เช้าตรู่วันนี้ คุณป้าบุญรอด พร้อมด้วย กัลยาณมิตรอีก 2 ท่าน ต้องรีบตื่นแต่เช้า ออกเดินทางไปวัดในวันพระตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อไปถวายจังหันให้ทันพระฉันในมื้อเช้า...วัดที่จะไปในคราวนี้คือ วัดถ้ำสหาย (วัดป่าที่คุณนัท มีเรีย คุณแอนทอง และคุณอั้ม อธิชาติ มาทำบุญอยู่บ่อยๆ) ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านป้า ประมาณ 40 กิโลเมตร การเดินทางพวกเราเหล่ากัลยาณมิตร ต้องขับรถกันข้ามป่าข้ามเขากันไปเอง
นึกว่าจะมาไม่ทันพระฉันจังหันเช้าเสียแล้ว โชคดีที่มาทันหลวงปู่จันทร์เรียน ท่านสวดยถาฯ ให้ศีลให้พรญาติโยม ที่มาที่วัดในวันนี้...หลังจากนั้นญาติโยมก็พากันนั่งเรียงเคียงกันทานอาหารเช้าที่วัด มื้อบุฟเฟ่ ที่ศาลาการเปรียญ กันอย่างอิ่มท้อง อิ่มบุญ...ในระหว่างที่ป้าและเพื่อนๆนั่งตักสำรับกับข้าวอยู่นั้น ก็ได้ยินเด็กๆลูกเล็กเด็กแดงของชาวบ้านที่มาที่วัดกันในวันนี้ เด็กๆต่างพากันกระโดดโลดเต้นและร้องเพลง..."ดนตรีนั้นมีชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป ฯลฯ"
ทันใดนั้น คุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆเหล่านั้นก็เอ็ดเด็กๆว่า "อยู่ในวัดในวา อย่าพากันเสียงดัง ร้องรำทำเพลง ต้องสำรวม เกรงใจคุณป้า คุณน้า คุณอา ที่อยู่ข้างๆบ้าง"
ป้าบุญรอดและเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มทักทายเด็กๆ และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขาไปว่า "ไม่เป้นไรหรอก เด็กๆร้องเพลงกันเพราะดีนะจ๊ะ ร้องกันจนจบเพลงได้ด้วย ตัวแค่นี้ความจำแม่นกันจริงๆ อย่าไปว่าพวกเขาเลย เด็กๆได้เล่นได้ร้องตามวัยเขา น่ารักดี ว่าแต่เด็กๆก็ชอบดู หางเครื่อง กันหรือค่ะ"
คุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ ก็ตอบป้าทันทีว่า "ดูกันทั้งบ้านเลย แต่เด็กๆไม่ให้ดูดึกหรอก ดูแค่ตอนสองตอนก็ให้เข้านอนแล้ว แต่ดูแค่นี้ แต่ร้องเพลงกันจนจบเพลงได้ เป็นตางึดๆ 555"
ป้า ก็เลยตอบไปเลยว่า "ฉันก็ดู ละครเขาดีนะ สนุกดี ไม่มีพิษไม่มีภัย ที่บ้านเด็กๆก็ชอบเพลงนี้กันทั้งนั้น"
เท่านั้นแหละ คุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ ไทบ้านคอละครเดียวกันก็เม้ามอยด์กันใหญ่ "นั่นนะซิ สงสารนังเดือนน๊อ ไม่รู้เมื่อไรมันจะได้เป้นนักร้องเสียที ชีวิตมันมีแต่อุปสรรค แต่ก็ยังดีที่มันยังยิ้มได้ ฯลฯ.....ฯลฯ...ฯลฯ "
บทสนทนา บทเม้ามอยด์ ตามประสาไทบ้าน ก็เกิดขึ้น พร้อมกับการผูกกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นในวงข้าวมื้อเช้าในวันพระ ณ วัดถ้ำสหาย แห่งนี้...สมกับเป็นชื่อของวัดเลย มาวัดครั้งนี้ได้กัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นอีกเยอะ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ได้ผูกสหายกันไว้เพราะ ความน่ารักของเด็กๆ และ ละครหางเครื่อง เป็นตัวจุดประกายตรงนี้...ขอบคุณสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในวันนี้นะคะ
กระแสละคร "หางเครื่อง"...กับเรื่องราวดีๆในวันพระ และ ความน่ารักของเด็กๆ
นึกว่าจะมาไม่ทันพระฉันจังหันเช้าเสียแล้ว โชคดีที่มาทันหลวงปู่จันทร์เรียน ท่านสวดยถาฯ ให้ศีลให้พรญาติโยม ที่มาที่วัดในวันนี้...หลังจากนั้นญาติโยมก็พากันนั่งเรียงเคียงกันทานอาหารเช้าที่วัด มื้อบุฟเฟ่ ที่ศาลาการเปรียญ กันอย่างอิ่มท้อง อิ่มบุญ...ในระหว่างที่ป้าและเพื่อนๆนั่งตักสำรับกับข้าวอยู่นั้น ก็ได้ยินเด็กๆลูกเล็กเด็กแดงของชาวบ้านที่มาที่วัดกันในวันนี้ เด็กๆต่างพากันกระโดดโลดเต้นและร้องเพลง..."ดนตรีนั้นมีชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป ฯลฯ"
ทันใดนั้น คุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆเหล่านั้นก็เอ็ดเด็กๆว่า "อยู่ในวัดในวา อย่าพากันเสียงดัง ร้องรำทำเพลง ต้องสำรวม เกรงใจคุณป้า คุณน้า คุณอา ที่อยู่ข้างๆบ้าง"
ป้าบุญรอดและเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มทักทายเด็กๆ และบอกกับคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขาไปว่า "ไม่เป้นไรหรอก เด็กๆร้องเพลงกันเพราะดีนะจ๊ะ ร้องกันจนจบเพลงได้ด้วย ตัวแค่นี้ความจำแม่นกันจริงๆ อย่าไปว่าพวกเขาเลย เด็กๆได้เล่นได้ร้องตามวัยเขา น่ารักดี ว่าแต่เด็กๆก็ชอบดู หางเครื่อง กันหรือค่ะ"
คุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ ก็ตอบป้าทันทีว่า "ดูกันทั้งบ้านเลย แต่เด็กๆไม่ให้ดูดึกหรอก ดูแค่ตอนสองตอนก็ให้เข้านอนแล้ว แต่ดูแค่นี้ แต่ร้องเพลงกันจนจบเพลงได้ เป็นตางึดๆ 555"
ป้า ก็เลยตอบไปเลยว่า "ฉันก็ดู ละครเขาดีนะ สนุกดี ไม่มีพิษไม่มีภัย ที่บ้านเด็กๆก็ชอบเพลงนี้กันทั้งนั้น"
เท่านั้นแหละ คุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ ไทบ้านคอละครเดียวกันก็เม้ามอยด์กันใหญ่ "นั่นนะซิ สงสารนังเดือนน๊อ ไม่รู้เมื่อไรมันจะได้เป้นนักร้องเสียที ชีวิตมันมีแต่อุปสรรค แต่ก็ยังดีที่มันยังยิ้มได้ ฯลฯ.....ฯลฯ...ฯลฯ "
บทสนทนา บทเม้ามอยด์ ตามประสาไทบ้าน ก็เกิดขึ้น พร้อมกับการผูกกัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นในวงข้าวมื้อเช้าในวันพระ ณ วัดถ้ำสหาย แห่งนี้...สมกับเป็นชื่อของวัดเลย มาวัดครั้งนี้ได้กัลยาณมิตรเพิ่มขึ้นอีกเยอะ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ได้ผูกสหายกันไว้เพราะ ความน่ารักของเด็กๆ และ ละครหางเครื่อง เป็นตัวจุดประกายตรงนี้...ขอบคุณสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในวันนี้นะคะ