คนไม่ทันสมัย ๑๙ ก.พ.๕๗

นิทานชาวสวน

คนไม่ทันสมัย

เพทาย

ผมเป็นคนที่เกิดมานานมากแล้ว มีชีวิตที่ขาดแคลนมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่น ในสมัยนั้นเขามีอะไรสนใจอะไร ผมก็ไม่มีและไม่สนใจกับเขา เพราะไม่มีปัจจัยที่แปลว่าเงิน พอเป็นหนุ่มขึ้นมาหน่อย ทำงานหาเงินได้บ้างแล้ว ก็ไม่ค่อยพอจะกิน อย่าว่าแต่จะฟุ่มเฟือยเลย เพราะต้องเลี้ยงดูมารดาที่ชราภาพและป่วยด้วยโรคร้ายแรง ที่สมัยนั้นแทบไม่มีทางรักษา

พอแม่เสียชีวิตไปแล้ว เหลือตัวคนเดียวจึงค่อยกระเตาะกระแตะขึ้น และโชคดีที่มีนายเมตตาสงสาร ช่วยให้ได้ทำงานพิเศษมีเงินเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนระดับเสมียนเล็ก ๆ คราวนี้จึงได้เปิดหูเปิดตาดูโลกนอกบ้านของตนเองบ้าง แต่ในสังคมเขาจะเห่ออะไรกัน ก็ไม่ยอมตามสังคมเพราะเสียดายเงิน ซึ่งเป็นนิสัยติดตัวมาแต่เด็ก

จนกระทั่งมีครอบครัวตั้งหลักปักฐานได้แล้ว จึงมีเงินเหลือเพราะเงินเดือนตามตำแหน่งและเงินเพิ่มพิเศษ ก็มากขึ้นทั้งสองทาง ตำแหน่งก็สูงขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยเล็ก ๆ มีลูกน้องไม่กี่คน ทำให้ฟุ่มเฟือยมากขึ้น

คราวนี้จึงมีเงินเหลือพอจะทำบุญได้ ก็ทำบุญหลายประเภทสม่ำเสมอมา แต่ก็ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ไม่มีสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์ประจำบ้าน เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ที่ทำงาน วันหนึ่งประมาณสิบสองชั่วโมง นอกเวลางานก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องติดต่อกับใคร และเมื่อถึงบ้านแล้ว ก็ไม่อยากให้ใครติดต่อมาอีก ไม่ว่าจะเป็นงานเป็นการหรือเรื่องสนุกสนานเฮฮา

จนเมื่อเกษียณอายุราชการออกมาอยู่บ้าน จึงเพิ่งมีโทรศัพท์ประจำบ้าน เพราะห่างจากเพื่อนฝูงที่รักใคร่สนิทสนมไปคนละทางสองทางแล้ว มาจนถึงสมัยปัจจุบันประชาชนคนไทยมีกี่สิบล้าน ต่างก็มีโทรศัพท์พกพา หรือโทรศัพท์ส่วนตัว ที่เรียกกันง่าย ๆ สั้น ๆ ว่ามือถือ ผมจึงไม่เคยมีกับเขาอีกจนได้

เพราะผมถือว่ามันเป็นเสมือนโซ่ ที่ล่ามเราไว้เท่ากับระยะสัญญาณของมัน เราจะทำอะไรก็ไม่มีอิสระ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และถ้าปิดสัญญาณเสียแล้ว เราจะมีมันไว้ทำไม ราคาไม่ใช่ถูก ๆ

เดี๋ยวนี้ผมจึงเป็นคนไม่ทันสมัย เพราะไม่ผูกนาฬิกาข้อมือ และไม่มีมือถือเหน็บเอว และความที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์มือถือ ผมจึงไม่ชอบพูดโทรศัพท์ชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรับหรือการส่ง เพราะได้ยินไม่ค่อยถนัดชัดเจน ต้องซักถามกันกลับไปกลับมากว่าจะเข้าใจ

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ไกลกว่าสนามบินดอนเมืองคนหนึ่ง อยู่ทางบางใหญ่อีกคนหนึ่ง และอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีก็มี เวลาอยากจะพบกัน ผมก็โทรศัพท์ที่บ้านนัดหมายกันไว้ก่อน พอถึงวันนัดกำลังจะออกจากบ้านก็โทร.บอกกล่าวให้ทราบ ถ้าขัดข้องก็จะได้งด ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาก็จะได้พบกัน

แต่สมัยนี้การจราจรเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนผิดนัด ดังนั้นเราจึงนัดพบกันที่ร้านใดร้านหนึ่งเสมอ แม้ใครจะมาช้ามาเร็วก็คอยกันได้ไม่เสียอารมณ์ จึงมีเพื่อนอีกหลายคนที่ว่าผมเป็นคนไม่ทันสมัย แต่ผมก็สบายดีเป็นปกติดีนี่

ย้อนมาถึงเรื่องการทำบุญ ผมเคยเล่าหลายครั้งแล้ว ว่าผมให้ทานแก่ทุกคนที่ขอ เพราะผมเคยได้การช่วยเหลือเรื่องเงินทอง เมื่อสมัยที่เป็นเด็กยากจนค่นแค้น จากผู้อื่นที่ไม่ใช่ญาติสืบสันดานถึงเวลาที่ผมพอจะมีแบ่งปันผู้อื่นได้บ้าง ก็ต้องรีบทำ เพราะผู้ที่เคยช่วยเหลือผมนั้น ส่วนมากก็ตายไปหมดแล้ว ถ้าผมจะตอบแทนทายาทหรือญาติของท่านเหล่านั้นได้ ผมก็จะทำเสมอ ผมจึงทำบุญและทำทานคู่กันไปตลอดเวลา

ทำบุญตามคติทางพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ทำบุญกับมูลนิธิต่าง ๆ หลายแห่งในปีหนึ่ง ๆ แต่ก็ไม่มากมายจนตนเองต้องเดือดร้อน

เมื่อผมเข้ามาท่องเที่ยวในโลกของอินเตอร์เสต ผมก็หาโอกาสแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่นตามความสามารถเสมอ เมื่อผมเข้าไปในห้องจตุจักร ผมก็มีโอกาสได้บริจาคเงินช่วยผู้อุปการะแมวและหมาพเนจร หลายครั้ง แม้บางครั้งจะมีการประมูลสิ่งของเพื่อหาเงินไปช่วยการกุศล ผมก็จะบริจาคเงินโดยไม่ขอประมูล จึงมีหลายท่านที่รู้จักนามปากกาหรือชื่อล็อคอินของผม

เมื่อมีโอกาสท่านเหล่านั้นก็จะบอกผมทางหลังไมค์ ผมก็ยินดีที่จะร่วมการกุศล เท่าที่ผมจะทำได้ในเวลานั้น

เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือผมได้รับเงินบำนาญ ที่เคยเพิ่มห้าเปอร์เซ็นต์เพียงครั้งหรือสองครั้ง ในช่วงเวลาร่วมสิบปี แต่ค่าครองชีพของคนธรรมดาเช่นผม เพิ่มขึ้นถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยคิดจากราคาก๋วยเตี๋ยว จากสิบบาทเป็นยี่สิบบาท

เมื่อไม่นานมานี้มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ชักชวนให้ร่วมบำบุญ ด้วยการซื้ออาหารสุนัขไปช่วยผู้รับเลี้ยงสุนัขจรจัด ในต่างจังหวัด ผมเห็นว่าการซื้ออาหารแล้วส่งไปให้เป็นภาระที่ยุ่งยากมาก อยากจะบริจาคเป็นเงิน ส่งทางธนาณัติเช่นที่ผมเคยทำเป็นประจำทุกเดือน เมื่อส่งให้มูลนิธิต่าง ๆ แต่ท่านผู้นี้เป็นคนทันสมัย ได้แนะนำให้ผมโอนเงินผ่านธนาคาร ซึ่งผมไม่ค่อยถนัด และเป็นธนาคารที่ผมไม่เคยติดต่อเสียด้วย

เมื่อถึงเวลาผมก็เดินไปธนาคารสาขาบางกระบือ ซึ่งห่างจากบ้านผมไปไม่ถึงสองกิโลเมตร เข้าไปแล้วก็ค่อนข้างตื่นสถานที่ซึ่งไม่เคยมา เมื่อเขียนแบบฟอร์มแล้วจึงหยิบบัตรคิวรอเรียก ระหว่างนั่งรอประมาณสิบหมายเลข ก็สำรวจดูทางเข้าทางออก และหมายเลขที่นั่งของเจ้าหน้าที่ไปพลาง ๆ

แต่พอถึงคิวของผมปรากฏว่าหมายเลขบัญชีไม่ครบ ขาดไปตัวหนึ่ง ผมก็ไม่ทราบว่าจดมาผิดหรือผู้บอกผิด

จึงขอโทษเจ้าหน้าที่แล้วออกมาหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ ต่อสายไปยังเจ้าของบัญชีที่เป็นโทรศัพท์มือถือต่างจังหวัด ผมหยอดเหรียญลงไปห้าบาทเป็นเหรียญบาทล้วน ๆ กว่าจะครบก็แทบเหงื่อแตก และพูดไม่ทันเสียสองหน พอพูดได้ก็ไม่ค่อยได้ยินเพราะ เสียงรถเมล์ที่แล่นผ่านตู้โทรศัพท์ของผม มันมาติดต่อกันเป็นงูกินหาง ยังฟังตัวเลขบัญชีไม่ครบทั้งเก้าตัว ก็หมดห้าบาทแล้ว

ไม่เป็นไรลองอีกที ยังมีเหลืออีกห้าบาทเป็นเหรียญบาทเช่นเดิม คราวนี้พอฟังได้แว่วว่าตัวที่ขาดเป็นเลขอะไร พอจะทวนซ้ำ ก็หมดไปอีกห้าบาท และเหรียญหมดกระเป๋าแล้ว ก็เลยต้องเสี่ยงใส่เลขตัวที่ได้เพิ่มเข้าไปแล้วรอคิวใหม่

คราวนี้โชคดีเจ้าหน้าที่ดำเนินการเคาะคีย์บอร์ด แล้วก็ขอค่าโอนสามสิบบาท เพราะโอนข้ามเขต ผมจึงได้เงินทอนมายี่สิบบาทเป็นเหรียญห้าบาทสองอัน

เมื่อเสร็จธุระแล้ว จึงลงบันไดธนาคารมาด้วยความโล่งอก แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าควรจะต้องยืนยันกับท่านเจ้าของบัญชีให้แน่นอนเสียด้วยเลย เหรียญห้าบาทก็มี่แล้ว คราวนี้มีประสบการณ์ในการพูดกับมือถือแล้ว จึงไม่ต้องฟังว่าฝ่ายโน้นพูดว่าอย่างไร รีบถามว่าคุณใช่ไหมครับ ซึ่งความจริงคนทันสมันเขาไม่ต้องถามกัน แค่ฟังเพลงไตเติ้ลเขาก็รู้แล้วว่าใครพูด

พอฝ่ายโน้นรับคำก็รายงานเลยว่าผม เจียวต้าย โอนเงินมาให้แล้วครับ แล้วก็วางหู คราวนี้ไม่ถึงห้าบาท แต่มันก็ไม่ทอนเพราะเป็นเหรียญห้าอันเดียว จึงเป็นอันว่าได้โล่งใจและอิ่มบุญจริง ๆ เสียที

นี่ถ้าหากผมเป็นคนทันสมัย มีมือถือเหมือนกับเขาทั้งหลาย ก็คงไม่ยุ่งยากเหนื่อยหัวใจขนาดนี้หรอก แต่ผมก็ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไร เพราะผมยังมีเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ลืมบอกไป

คือเมื่อผมมีอายุเลยเกษียณมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว อะไรอะไรก็หย่อนยานเทิบทาบเหี่ยวแห้งไปหมด มีตึงอยู่อย่างเดียว

คือหูครับ.........หู.

###########
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่