จับตาให้ดี นิวเจนเนอเรชั่น ช่อง7 >>จาก นสพ.ประชาชาติ>>



"เริ่มจากไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี" หนุ่มขอนแก่นวัย 23 ที่คว้ารองอันดับ 2 จากเวทีดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล ปี 2006 เมื่อครั้งเรียนชั้น ม.4 ที่แม้ถูกทาบให้เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่คราวนั้น ก็ยังไม่ตอบรับ เพราะเลือกที่จะเรียนมากกว่า



ต่อมาตอนเรียนปี 1 คณะมนุษยศาสตร์ฯ เอกภาษาจีนเพื่อธุรกิจ ม.ขอนแก่น เหตุการณ์เดิมก็เกิดซ้ำ แต่เขาก็ยังปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิม

จนมาถูกทาบเป็นครั้งที่ 3 เมื่อราวๆ ปีเศษที่ผ่านมา ตอนเรียนชั้นปี 4 "คิดว่าเป็นพรหมลิขิตหรือเปล่า เลยลองดู" พระเอกหน้าคมบอก

เล่าอีกว่าหลังไม่ผ่านการเทสต์หน้ากล้องครั้งแรกกับช่อง 7 เขาก็ไปเรียนการแสดงและร้องเพลงเพิ่ม จน 4 เดือนให้หลังจึงมีชื่อในละคร "เณรจ๋า", "เลือดเจ้าพระยา" และ "แม่ค้า"

แต่กระนั้น "ช่วงแรกๆ เล่นแข็งมาก แถมเดินตัดมุมกล้องคนอื่นไปหมด" เจ้าตัวเล่าพลางหัวเราะ

หากตอนนี้ค่อยๆ ดีขึ้น

ยิ่งเมื่อขยับจากพระเอกละครเย็นเป็นพระเอกละครหลังข่าว ที่ "ท้าทายทุกอย่าง บทเข้มข้นมากขึ้น" เขาก็ต้องยิ่งพยายามพัฒนาตัวเองมากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับงานเรื่องต่อไปที่จะได้เห็นเขาคือ "อตีตา" กับ "คมพยาบาท" ที่ล้วนแต่เคยเป็นละครดังในอดีตนั้น แน่นอนว่าสร้างความกดดันให้พระเอกหนุ่มไม่น้อย เพราะรุ่นพี่ต่างแสดงไว้ดีเหลือเกิน

"จริงๆ ก็กลัวฟีดแบ๊กจะบั่นทอนตัวเองนะ" เจ้าตัวสารภาพ

"แต่ถ้าเอามาคิดก็เครียดเปล่า ปล่อยไปแล้วทำเต็มที่ของเราก็พอ" ไมค์ หรือที่ชาวบ้านชอบเรียก "ตี๋เล็ก" ไม่ก็ "ไอ้หน้าไข่ปอก" หรือ "ไอ้ปลากะโห้" อันเป็นสมญามาจากละครเรื่อง "แม่ค้า" บอก

"และว่าสิ่งเดียวที่อยู่ในหัวเขาตอนนี้ จึงเป็น "เอาชนะตัวเองด้วยการพัฒนาตน เรื่องแรกอาจยังไม่ดี เรื่องต่อไปต้องดีขึ้นเรื่อยๆ"

ขณะที่ "แคท-ซอนย่า สิงหะ" อดีตนักร้องดูโอ้ "แคท-แพท" ที่ผันตัวมาเล่นละครตามฝัน และมีงาน "คือหัตถาครองพิภพจบสากล" กับ "อตีตา" ให้เห็นฝีมือมาแล้วก็เล่าถึง "วันแรก" ที่ลืมไม่ลงว่า

"เล่นแข็งมาก น้ำเสียงห้าว ร้องไห้ไม่ออก ทุกอย่างยากไปหมด" นักศึกษาปี 1 คณะนิเทศศาสตร์ ม.สแตมฟอร์ด โอดครวญ

แต่เรื่องถ่ายไปออกอากาศไป ไม่เป็นปัญหา แต่ว่ากลับชอบซะงั้น

"มันกดดันเราดี"

เอ๊ะ, ยังไง

"คือเมื่อก่อนป่วยบ่อย แต่พอมาเจอแบบนี้ไม่ป่วยเลย" ว่าพลางหัวเราะ

ในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ แคทบอกว่าแรกๆ เธอก็เป็นเหมือนนักแสดงคนอื่น ที่พอเห็นเจอคำติจากผู้ชม โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ตก็เครียดจัด

หมกมุ่นอยู่กับความเสียใจ กระทั่งคิดได้ว่า "ทำงานจุดนี้ต้องมีทั้งคนด่า คนชอบ"

"และที่มีคนด่าแสดงว่าเขาดูงานเรา" เท่านั้นก็โล่ง

จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นพิจารณาตัวเองว่ามีสิ่งไหนควรปรับปรุง

เมื่อถามว่าตอนนี้อยากทำอะไรอีก ซอนย่ายิ้มเขินก่อนตอบ "ร้องเพลงประกอบละคร"

ยิ่งถ้าเป็นละครที่เล่นเอง "จะเป็นอะไรที่สุดยอดมาก"

"เพราะได้ทำ 2 สิ่งที่รักไปพร้อมกัน"

ด้าน "โซฟี่-อัปสรสิริ อินทรคูสิน" สาวน้อยวัย 15 น้องของนักร้อง "ชิน-ชินวุฒิ อินทรคูสิน" ที่แม้จะผ่านผลงาน "ซีรีส์มาย เมโลดี้ 360 องศารัก" และรับเชิญ "บ้านนี้มีรัก"มาบ้าง แต่พอมาเล่น"คือหัตถาฯ"เต็มตัว นอกจากปัญหาการแสดงที่ยัง "แข็ง" อยู่แล้ว เรื่องของภาษา คนซึ่งคุ้นชินกับภาษาอังกฤษเป็นหลักก็เจออุปสรรคไปเต็มๆ โดยแม้จะเข้าใจความหมาย แต่การออกเสียงให้ถูกต้องน่ะ ยากแท้


อัปสรสิริ อินทรคูสิน

"สอดแนม" กลายเป็น "สอดแหนม" ให้ฮากันทั้งกอง

โชคดีที่ได้ร่วมงานกับมือเก๋าทั้ง "ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์, จั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข, เดฟ-เดวิด อัศวนนท์" เลยได้ทั้งคำแนะนำและกำลังใจดีๆ

ดังนั้นแม้จะเหนื่อย จนบางครั้งแอบท้อ แต่สุดท้ายก็ไม่วายฮึดสู้

"เพราะงานก็คืองาน และทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน" เธอว่า

ในอนาคตสาวน้อยผู้กำลังศึกษาระบบสอบเทียบวุฒิ ม.6 IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) ของอังกฤษ บอกว่าอยากลองแสดงภาพยนตร์ และยังฝันไกลว่าถ้าเป็นได้ก็อยากเป็นศิลปินนักร้องระดับโลก

"อยากทำให้คนรู้สึกว่าดนตรีคือหัวใจเรา และเด็กไทยทำได้" โซฟี่พูดอย่างจริงจัง"

สุดท้ายที่ "มิ้นท์-นวินดา เบอร์ต๊อดตี้" ลูกครึ่งไทย-อิตาลี วัย 21 ปี เจ้าของรางวัล "มายาไอดอล ตัวตนคนมายา 2008" และมีผลงานมิวสิกวิดีโอกว่า 10 ชิ้น รวมถึงละครอีกจำนวนหนึ่ง

อันที่จริงนักแสดงสาวจากคณะบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ ม.กรุงเทพไม่ได้สังกัดช่อง 7 สีโดยตรง แต่รับงานอิสระทั่วไป อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนของเธอจะมาสะดุดผู้ชมเอาจริงๆ ก็ตอนเป็น "พริสซิลลา" ผู้บกพร่องด้านการเรียนรู้ ในละคร "คือหัตถาฯ" ของช่อง 7 นี่เอง

"รู้สึกว่าสิ่งที่เราพยายามมันถึงผู้ชมทางบ้าน" มิ้นท์พูดด้วยความดีใจ

เพราะไหนจะเจองานหนัก ต้องศึกษาลักษณะของผู้ป่วยดังกล่าวมาถ่ายทอด และไหนจะต้องลุยถ่ายชนิดบางฉากกะทันหันหน่อย ต้องถ่าย 6 โมงเย็นแล้วออกอากาศ 2 ทุ่มวันนั้น

แต่สุดท้าย ผลที่ได้มาก็คือประสบการณ์ที่ดี

ถึงตอนนี้หญิงสาวซึ่งสามารถพูดได้ถึง 4 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส บอกว่า เริ่มมีงานติดต่อเข้ามาหาเธอมากขึ้น ซึ่งบางครั้งก็ชน จนต้องปล่อยบางงานไป

แต่ "ไม่ค่อยเสียดายนะ" เธอบอก

เพราะ "ถ้าอะไรเป็นของเรา ยังไงก็ใช่"

"เชื่อว่า everything happen for a reason ค่ะ" บอกอีก

ดังนั้น "หลายเหตุการณ์เศร้า อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ดีกว่าหรือเป็นบทเรียน"

"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้องเชื่อมั่นว่ามันมีเหตุผล"

การได้ชื่อเสียง แต่ต้องแลกมากับความเป็นส่วนตัว ก็มี "เหตุผล" เช่นกัน

"บางทีเหนื่อย ไม่อยากคุยกับใคร แต่ก็ต้องทำ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเราเหนื่อย และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเหนื่อยของเรา"

"ไม่ถูกหรอกที่จะไปเหวี่ยงใคร อาชีพเราคือให้ความบันเทิง ก็ต้องทำให้ดีสุด"

"ทั้งในส่วนงานแสดงและอื่นๆ ที่จะตามมา ในฐานะที่ทำอาชีพนี้"



ที่มา : นสพ.มติชน
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1392698349#
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่