ไปดูรายละเอียดแถลงการณ์คับ
"ศรส." แถลงผลคำสั่งศาลแพ่ง ห้ามรัฐบาลสลายม็อบกปปส.
รายงานพิเศษ
หมายเหตุ - นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แถลงภายหลังการประชุม ศรส. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ. หลังจากที่ศาลแพ่งพิพากษาคำร้องคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
---------------
ศรส. ได้รับทราบคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ได้นั่งพิจารณาและอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว
ขอเรียนประชาชนว่า การที่รัฐบาลได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายคือพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เพื่อจัดให้มีหน่วยงานในลักษณะพิเศษ คือ ศรส. เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในภาวะไม่ปกติและเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ให้สามารถคลี่คลายนำความสงบสุขกลับสู่ประเทศชาติได้ดังเดิมโดยเร็วที่สุด
ศรส.จึงไม่ใช่ศัตรูหรือคู่ขัดแย้งกับกปปส. แต่มีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และโดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม เพื่อนำสังคมและประเทศชาติกลับสู่ความสงบสุขโดยเร็ว
ซึ่งนับแต่รัฐบาลประกาศจัดตั้ง ศรส. เป็นต้นมาถึงวันนี้รวม 31 วัน
ศรส.โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ได้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ อาทิ สามารถดำเนินการให้สถานที่ราชการกลับมาเปิดทำการเพื่อให้บริการประชาชนได้ถึง 53 แห่งแล้ว หลังจากที่ กปปส. ดำเนินการปิดกรุงเทพมหานคร และสถานที่ราชการทุกแห่งไว้
อีกทั้งสามารถดำเนินคดีที่ กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งได้ถึง 332 คดี และศาลออกหมายจับให้แล้ว 118 คน ได้ตัวมาดำเนินคดีแล้ว 35 คน
นอกจากนี้ ยังดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส.ได้ 85 คน ในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา คือ 1.ร่วมกันกระทำการเป็นกบฏตามมาตรา 113 และมาตรา 114
2.ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายตามมาตรา 116 และ 3.ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215
รวมทั้งศาลได้ออกหมายจับ ประเภทหมาย ฉ. ให้แล้ว 19 คน กับที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันจันทร์ที่ 24 ก.พ.นี้อีกจำนวนหนึ่ง
ตลอดจนได้บริหารจัดการเรื่องที่มีความสำคัญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้
เจ้าหน้าที่ของ ศรส.ทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้ภารกิจลุล่วง หากผู้ใดกระทำการเกินอำนาจหน้าที่หรือผิดกฎหมายก็จะต้องมีความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลแพ่ง แต่เห็นแตกต่างในข้อกฎหมาย ศรส.จึงรู้สึกกังวลใจแทนประชา ชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะศรส.ได้ถูกสั่งโดยคำพิพากษา ให้ยุติภารกิจอันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยการจำกัดหน้าที่อันจำเป็นที่จะต้องกระทำเป็นอย่างมากมาย
โดยเฉพาะข้อห้ามกระทำการถึง 9 ข้อ ซึ่งล้วนเป็นสาระสำคัญที่ ศรส.จะต้องใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของความไม่สงบในขณะนี้
และนับจากวันนี้เป็นต้นไป ศรส.จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลายเรื่องจนอาจเกิดความเสียหาย เช่นการแก้ไขปัญหามิให้ กปปส. ออกมาขัดขวางการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะมาถึงในเร็ววัน การเข้าปิดล้อมปิดสถานที่ราชการให้กลับไปปิดการให้บริการประชาชนอีก
และการกระทำของ กปปส.ต่างๆ ซึ่งสังคมและประชาชนก็พบเห็นอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และมีแต่จะสร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ส่วนกรณีศาลแพ่งอ้างผลของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า การชุมนุมของ กปปส. เป็นไปโดยสงบ เปิดเผยและปราศจากอาวุธ จึงเป็นการชุมนุมโดยชอบนั้น
ศรส.เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญเช่นนั้น เป็นข้อเท็จจริงในการชุมนุมช่วงแรกของ กปปส. แต่ต่อมาเมื่อเงื่อนไขของการชุมนุมคือการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมได้จบสิ้นไปแล้ว กปปส.ก็ไม่ได้เลิกการชุมนุม กลับยกระดับเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
มีการปลุกระดม เชิญชวน ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาและการสื่อสารด้วยวิธีการต่างๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐบาลและกฎหมาย
เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ และให้มีการล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน
มีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล จัดตั้งสภาประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับ จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครรักษาการแทนตำรวจขึ้นเป็นการเฉพาะ บุกรุกและปิดยึดสถานที่ราชการ ขับไล่ข้าราชการให้เลิกปฏิบัติหน้าที่
การสั่งให้หยุดงาน สั่งให้หยุดการเสียภาษี ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการ ตั้งกองกำลังไล่ล่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพิ่มเวทีการชุมนุมมากขึ้น ปิดการจราจรในถนนสำคัญๆ จนถึงประกาศปิดกรุงเทพมหานคร
รวมถึงกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในภาคใต้ เป็นต้น
ดังนั้น การกระทำของ กปปส. แม้จะชอบด้วยกฎหมายในช่วงแรก แต่หากต่อมาเป็นไปโดยผิดกฎหมายก็จะต้องพิจารณาแยกส่วนกัน มิใช่ว่าจะกระทำใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจก็จะกลายเป็นชอบไปหมดทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ศาลอาญาจึงได้ออกหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแกนนำอีกหลายคนในข้อหาเป็นกบฏ โดยศาลอาญาก็วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นคนละกรณีกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ศรส.ขอยืนยันว่า จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่งตามกฎหมายต่อไป แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งจะต้องใช้เวลานานพอสมควรนั้น มีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่ ศรส.และเจ้าหน้าที่ของ ศรส.ทุกคนจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้
เพราะคำพิพากษาของศาลแพ่งที่สั่งห้าม ศรส.ทั้ง 9 ข้อ ดังที่ทราบกันแล้วเกิดสภาวะเสมือนสุญญากาศที่ขาดการบังคับใช้กฎ หมายเช่นนี้ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการที่สังคมจะเพิ่มความขัดแย้งและความไม่สงบสุขมากขึ้นอีก
เพราะกลุ่มประชาชนทั้งที่เห็นด้วยกับ กปปส. และที่ไม่เห็นด้วยต่างก็มีจำนวนมากมายด้วยกันทั้งคู่
และด้วยความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการกีดขวางการจราจรตามถนนและสี่แยกต่างๆ เพราะ กปปส.สามารถเคลื่อนการชุมนุมไปตามสถานที่ต่างๆ ได้โดยเสรีตามใจชอบ จนเกิดภาวะวิกฤตในเมืองหลวงของประเทศ
การปิดล้อมสถานที่ราชการ การขัดขวางการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน โดยเฉพาะความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ มิติและทวีความรุนแรงมากขึ้น
จึงอาจเกิดการกระทบกระทั่งและเข้าจัดการกันเองได้ เพราะภาครัฐไม่อาจบังคับใช้กฎหมายได้ ซึ่งจะเป็นสภาวะที่ไม่พึงประสงค์เป็นอย่างยิ่ง
ศรส.จึงแสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนได้ เนื่องจากศาลแพ่งมีคำสั่งดังกล่าว
ที่มา
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qazVNekl6TlE9PQ==§ionid=
ศรส." แถลงผลคำสั่งศาลแพ่ง ห้ามรัฐบาลสลายม็อบกปปส. สรุปคือ ทำงานไม่เต็มที่อีกต่อไปและ ปชชอยู่ในอัตรายมากขึ้น
"ศรส." แถลงผลคำสั่งศาลแพ่ง ห้ามรัฐบาลสลายม็อบกปปส.
รายงานพิเศษ
หมายเหตุ - นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แถลงภายหลังการประชุม ศรส. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ. หลังจากที่ศาลแพ่งพิพากษาคำร้องคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
---------------
ศรส. ได้รับทราบคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ได้นั่งพิจารณาและอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว
ขอเรียนประชาชนว่า การที่รัฐบาลได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายคือพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เพื่อจัดให้มีหน่วยงานในลักษณะพิเศษ คือ ศรส. เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในภาวะไม่ปกติและเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ให้สามารถคลี่คลายนำความสงบสุขกลับสู่ประเทศชาติได้ดังเดิมโดยเร็วที่สุด
ศรส.จึงไม่ใช่ศัตรูหรือคู่ขัดแย้งกับกปปส. แต่มีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และโดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม เพื่อนำสังคมและประเทศชาติกลับสู่ความสงบสุขโดยเร็ว
ซึ่งนับแต่รัฐบาลประกาศจัดตั้ง ศรส. เป็นต้นมาถึงวันนี้รวม 31 วัน
ศรส.โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ได้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ อาทิ สามารถดำเนินการให้สถานที่ราชการกลับมาเปิดทำการเพื่อให้บริการประชาชนได้ถึง 53 แห่งแล้ว หลังจากที่ กปปส. ดำเนินการปิดกรุงเทพมหานคร และสถานที่ราชการทุกแห่งไว้
อีกทั้งสามารถดำเนินคดีที่ กปปส. ขัดขวางการเลือกตั้งได้ถึง 332 คดี และศาลออกหมายจับให้แล้ว 118 คน ได้ตัวมาดำเนินคดีแล้ว 35 คน
นอกจากนี้ ยังดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส.ได้ 85 คน ในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา คือ 1.ร่วมกันกระทำการเป็นกบฏตามมาตรา 113 และมาตรา 114
2.ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายตามมาตรา 116 และ 3.ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 215
รวมทั้งศาลได้ออกหมายจับ ประเภทหมาย ฉ. ให้แล้ว 19 คน กับที่ศาลนัดฟังคำสั่งในวันจันทร์ที่ 24 ก.พ.นี้อีกจำนวนหนึ่ง
ตลอดจนได้บริหารจัดการเรื่องที่มีความสำคัญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้
เจ้าหน้าที่ของ ศรส.ทุกคนล้วนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้ภารกิจลุล่วง หากผู้ใดกระทำการเกินอำนาจหน้าที่หรือผิดกฎหมายก็จะต้องมีความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลแพ่ง แต่เห็นแตกต่างในข้อกฎหมาย ศรส.จึงรู้สึกกังวลใจแทนประชา ชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะศรส.ได้ถูกสั่งโดยคำพิพากษา ให้ยุติภารกิจอันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยการจำกัดหน้าที่อันจำเป็นที่จะต้องกระทำเป็นอย่างมากมาย
โดยเฉพาะข้อห้ามกระทำการถึง 9 ข้อ ซึ่งล้วนเป็นสาระสำคัญที่ ศรส.จะต้องใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของความไม่สงบในขณะนี้
และนับจากวันนี้เป็นต้นไป ศรส.จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลายเรื่องจนอาจเกิดความเสียหาย เช่นการแก้ไขปัญหามิให้ กปปส. ออกมาขัดขวางการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะมาถึงในเร็ววัน การเข้าปิดล้อมปิดสถานที่ราชการให้กลับไปปิดการให้บริการประชาชนอีก
และการกระทำของ กปปส.ต่างๆ ซึ่งสังคมและประชาชนก็พบเห็นอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และมีแต่จะสร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ส่วนกรณีศาลแพ่งอ้างผลของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า การชุมนุมของ กปปส. เป็นไปโดยสงบ เปิดเผยและปราศจากอาวุธ จึงเป็นการชุมนุมโดยชอบนั้น
ศรส.เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญเช่นนั้น เป็นข้อเท็จจริงในการชุมนุมช่วงแรกของ กปปส. แต่ต่อมาเมื่อเงื่อนไขของการชุมนุมคือการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมได้จบสิ้นไปแล้ว กปปส.ก็ไม่ได้เลิกการชุมนุม กลับยกระดับเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
มีการปลุกระดม เชิญชวน ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาและการสื่อสารด้วยวิธีการต่างๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐบาลและกฎหมาย
เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ และให้มีการล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน
มีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล จัดตั้งสภาประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับ จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครรักษาการแทนตำรวจขึ้นเป็นการเฉพาะ บุกรุกและปิดยึดสถานที่ราชการ ขับไล่ข้าราชการให้เลิกปฏิบัติหน้าที่
การสั่งให้หยุดงาน สั่งให้หยุดการเสียภาษี ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการ ตั้งกองกำลังไล่ล่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพิ่มเวทีการชุมนุมมากขึ้น ปิดการจราจรในถนนสำคัญๆ จนถึงประกาศปิดกรุงเทพมหานคร
รวมถึงกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในภาคใต้ เป็นต้น
ดังนั้น การกระทำของ กปปส. แม้จะชอบด้วยกฎหมายในช่วงแรก แต่หากต่อมาเป็นไปโดยผิดกฎหมายก็จะต้องพิจารณาแยกส่วนกัน มิใช่ว่าจะกระทำใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจก็จะกลายเป็นชอบไปหมดทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ศาลอาญาจึงได้ออกหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแกนนำอีกหลายคนในข้อหาเป็นกบฏ โดยศาลอาญาก็วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นคนละกรณีกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ศรส.ขอยืนยันว่า จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่งตามกฎหมายต่อไป แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งจะต้องใช้เวลานานพอสมควรนั้น มีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่ ศรส.และเจ้าหน้าที่ของ ศรส.ทุกคนจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้
เพราะคำพิพากษาของศาลแพ่งที่สั่งห้าม ศรส.ทั้ง 9 ข้อ ดังที่ทราบกันแล้วเกิดสภาวะเสมือนสุญญากาศที่ขาดการบังคับใช้กฎ หมายเช่นนี้ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการที่สังคมจะเพิ่มความขัดแย้งและความไม่สงบสุขมากขึ้นอีก
เพราะกลุ่มประชาชนทั้งที่เห็นด้วยกับ กปปส. และที่ไม่เห็นด้วยต่างก็มีจำนวนมากมายด้วยกันทั้งคู่
และด้วยความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการกีดขวางการจราจรตามถนนและสี่แยกต่างๆ เพราะ กปปส.สามารถเคลื่อนการชุมนุมไปตามสถานที่ต่างๆ ได้โดยเสรีตามใจชอบ จนเกิดภาวะวิกฤตในเมืองหลวงของประเทศ
การปิดล้อมสถานที่ราชการ การขัดขวางการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน โดยเฉพาะความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ มิติและทวีความรุนแรงมากขึ้น
จึงอาจเกิดการกระทบกระทั่งและเข้าจัดการกันเองได้ เพราะภาครัฐไม่อาจบังคับใช้กฎหมายได้ ซึ่งจะเป็นสภาวะที่ไม่พึงประสงค์เป็นอย่างยิ่ง
ศรส.จึงแสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนได้ เนื่องจากศาลแพ่งมีคำสั่งดังกล่าว
ที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1qazVNekl6TlE9PQ==§ionid=