่ละคน
ในข้อที่สี่ คือ ข้อธรรม พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดโดยตรงในอริยสัจเหล่านี้ คือ
ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,
ชราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,
มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัส สุปายาสาปิ ทุกขา,
แทุกข์ม้ความโศกความร่ำไรรำพัน, ความไม่สบายกาย
ความไม่สบายใจ, ความคับแค้นใจก็เป็น,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,
ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
มีความปรารถนาสิ่งใด,ไม่ได้สิ่งนั้นนั้นก็เป็นทุกข์
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธาทุกขา,
ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์,
ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะต้องพยายามทำอะไร พิจารณาอะไรที่ยาวยืด ทั้งที่อลิสยังอยู่ในใจ ความเศร้ายังอยู่ในใจ แต่ฉันต้องมารบกับใจตัวเองและนั่งสอนใจตัวเองทุก ๆ ข้อในสิ่งเหล่านี้เลยเหรอ
ฉันถามตัวเองว่า เธออยากจะตาย หรือเธออยากจะอยู่ ?
ฉันถามตัวเองว่า เธออยากเห็นตัวเองในปีหน้า เวลานี้เป็นอย่างไร ?
ฉันตอบตัวเองได้ ว่าฉันอยากลอยพ้นจากความทรมานตรงนั้น แต่ฉันไม่รู้ว่าถ้าหนึ่งปีผ่านไปจริง ฉันจะเป็นอย่างไร ฉันจะทำได้แค่ไหน แต่นี่เป็นโอกาสเดียวและวิธีเดียวที่ฉันจะรอดได้ ฉันจะเริ่มล่ะ
ไหน ข้อไหนมีอะไรบ้าง มาเลย ฉันจะใช้จิตกำหนด ถ้าฉันทำทั้งหมดด้วยความตั้งใจ แล้วไม่ได้ผล พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่มีอยู่จริง ทุกข์ก็ไม่มีจริง และถ้าทุกข์ไม่มีจริง ตอนนี้ฉันก็ไม่ทุกข์สิ สรุปว่าพระพุทธเจ้าทรงมีอยู่จริง ๆ และมรรคนั้นมี
เอาล่ะ ข้อไหนก่อนดี ข้อแรกคือ ชาติเป็นทุกข์ก่อน ฉันจะต้องมองยังไง ?
ธรรมดาว่าคนเรา ไม่ได้โตมาเป็นหนุ่มสาวมารักกันได้เอง กว่าที่จะโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ร่างกายนี้ซึ่งทรงตัวได้ด้วยน้ำ อาหารและลมหายใจและถ่ายออกมาเป็นของเสียนั้น เริ่มมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เมื่อเชื้อของบิดาเข้าไปในรังไข่ของมารดา ในขณะที่มารดามีระดู ทำให้เกิดหน่วยที่เล็กที่สุดกว่าเสี้ยวของหยดน้ำ ซึ่งได้เติบโตขึ้นมาผ่านการซึมซับอาหารของมารดา จนคลอดออกมา
แล้วยังไง เกี่ยวอะไรกับอลิส เกี่ยวอะไรกับทุกข์ที่ฉันมี ?
เมื่อทารกนั้นคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดาแล้ว สิ่งแรกที่ทารกนั้นทำคือ ร้องไห้จ้า ผิวหนังที่ยังไม่สมบูรณ์ยังต้องปรับตัวกับสภาพอากาศและแสงภายนอกทำให้ทารกนั้นแสบผิว ความหิวทำให้ทารกนั้นร้อง ความปวดอุจจาระ ความปวดปัสสาวะ ความหนาวของห้องคลอด ความร้อน อะไรสารพัดถาโถมเข้ามาในก้อนเนื้อที่มีชีวิตที่ต้องเตรียมตัว ต้องรู้ตัวว่า เมื่อออกจากช่องคลอดนั้นมาแล้ว จะพบกับการต่อสู้ทุกอย่างบนโลกที่ไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบไหน
ใช่ เมื่อผ่านช่องคลอดออกมาแล้ว ชีวิตนั้นต้องเตรียมตัวที่จะพบกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความหวัง ความเสียใจ ความผิดหวัง สงคราม ความอดอยาก ฆาตกรรม การโกง การใส่ร้าย ค่าครองชีพ หุ้นตก อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ การทรยศหักหลัง เหงื่อที่ไหลจากการตรากตรำทำงาน น้ำตาที่ไหลจากความผิดหวัง อะไรก็ตาม รอทารกนั้นอยู่ข้างหน้า
หรือแม้แต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่เกิด เมื่อทารกนั้นนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร ความหิวก็จะเข้ามาครอบงำ หน้ามืด วิงเวียน หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด ทุกข์สารพัดรอบกายทารกนั้นเมื่อออกมา แน่นอนว่าโลกมีทั้งด้านดี และด้านชั่ว แต่จะดีที่สุดที่ไม่ต้องพบทั้งสองด้าน เพราะไม่มีใครจะพบแต่ด้านดีได้
แม้แต่อลิสเอง แม้ว่าเราจะมองอลิสว่าสูงส่งสำหรับเรา แต่ร่างกายของอลิส ก็หิว ก็กระหาย ก็เหนื่อย อลิสที่เราหลงรัก ที่เรามอง ก็มาจากทารกคนหนึ่ง ที่โตขึ้นมาด้วยอาหาร มีร่างกายที่กระสับกระส่าย ต้องอุจจาระ ต้องปัสสาวะ เป็นกายสังขารที่สมมุติขึ้นมาว่าชื่ออลิส
โธ่ นี่เราแค่หลงรักกระดูกกับเนื้อที่ประกอบกันที่กระสับกระส่ายเหรอเนี่ย ความหน่ายเกิดกับเราได้แล้วในส่วนหนึ่ง เราเย็นวาบ อารมณ์นิ่ง เมื่อได้รู้ว่า คนที่เรารัก ก็เป็นสภาพสังขารกระสับกระส่ายเอาอะไรไม่ได้
นี่เหรอที่ว่าให้มองว่าความเกิดเป็นทุกข์ ได้ผลนะ ฉันเบาลงจริง ๆ และถ้าฉันมองข้ออื่น ๆ อีกล่ะ และถ้าฉันมองได้ครบล่ะ
เอาล่ะ อิสระอยู่อีกไม่ไกล ฉันรู้ว่าฉันจะทำยังไงให้ไม่ต้องร้องไห้ ฉันบอกกับตัวเองว่าฉันจะไปต่อ และกำหนดจิตให้ครบทุกข้อ มันคงดีมากที่วันหนึ่งฉันมีจิตใจที่สมบูรณ์และแกร่ง ถึงแม้อลิสจะอยู่ตรงหน้าก็ทำอะไรให้ใจฉันหวั่นไหวไม่ได้อีก
ฉันคิดถึงนิยายไซไฟ ที่เวลาเมื่อปีศาจจะปล่อยพลังอะไรออกมา แต่พระเอกมีเกราะป้องกันและยืนนิ่ง สายตาคมจ้องมองที่ปีศาจนั้นอย่างไม่สะทกสะท้าน
หรือเหมือนนีโอในเดอะเมทริกซ์ ที่สามารถหยุดกระสุนได้
ฉันก็จะหยุดกระสุนที่เข้ามาทิ่มใจฉันได้เหมือนนีโอบ้างล่ะ"