ม็อคค่าปาท่องโก๋ : รางวัล “ปาท่องโก๋ทองคำ”

สวัสดีครับ

      ขออนุญาต นำคอลัมน์ "ม็อกค่าปาท่องโก๋" ที่ผมเขียนประจำในเนชั่นสุดสัปดาห์นั้น มาเผยแพร่ให้ได้อ่านกัน เพื่อขอคำแนะนำ คำติชม เพื่อปรับปรุงงานเขียนต่อไปในอนาคตเรื่อยๆครับ ขอบคุณครับ

เนชั่นสุดสัปดาห์ เล่มที่ 1130


     ปี 2556 ที่ผ่านไป วงการหนังไทยมีเรื่องราวมากมายหลากหลาย และจะมีรางวัลหนังไทยแจกกันยาวไปจนเกือบถึงกลาง พ.ศ.2557 อีกมากมาย (ฮา)

     ปีนี้ ผมอยากตั้งรางวัลขึ้นมาเองเพื่อมอบให้กับ “หนังไทย ประจำปี 2556” ตั้งชื่อว่ารางวัล “ปาท่องโก๋ทองคำ”
แต่ไม่มีอะไรให้นะครับ 55555

หนังผียอดเยี่ยม + หนังตลกยอดเยี่ยม + หนังรักยอดเยี่ยม
-    คงไม่มีทางเป็นหนังเรื่องไหนไปได้นอกจาก “พี่มาก...พระโขนง” และไม่ต้องเสียเวลาแบ่งแยกออกเป็น 3 รางวัล รวบมาให้ทีเดียวก็ดูจะเหมาะสมดี เพราะหนังเรื่องนี้ มีดีทั้งผี ทั้งตลก ทั้งรัก ทั้งได้เงิน ไร้คู่แข่งโดยสิ้นเชิง

หนังอะไรไม่รู้แห่งปี
-    รางวัลนี้ตั้งใจตั้งมาให้กับหนังไทยเรื่องหนึ่งที่หน้าหนังดูตลาดมากๆ ตัวอย่างหนังก็ดูปกติ เนื้อเรื่องก็น่าสนใจ แต่พอเข้าไปดูแล้ว เป็นหนังเรื่องเดียวในปีนี้ที่ผมไม่ได้เขียนรีวิว เพราะไม่รู้จะเขียนยังไง หนังเรื่องนั้นคือ “โลงจำนำ” หนังประหลาดมากๆ ครับ ทั้งการถ่ายภาพ บท เนื้อเรื่อง ไม่สามารถประเมินได้ว่าดีหรือแย่ อินดี้หรือไม่อินดี้ บอกเลยครับว่าถ้าอยากดูอะไรที่แปลกกว่าที่คุณเคยดูมา เรื่องนี้คือคำตอบครับ

ผู้กำกับขวัญใจนายทุน
-    จะเป็นใครคนอื่นไปไม่ได้เด็ดขาด ต้องเป็น “โต้งพันล้าน” หรือ “บรรจง ปิสัญธนะกูล” ผู้กำกับ “พี่มาก...พระโขนง” ที่ค่าย GTH ส่งเข้าประกวดเท่านั้น เรื่องเดียว รายได้มากกว่าหนังไทยที่เหลือรวมกันทั้งปีแบบสบายๆ ทำให้ค่าย GTH ไม่ต้องมีหนังไทยออกมาอีกเลยในปีนี้ก็ได้ ผลงานขนาดนี้ นายทุนรักตายเลยครับ

ผู้กำกับขวัญใจคณะกรรมการ
-    ดูเหมือนจะมีอยู่ 2 ท่านครับที่สูสีกัน ระหว่าง “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ผู้กำกับ “ตั้งวง” กับ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์”  ผู้กำกับ Mary is Happy, Mary is Happy. ซึ่งปีที่แล้วเกือบทุกสถาบัน ก็สู้กันระหว่าง 2 คนนี้ครับ “แต่เพียงผู้เดียว” ปะทะ “36” กันทุกเวที เอาง่ายๆ ครับ ผมเลือกทั้ง 2 ท่านให้รับตำแหน่งร่วมกันไปเลยดีกว่า

ผู้กำกับขวัญใจวัยรุ่น
-    รางวัลนี้ยกให้ พจน์ อานนท์ ผู้กำกับ “ม.6/5 ปากกล้าท้าผี” ไปเลยครับ จากรายได้และกระแส ที่แม้แต่นักวิจารณ์หนังก็ยังงงกันไป กับการกวาดรายได้ไปกว่า 46 ล้านบาท  และสร้างดาราขวัญใจวัยรุ่นไทยหน้าใหม่เข้ามาในวงการอีกหลายคน

ผู้กำกับขวัญใจคอการเมือง
-    ปีนี้ที่จริงมีหนังการเมืองโดยตรงหลายเรื่อง ตั้งแต่ “ประชาธิปไทย” “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” “ปิตุภูมิ พรมแดนแห่งรัก” (ที่สุดท้ายไม่ได้ฉาย) แต่ผมขอเลือก “ตั้งวง” ซึ่งแสดงภาพการเมืองไทยแบบไม่เลือกข้างได้อย่างเป็นจริงที่สุด ที่แม้มีเวลาในหนังแค่สั้นๆ แต่กดดันได้ดีเหลือเกิน

ฉากหักมุมโดนใจแห่งปี
-    ในปีนี้การหักมุมของหนังหลายเรื่องยังไม่สร้างความประทับใจให้ผมมากนัก เลยทำให้ หนังตั้งแต่ต้นปีอย่าง “ทองสุก 13” ได้รางวัลนี้ไปกับฉากจบด้วยประโยคเด็ดว่า “อย่างนี้เค้าเรียกว่า ผีหลอก” ซึ่งทำให้ต้องตะโกนออกมาว่า “ตรูว่าแล้วววว”

ฉากจบแห่งปี
-    ฉากจบที่เรียกว่าเหมือนโดนต่อยนี้ อยู่ในหนังเรื่อง “ตั้งวง” ครับ เชื่อว่าไม่ได้ต่อยโดนผมคนเดียวล่ะ โดนกันเป็นแถบ เผลอๆ โดนกันทั้งประเทศ กับเรื่องของความเป็นไทย ออกมาจากโรง ยังรู้สึกเมาหมัดอยู่เลย

ฉากสะเทือนใจแห่งปี
-    ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในหนังที่มีชื่อแบบมีความสุขเรื่อง Mary is Happy, Mary is Happy. เอาเป็นว่า มาแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันเตรียมใจ อึ้งอย่างเดียว เรียกว่าต้องทนดูต่อแบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันสะเทือนตรงที่เหนือความคาดหมายนี่ล่ะครับ

ฉากกระแทกใจแห่งปี
-    ฉากที่กระแทกใจผมที่สุดนั้น อยู่ในหนังเรื่อง “Love Syndrome รักโง่ๆ” และอาจจะไม่ใช่ฉากเดียวกับหลายๆคนประทับใจในหนังเรื่องนี้ แต่สำหรับผม ฉากนี้ทรงพลังมากๆ โดยเฉพาะเพลง “ไกลแค่ไหนคือใกล้” ที่มาในจังหวะที่ถูกต้องเป๊ะเป็นวินาทีกันเลย ฉากนั้นคือฉากบนรถประจำทางครับ มันทั้งอัดอั้น เจ็บปวด ไม่เข้าใจ รันทด แถมตอนที่ยื่นมือออกไป ยิ่งเจ็บจี๊ดเลยละครับ ฉากนี้ทำให้ผมหวนนึกไปถึงจังหวะที่เพลง “รักไม่ต้องการเวลา” ดังขึ้นใน “กวนมึนโฮ” และเพลง “สักวันหนึ่ง” ดังขึ้นใน “สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก” คือพอได้ยินเพลงสามเพลงนี้ที่ไหน ภาพในหนังฉากนั้นก็โผล่มาในหัวเลยครับ

ฉากชวนปวดสายตาแห่งปี
-    หากใครได้ดู “ต้มยำกุ้ง 2” ในระบบ 3D คุณอาจจะเห็นฉากปีนตึกที่เป็นมุมมองบุคคลที่ 1 แทนสายตาของ “ขอน” แป๊บๆ แค่ไม่กี่วินาที แต่ชวนให้มึนสายตาเป็นอย่างยิ่ง ลองคิดดูว่าในตอนแรก ฉากนี้จะเป็น Long Take ครับ (พี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับ บอกผมว่าจะมีตัวเต็มให้ดูใน DVD) แต่ถูกตัดออกเพราะตอนทดลองฉายภายใน คนดูกว่าครึ่งรับไม่ไหว ขอบอกไว้เลยครับว่า แค่ไม่กี่วิในหนัง ผมก็จะไม่ไหวแล้วครับ หรือนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทาง Hollywood ยังไม่มีใครทำหนังที่เป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ที่เป็น 3D ออกมา (ดูเหมือนใน Gravity จะมีฉากแทนสายตานางเอกอยู่หลายฉากเหมือนกัน)

ฉาก Design เท่แห่งปี
-    ที่จริงมีหนังไทยในปีนี้ที่มีฉาก Design เท่ๆ มากมาย แต่ถ้าเอาความชอบส่วนตัว ผมชอบฉากถอดเข็มขัดนิรภัยในรถโฟล์คเต่าใน “Love Syndrome รักโง่ๆ” ครับ มันเจ๋งตรงที่อาศัยการที่เข็มขัดนิรภัยซึ่งไม่มีระบบดึงกลับเพื่อเก็บสาย (ซึ่งรถในยุคปัจจุบันสายจะดึงเก็บเอง) มา Design ให้เกิดฉากที่ต้องใกล้ชิดแบบถึงเนื้อถึงตัวกันจนต่อไปถึงฉากเลิฟซีนได้ เชื่อว่าหลายๆคนจะงงครับว่า ทำไมเข็มขัดนิรภัยมันจะถอดยากขนาดนั้น แต่ถ้าใช้รถรุ่นใหม่ ฉากนี้ก็เกิดไม่ได้สวยงามแบบในหนังสิครับ

ฉากหัวเราะตายแห่งปี
-    ฉากตลกในปีนี้มีหลายฉากที่ขำมากๆครับ อย่างฉากบันไดใน “พี่มาก...พระโขนง” ใน “แหยมยโสธร 3” กับ “ฟัดจังโตะ” ก็มีหลายฉาก แต่ที่ขำตายจริงๆ สำหรับผมคือ ฉากล้อหนังเรื่องอื่นใน “รวมพลคนลูกทุ่งเงินล้าน” ครับ และยิ่งตอนขึ้นเพลงมาด้วยนี่หัวเราะน้ำตาไหลไม่หยุด

สกอร์นรกแห่งปี
-    โดยปกติ สกอร์ หรือเสียงเพลง Background ควรจะมีบทบาทในแค่อารมณ์ของหนัง แต่เรื่องนี้สกอร์บ้าบอของ “ฟัดจังโตะ” ใช้สร้างจังหวะขำได้ครับ นับถือผู้นำมาใช้จริงๆ ฟังแล้วอึ้งปนเสียวแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน  โอ้วสส์

ผีน่ารักแห่งปี
-    ในปีนี้ หนังผีเยอะมากๆ ครับ ผีสาวๆ ก็เยอะ ทั้ง “ใหม่ ดาวิกา”  ใน “พี่มาก...พระโขนง” “คริส หอวัง” ใน “โอ้!มายโกสต์ คุณผีช่วย” และอีกหลายคน แต่ผมเลือกแบบตามใจตัวเอง ขอเลือก “มีน อภิษฐา คล้ายอุดม” ใน “ผีเข้า ผีออก” ครับ เพราะตอนเป็นผีก็ยังน่ารัก ส่วนคนอื่นๆ “สวย” ครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

หล่อทะลุจอแห่งปี
-    แน่นอนว่า ปีนี้ มีหนังของ Super Star 2 คน ออกมา คือ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ใน “คู่กรรม” และ “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข” ใน First Love แต่ในระดับความหล่อในหนัง “เจมส์ จิรายุ” ที่แม้ไม่มีคราบฝุ่น ระเบิด ขี้เถ้า โปะบนหน้า แต่ความเด่นเด้ง ก็ยังสู้ "ณเดชน์" หน้าดำปี๋ ไม่ได้ครับ เรียกว่าหล่อทะลุระเบิดกันเลย

สาว “ซึนเดเระ” แห่งปี
-    อะไรคือ “ซึนเดเระ” หลายท่านอาจเคยได้ยินแต่ไม่รู้ความหมาย คำว่า ซึนเดเระ (ツンデレ) รากศัพท์นั้นมาจากคำว่า ซึนซึน (ツンツン) ที่หมายถึงบุคลิกเย็นชา โมโหร้าย รวมกับคำว่า เดเระเดเระ (デレデレ) ที่หมายถึงบุคลิกอ่อนหวาน ดังนั้นจึงเกิดเป็นคำจำกัดความของบุคลิกภาพแบบหนึ่งที่มักจะปรากฏในการ์ตูนอนิเม และมังงะ ที่หมายถึง บุคลิกที่เมื่อแรกเริ่มจะไม่เป็นมิตร ดุ และเย็นชา แต่มาภายหลังกลับเปลี่ยนเป็น อ่อนไหว อ่อนหวาน จริงๆ แล้วตัวละครสาวซึน หนุ่มซึนที่มีลักษณะดังกล่าว จะมีนิสัยค่อนข้างอ่อนไหวอยู่แล้ว เพียงแต่สร้างบุคลิกแข็งกร้าวขึ้นมาปิดบังเอาไว้ ดังนั้นเวลาที่ตัวละครเหล่านี้มีความรัก มักจะแสดงอาการในแบบที่มักจะเรียกกันว่า "รักนะ แต่ไม่แสดงออก" หรือมักจะมีอาการ "ปากไม่ตรงกับใจ" อยู่เสมอๆ ( ข้อมูลจาก http://www.j-channel.jp/th/MottoshiritaiJapan/1291-mottoshiritaijapan_ซึนเดเระ )
ผมเองก็เคยได้ยินคำนี้ แต่ก็นึกตัวอย่างไม่ออก จนได้เห็น “ยิปซี คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์” แสดงเป็น  “โจ” ใน “Love Syndrome รักโง่ๆ” จบครับ ใช่เลย ไม่ต้องอธิบาย เอาไปใช้เป็นตัวอย่างของ “ซึนเดเระ” ได้ทันที

ประโยคเด็ดจากคนที่สัมภาษณ์มาแห่งปี
-    ประโยคที่โดนใจจากแต่ละคนที่ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์มาในปีนี้ครับ

บรรจง ปิสัญธนะกูล: การที่คนอยู่กับผี คือคนที่สังคมไม่ยอมรับซึ่งจริงๆ มันคือคนที่แตกต่าง เราคุยกันแต่แรกแล้วว่าเราพูดเรื่องกว้างมาก ไม่ได้พูดว่านี่คือการเมือง จริงๆ มันคือการเหยียดผิว เหยียดชนชั้น เหยียดเพศที่ 3 หรือเหยียดความคิดทางการเมืองก็ได้ คือมันเป็นเรื่องเดียวกันหมด ทำไมเราต้องไปรังเกียจคนที่เห็นต่างจากเรา

อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ Pantip.com: การที่มีคนพูดว่า “ข้านี่แหละเป็นคนสนับสนุนหนังไทย” จริงๆ ผมอยากบอกว่า ทำหนังไทยที่ดีออกมาก่อน ถ้าหนังดี ถูกใจคน คนก็ออกมาดูหนังไทยเอง ทำหนังให้ดีก็พอ ถ้าหนังดี คนใน Pantip ก็จะเชียร์และบอกต่อเอง

ณัฐพล พันธ์นิกุล ผู้บริหารโรงหนังเนวาด้า อุบลฯ: วงการหนังไทยต้องปรับตัว เครือหนังค่ายใหญ่ก็จะขยายเข้ามามากขึ้น ต้องยอมรับสัจธรรมและความเปลี่ยนแปลงให้ได้ เรื่องระบบดิจิตอลมาแน่ๆ

ปรัชญา ปิ่นแก้ว: ทำหนังดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำหนังให้น่าดูด้วย ถ้าคุณทำหนังดี แต่ไม่น่าดู หรือดูไม่สนุก ต่อให้ดีอย่างไรก็เจ๊ง แม้ว่าจะดีแค่ไหนก็ตาม

อเล็กซ์ เรนเดลล์: ทำให้อย่างไรให้คนดูหนังไทย ผมมองว่าอยู่ที่การโปรโมท และต้องมีโอกาสให้กับผู้กำกับที่ทำหนังได้ดีถึงแม้จะพลาดในเรื่องรายได้ ให้ได้ทำหนังเรื่องต่อๆ ไป แต่ตอนนี้ถ้าทำไม่ดี ก็เปลี่ยนคนใหม่มา แล้วประสบการณ์จะหาได้จากไหน

ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ: หนังไทยที่จริงแล้วมันไม่ควรเรียกว่าอุตสาหกรรม และจะเรียกอาชีพผู้กำกับหนังก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะในความจริงพวกเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ครับ ผมไปสอนหนังสือ ไม่กล้าบอกเด็กว่าผู้กำกับเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูเราได้จนเราแก่ ไม่เหมือนขายข้าวมันไก่ที่ทำไปได้เรื่อยๆ พอหนังเรื่องหนึ่งเสร็จ เราก็ต้องไปเริ่มเรื่องใหม่ สำหรับผมเรียกว่าอาชีพไม่ได้
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่