Kantai Collection - The Zenith of Glory : จุดสุดยอดแห่งความเกรียงไกร

กระทู้ก่อนหน้านี้
Kantai Collection - Iron Bottom Sound : สุสานกองเรือสงครามโลกครั้งที่ 2
http://pantip.com/topic/31673992

(คำนำ - เนื้อหาในบทความนี้ยาวมากและบางส่วนอาจจะผิดพลาดหรือตกหล่นไป ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย)

ก่อนหน้านั้น กองทัพญี่ปุ่นทำสงครามกับจีนตั้งแต่ปี 1937 และได้ลาออกจากสันนิบาตชาติหลังถูกกดดันให้ถอนทหารออกจากประเทศจีน (แต่ชาติตะวันตกไม่ได้ช่วยอะไรจีนเลย ได้แต่ส่งเงินกับยุทธปัจจัยไปช่วยเท่านั้น ปล่อยให้พลเมืองจีนตายในสงครามนี้ถึง 17,000,000-22,000,000 คน) ต่อมาเมื่อเยอรมันพิชิตกรุงปารีสได้สำเร็จ ญี่ปุ่นส่งทหารเข้ายึดอินโดจีนที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ปธน.ธีโอดอร์ รูสเวลส์แห่งสหรัฐอเมริกาจึงทำการอายัดบัญชีเงินฝากชาวญี่ปุ่นในอเมริกาและงดการส่งออกน้ำมันและเหล็ก (ทั้งสองอย่างจัดเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับสงครามในยุคนั้น) และยื่นคำขาดว่าจะไม่เลิก หากญี่ปุ่นไม่ถอนทหารออกจากอินโดจีน

กองทัพบกญี่ปุ่นถือว่าการงดขายน้ำมันให้ญี่ปุ่นคือการประกาศสงครามทางอ้อม จึงสั่งให้ทุกภาคส่วนเตรียมการทำสงครามกับอเมริกาทันที กองทัพเรือเลยโดนกองทัพบกลากให้มาทำสงครามกับอเมริกาด้วย


ที่มา http://www.pixiv.net/member_illust.php?mode=medium&illust_id=39963590

-เพิร์ลฮาเบอร์-

Pearl Harbor เป็นฐานทัพเรือหลักของสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยตั้งอยู่บนเกาะโออาหู ในหมู่เกาะฮาวาย นับเป็นสรวงสวรรค์ของเหล่าทหารที่ถูกส่งมาประจำการที่นี่ ด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ชาวพื้นเมืองที่เป็นมิตร และภูมิอากาศเขตร้อนที่สุดยอดที่สุดในบรรดาฐานทัพอเมริกาทั้งหมด เมื่ออเมริกาเห็นญี่ปุ่นแสดงท่าทีแข็งกร้าว ปธน.รูสเวลส์จึงสั่งให้กองทัพเรือภาคแปซิฟิกเตรียมพร้อม กองเรือประจันบาน เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตจำนวนมากจึงมารวมตัวกันที่เพิร์ลฮาเบอร์ ทำให้อ่าวสวรรค์แห่งนี้เป็นเป้าหมายหลักของญี่ปุ่นไปโดยปริยาย

นายพลเรือเอกอิโซโรคุ ยามาโมโตะผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองเรือผสมแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นหรือ Kido Butai เคยเป็นนักเรียนทหารเรือที่อเมริกา และน่าจะมีวงไพ่อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ดด้วย ได้เห็นไพ่ตายของอเมริกา นั่นคือพลังทางอุตสาหกรรมและทรัพยากรมากมายราวกับไม่มีวันหมดของสหรัฐ เขารู้ดีว่าถ้าอเมริกาเปลี่ยนโรงงานผลิตรถยนต์หรือสินค้าฟุ่มเฟื่อยทั้งหลายเป็นโรงงานผลิตอาวุธล่ะก็ ญี่ปุ่นไม่มีทางที่จะเอาชนะกองกำลังอันมากมายมหาศาลของอเมริกาได้แน่ แต่กองทัพบกไม่สนใจคำเตือนนี้ (ก่อนหน้านี้ ยามาโมโตะไม่เห็นด้วยกับการที่ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและรัสเซีย จนกองทัพบกส่งจดหมายด่าและขู่ฆ่าทุกวัน แถมยังส่งคนมา"คุม"ที่บ้านด้วย ถ้ายามาโมโตะไม่รู้จักครอบครัวจักรพรรดิเป็นการส่วนตัวหรือเป็นพลเรือนหรือไม่เป็นที่เคารพอย่างสูงในกองทัพเรือล่ะก็ รับรองว่าโดนอุ้มไปฆ่าทิ้งแน่นอน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนที่ต่อต้านสงครามโดนกองทัพบกเก็บด้วยวิธีนี้ หลังจากนายพลทหารบกฮิเดกิ โทโจได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กองทัพบกก็ยิ่งตั้งแง่กับกองทัพเรือหนักเข้าไปอีก ทำให้กองทัพบกกับกองทัพเรือเป็นศัตรูทางการเมืองโดยตรงและส่วนตัว)

นายพลยามาโมโตะประเมินรูปการณ์แล้วสรุปว่า วิธีเดียวที่ญี่ปุ่นจะชนะอเมริกาได้ คือต้องชิงลงมือก่อน โจมตีกองเรือภาคแปซิฟิกของอเมริกาให้หมดสิ้น แล้วรีบยึดดินแดนให้เอเชีย เพื่อนำทรัพยากรมาเสริมสร้างกองทัพ จากนั้นตั้งรับรอกองทัพเรืออเมริกาที่เริ่มฟื้นตัว โดยอาศัยกองเรือมากประสบการณ์ เข้าสู้กับกองเรือของอเมริกันที่มีมากมายมหาศาล

แผนของนายพลยามาโมโตะคือทำลายกองเรือประจัญบานและเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งหมดที่จอดอยู่ และทำลายสิ่งก่อสร้างทางทหาร คลังน้ำมันและเครื่องบินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเลือกวันโจมตีเป็นวันอาทิตย์เพราะสายบนเกาะบอกว่าเรือทุกลำจะจอดอยู่ที่ท่าทุกวันอาทิตย์ และเพื่อไม่ให้เป็นการหยาบคายไปนัก นายพลยามาโมโตะนัดแนะกับคณะทูตที่วอชิงตัน ดีซี ให้ส่งจดหมายประกาศสงคราม 30 นาทีก่อนที่กองเรือผสมหรือ Kido Butai จะเริ่มทำการโจมตี (30 นาที! ใครมันจะไปป้องกันทันครับท่าน)

กองเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ใช้โจมตีครั้งนี้ มีเรือบรรทุกเครื่องบินมาตรฐาน 6 ลำเป็นกองเรือโจมตีหลัก ประกอบด้วย กองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 1,2 และ 5 นอกจากนี้ยังมีเรือประจันบาน เรือลาดตะเวนและเรือพิฆาตจำนวนมากคอยคุ้มกันอยู่ห่างๆ
กองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 1 ประกอบด้วย อาคางิและคางะ โดยมีอาคากิเป็นเรือธง นำโดยนายพลเรือโทจุอิชิ นากุโมะ (อ่านเรื่องของอาคางิได้ที่กระทู้ของคุณ Asceli http://pantip.com/topic/31668791 )
กองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 2 ประกอบด้วย โซริวและฮิริว
กองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ 5 ประกอบด้วย โชวคาคุและซุยคาคุ ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้น (ใหม่มากจนนักบินประจำเรือคางะหมั่นไส้ออกนอกหน้า)

ขณะเริ่มการโจมตี เหล่าทหารเรือที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยกำลังพักผ่อนหรือเดินทางไปโบสถ์หรือยังหลับอยู่บนเรืออยู่ การโจมตีสองระลอกทำลายกองเรือประจันบานของอเมริกาย่อยยับ โดยจมเรือประจันบานได้ 4 ลำ ได้แก่ Ohklahoma, California, West Virginia และ Arizona โดยลำนี้โดนหนักเป็นพิเศษ เพราะโดนทิ้งระเบิดทะลุเข้าไปถึงคลังแสงของเรือแล้วระเบิดจมจนเหลือแต่ปล่องควันอยู่เหนือน้ำเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สามารถกู้กลับมาใช้ได้เหมือนเรือลำอื่น พร้อมกับคร่าชีวิตลูกเรือไปอีก 1177 คน นอกจากนี้เรือประจันบานเสียหายอีก 4 ลำและสร้างความเสียหายให้กับเรือลาดตะเวน เรือพิฆาตและเรือซ่อมแซมจำนวนมาก อีกด้วย อีกทั้งยังทำลายเครื่องบินที่จอดอยู่บนลานบิน 188 ลำ เสียหาย 159 ลำ รวมมีผู้เสียชีวิต 2402 คน บาดเจ็บอีก 1247 คน ทั้งหมดนี้ ญี่ปุ่นเสียเครื่องบินเพียง 29 ลำ เสียทหารไปเพียง 64 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การโจมตีครั้งนี้ไม่ได้ทำลายคลังน้ำมัน อู่ซ่อมเรือ ศูนย์บัญชาการกองทัพเรือ หน่วยข่าวกรอง อู่เรือดำน้ำและที่สำคัญที่สุด คือเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำที่เผอิญไปรอรับเครื่องบินเสริมอยู่ไกลจากอ่าวมาก และกลายเป็นเรือหลักในการทำสงครามกับญี่ปุ่นไปในทันที และเพิร์ลฮาเบอร์ยังคงเป็นฐานทัพเรือหลักในมหาสมุทรแปซิฟิกต่อไปจนจบสงคราม

อ้อ สำหรับคณะทูตที่นัดแนะกันไว้ ไม่ได้ส่งจดหมายประกาศสงคราม 30 นาทีก่อนเริ่มโจมตี แต่ไปส่งเอาตอนบ่ายของวันถัดมา!! ทำให้นายพลยามาโมโตะกังวลว่าอาจจะเป็นการทำให้"ยักษ์ใหญ่ตื่นขึ้นมา" (แต่ถึงส่งก่อนได้จริง 30 นาที มันก็คงจะเตรียมพร้อมทันอยู่หรอกนะ) กองทัพบกยังฝันกลางวันอยู่เลยว่าหลังอเมริกาเจอเข้าไปแบบนี้ อาจจะขอทำสัญญาหยุดยิงสงบสุขและอาจจะยอมส่งแลกเกาะอะไรให้ด้วย (พวกแกนี่มัน...)

(มีเรื่องเล่าในวงในด้วยว่าหน่วยข่าวกรองอังกฤษและอเมริกาถอดรหัสคณะทูตญี่ปุ่นจนรู้ว่าจะมีการโจมตีฐานทัพอเมริกา แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน และหน่วยข่าวกรองสองประเทศดันอิจฉาริษยากัน รายงานเรื่องญี่ปุ่นจะโจมตีเลยหยุดอยู่แค่โต๊ะหน่วยข่าวกรองเท่านั้น ปธน.รูสเวลส์เลยพลาดข่าวชี้เป็นชี้ตายนี้ไป)

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
เมื่อข่าวไปถึงทวีปอเมริกาเหนือ ประชาชนอเมริกันตกใจและโกรธแค้นอย่างมาก ก่อนการโจมตี โพลในประเทศระบุว่าชาวอเมริกันสนับสนุนให้อเมริกาเป็นกลาง 73%! หลังการโจมตี ปธน.รูสเวลส์ได้รับการสนับสนุนอย่างท้วมท้นให้ทำสงครามกับญี่ปุ่น และโรงงานผลิตสินค้าทั้งหลายกลายเป็นโรงงานผลิตอาวุธ นับตั้งแต่ปืน กระสุน รถบรรทุก รถถัง เรือพิฆาต เรือลาดตระเวน เรือบรรทุกเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เป็นอาวุธ อเมริกาผลิตหมด ด้วยอัตราการผลิตที่สูงลิ่วอย่างที่นายพลเรือเอกยามาโมโตะได้เตือนไว้ (เพื่อให้เปรียบเทียบได้สะดวก จะใช้หน่วยเป็นระวางขับน้ำเป็นตันนะครับ ในปี 1941 ญี่ปุ่นต่อเรือได้ 180,000 ตัน อเมริกัน 130,000 ตัน แต่ในช่วงปี 1942-45 ญี่ปุ่นต่อได้เพียง 550,000 ตัน ขณะที่อเมริกาต่อได้ 3,200,000 ตัน!!)

(4 วันจากนั้น เยอรมันและอิตาลีประกาศสงครามกับอเมริกาด้วย เนื่องจาก 3 ชาติเป็นพันธมิตรกัน ส่วนหนึ่งเพราะเยอรมันอยากให้ญี่ปุ่นช่วยตีตลบหลังรัสเซียให้ด้วย เนื่องจากตัวเองกำลังจะบุกรัสเซีย ส่วนอิตาลีทำไปเพราะต้องให้เกียรติตามลูกพี่เยอรมันเฉยๆไปงั้นแหละ)

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แต่ปธน.รูสเวลส์ไม่ได้สั่งให้โจมตีญี่ปุ่นทันที แต่กลับสั่งให้ตั้งรับก่อน ไม่ให้กองเรือญี่ปุ่นผ่านแนวป้องกันที่ฮาวายมาได้ โดยจะส่งเสบียงให้อังกฤษเพื่อช่วยทำสงครามกับเยอรมันก่อน ทำให้ญี่ปุ่นมีเวลา 6 เดือนเต็มในการพิชิตดินแดนในมหาสุมทรแปซิฟิกและภูมิภาคอาเซียน ในช่วงเวลานี้ กองเรือผสม Kido Butai ทำการโจมตีทั่วภูมิภาคเอเซีย เปิดทางให้กองทัพบกบุกขึ้นฝั่งตามประเทศต่างๆในอาเซียน ที่ช่องแคบมะละกา กองเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นสามารถจมเรือ HMS Prince of Wales ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดของราชนาวีอังกฤษลงได้อย่างง่ายดาย (Prince of Wales เพิ่งจะจมเรือประจันบานที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมัน Bismarck ไปไม่นานนี้เอง) จบยุคยุทธนาวีที่เรือประจันบานเป็นเรือหลักของกองทัพเรือของโลกเรียบร้อยและปิดฉากความเกรียงไกรของราชนาวีจักรวรรดิอังกฤษลงทันที

ภายในเวลา 6 เดือน ญี่ปุ่นยึดภูมิภาคอาเซียนที่อุดมไปด้วยยางพาราและน้ำมันที่จะมาทดแทนที่นำเข้าจากอเมริกา ที่ฟิลิปปินส์ กองทัพบกญี่ปุ่นบดขยี้กองทัพบกฟิลิปปินส์และทหารสหรัฐของนายพลแม็คอาเธอร์ จนปธน.รูสเวลส์ต้องส่งคำสั่งพร้อมลายเซ็นของตัวเองให้นายพลแม็คอาเธอร์หนีจากฟิลิปปินส์ก่อนจะโดนญี่ปุ่นจับเป็นเชลย ส่วนกองทัพเรือญี่ปุ่นเดินหน้าบุกถล่มโคลัมโบที่เกาะศรีลังกากับเกาะมาดากัสก้าในมหาสมุทรอินเดียและถล่มท่าเรือเมือง ดาร์วินของออสเตรเลียและเกาะราบาลในหมู่เกาะโซโลมอน ไม่ต้องเล่าอะไรมากเพราะทั้งหมดนี้ กองเรือญี่ปุ่นแทบจะไม่เสียอะไรเลย มีเครื่องบินตกเพียงไม่กี่ลำเท่านั้น ทหารบกมีตายไปบ้าง แต่ยึดได้เยอะเป็นสถิติใหม่ ทำลายสถิติเดิมที่เยอรมันเพิ่งจะทำระหว่างการบุกโปแลนด์และฝรั่งเศสแบบสายฟ้าแล้บ (อย่างที่บอก กองทัพเรือเราไม่ถูกกับกองทัพบก ช่างหัวมัน) กองทัพเรือญี่ปุ่นจึงกลายเป็นกองทัพเรือที่ทรงอานุภาพที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิกในทันที
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่