พอดีงานประจำช่วงนี้ค่อนข้างซบเซาน่ะค่ะ เค้าเลยอยากหารายได้เสริม
ตอนนี้ถูกชักชวนเข้าสู่ธุรกิจยี่ห้อ " ย "
แรกๆก็เริ่มโดนการให้ชามาทดลองกินหนึ่งกล่อง
ต่อมาขนมาสองถุงใหญ่ ผลิตภัณฑ์ ของ ย เต็มไปหมด หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ เสียไปสองหมื่นได้มั้งคะ (อันนี้ไม่รู้สองหมื่นจริงรึเปล่า ไปอ่านประทู้อื่น เค้าว่า เสียไปสี่หมื่นละ สงสัยแฟนโกหก 555)
สมัครเป็นสมาชิกไปแล้วด้วย ไม่รู้เท่าไร่
แล้วนี่ก็มีหายไปช่วงเย็น ไปนั่งฟังเรียนไปตาม level (เค้าเรียกว่า ป.1 ป.2 ป.3)
แล้วก็ไปนั่งดูสุทัศน์ (นามสมมุติของคนที่มาชวนเค้าไปทำ) คุยชักชวนคนอื่นๆ แบบที่ชวนเค้า (เค้าเรียกมันว่า เสนอโอกาสทางธุรกิจ....เฮ้อ)
หรือไม่ก็ไปนั่งดู สุทัศน์เขียนแผนธุรกิจให้คนอื่นๆ ที่เริ่มสมัครเข้ามา
ศ ส อา นี้ ก็จะไปแคมป์อีก ที่นครนายก เสียเงินเองนะ สี่ห้าพัน เท่าที่แอบถาม ก็น่าจะประมาณไปรู้จักเพื่อนๆที่ถูก "เสนอโอกาสทางธุรกิจ" มาด้วยกัน ต้องไปนอนห้องร่วมกับใครที่ยังไม่ทราบ ทางค่ายจะจัดให้น่ะค่ะ
คือเค้าก็เอาซีดีให้เราดูนะ ที่มันอธิบายเรื่อง Passive Income / Active Income อะไรทำนองนั้น แล้วก็เล่าถึงกรณีของคนที่สำเร็จ ที่มีบ้านที่นั่นที่นี่ ห้าสิบล้าน ร้อยล้าน มีรถ ลัมโบกินี่ แล้วก็มีขึ้นตารางให้ดู ว่าทำ 6 เดือน ได้เท่าไร่ 2 ปีเท่าไร่
เราเคยถามเค้านะ ว่ารายได้หลักๆ คืออะไร สรุปคือ ไปชวนคนมาแล้ว ให้เค้าซื้อของ แล้วเราได้หัวคิว มันเหมือนเป็นปิรามิด แต่คนที่เราชวนมา ไม่ใช่ลูกค้า เพราะเราไม่ได้ขายของ ตรูละงง สรุปคือรายได้ มาจาก การที่คนที่เราชวน เค้าซื้อสินค้า เราก็จะได้หัวคิว ส่วนสุทัศน์ก็ได้หัวคิวจากเค้าอีกทีหนึ่ง
สุทัศน์ดึงเค้าเข้ากรุ๊ปในไลน์ค่ะ แฟนเราเอารูปมาให้ดู บางรูปเราดูแล้ว ก็รู้สึกหดหู่นะ เค้าไปตามต่างจังหวัด ที่ยังเป็นถนนดินลูกรัง ชวนชาวบ้านมาทำน่ะ เราไม่ได้ดูถูกนะคะ แต่เราแค่คิดว่า ชาวบ้าน จะเข้าใจมั้ย ว่าจริงๆคืออะไร ชาวบ้านเค้าอยากทำแบบนี้จริงเหรอ อยากซื้อใช้จริงๆมั้ย
เราแอบไปเอาภาพมา อันนี้เป็นทีมของสุทัศน์อีกทีหนึ่งค่ะ เสียดายที่เราเอาภาพที่สุทัศน์ไปชวนชาวบ้านมาไม่ได้ แฟนเราลบไปแล้วน่ะ มันชนบทกว่ารูปที่เอาให้ดูอีกนะ
คือบางรูปแฟนเราดูแล้ว ก็พูดเหมือนว่า เค้าไม่เข้าใจ ว่าชาวบ้านจะทำได้เหรอ ทำไมสุทัศน์ไปทำกับชาวบ้านแบบนี้ เท่าที่เราอยู่กะเค้ามาหลายปี เค้าเป็นคนจิตใจดีค่ะ แฟนเราเค้าคงรับรู้ได้ลึกๆว่า มันไม่ควรไปทำแบบนั้นกับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องน่ะ เพราะลำพังเค้าเองนะ เราเคยทำเป็นพูดเล่นๆ ว่าให้ชวน คนนั้น คนนี้สิ (ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ตัว) เค้าก็บอกว่า ไม่อยากชวนคนใกล้ตัว เรามั่นใจว่าเค้าเอง ก็ยังลังเล ว่ามันดีไม่ดี มันหลอกรึเปล่า เลยไม่อยากให้มาเกี่ยวข้องกะคนใกล้ตัวน่ะ
ตอนนี้เรากลุ้มใจมากค่ะ แฟนเริ่มใส่ใจงานประจำน้อยลง (เป็นอาชีพอิสระค่ะ ทำเป็นโครงการๆไป) วันๆ ก็อ่านหนังสือที่ซ์้อมา นั่งเขียน KPI ไปเรื่อยๆ จดรายชื่ออะไรซักอย่าง น่าจะเป็นรายชื่อพวกคนที่จะไปเสนอ "โอกาสทางธุรกิจ"
เคยคุยกันว่า ไหนๆสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดี งานน้อย ก็ลองทำดูละกัน แต่ ก.พ.ปีหน้า ก็ถือว่าเข้ามาทำครบปี จะต้องมาพิจารณากันแล้วนะ ว่าที่เสียๆเงินไป ได้อะไรกลับมาเท่าไร่
ประเด็นคือ เราไม่อยากรอให้ครบปีแล้วค่ะ ตอนนี้รู้สึกเหมือนแฟนถูกล้างสมอง หลงเข้าไปในวังวนของความฝันเลื่อนลอย รู้สึกว่ามันไร้สาระจริงๆค่ะ อยากขอแนะนำจากผู้ที่เลิกทำแล้ว ว่าเราควรจัดการอย่างไรกับปัญหานี้ดีคะ ? ลำพังเราก็แค่มนุษย์เงินเดือน ที่บ้านเคยทำค้าขายมา เข้าใจมาโดยตลอดว่าเรามีเงินเพิ่มขึ้นมา เราต้องทำงานแลกให้ได้เงินมา ไม่ใช่การทำงานแบบของ "ย" แบบนี้น่ะค่ะ
กลุ้มใจมากค่ะ แฟนกำลังหลงเข้าไปในธุรกิจขายตรง T_T
ตอนนี้ถูกชักชวนเข้าสู่ธุรกิจยี่ห้อ " ย "
แรกๆก็เริ่มโดนการให้ชามาทดลองกินหนึ่งกล่อง
ต่อมาขนมาสองถุงใหญ่ ผลิตภัณฑ์ ของ ย เต็มไปหมด หนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ เสียไปสองหมื่นได้มั้งคะ (อันนี้ไม่รู้สองหมื่นจริงรึเปล่า ไปอ่านประทู้อื่น เค้าว่า เสียไปสี่หมื่นละ สงสัยแฟนโกหก 555)
สมัครเป็นสมาชิกไปแล้วด้วย ไม่รู้เท่าไร่
แล้วนี่ก็มีหายไปช่วงเย็น ไปนั่งฟังเรียนไปตาม level (เค้าเรียกว่า ป.1 ป.2 ป.3)
แล้วก็ไปนั่งดูสุทัศน์ (นามสมมุติของคนที่มาชวนเค้าไปทำ) คุยชักชวนคนอื่นๆ แบบที่ชวนเค้า (เค้าเรียกมันว่า เสนอโอกาสทางธุรกิจ....เฮ้อ)
หรือไม่ก็ไปนั่งดู สุทัศน์เขียนแผนธุรกิจให้คนอื่นๆ ที่เริ่มสมัครเข้ามา
ศ ส อา นี้ ก็จะไปแคมป์อีก ที่นครนายก เสียเงินเองนะ สี่ห้าพัน เท่าที่แอบถาม ก็น่าจะประมาณไปรู้จักเพื่อนๆที่ถูก "เสนอโอกาสทางธุรกิจ" มาด้วยกัน ต้องไปนอนห้องร่วมกับใครที่ยังไม่ทราบ ทางค่ายจะจัดให้น่ะค่ะ
คือเค้าก็เอาซีดีให้เราดูนะ ที่มันอธิบายเรื่อง Passive Income / Active Income อะไรทำนองนั้น แล้วก็เล่าถึงกรณีของคนที่สำเร็จ ที่มีบ้านที่นั่นที่นี่ ห้าสิบล้าน ร้อยล้าน มีรถ ลัมโบกินี่ แล้วก็มีขึ้นตารางให้ดู ว่าทำ 6 เดือน ได้เท่าไร่ 2 ปีเท่าไร่
เราเคยถามเค้านะ ว่ารายได้หลักๆ คืออะไร สรุปคือ ไปชวนคนมาแล้ว ให้เค้าซื้อของ แล้วเราได้หัวคิว มันเหมือนเป็นปิรามิด แต่คนที่เราชวนมา ไม่ใช่ลูกค้า เพราะเราไม่ได้ขายของ ตรูละงง สรุปคือรายได้ มาจาก การที่คนที่เราชวน เค้าซื้อสินค้า เราก็จะได้หัวคิว ส่วนสุทัศน์ก็ได้หัวคิวจากเค้าอีกทีหนึ่ง
สุทัศน์ดึงเค้าเข้ากรุ๊ปในไลน์ค่ะ แฟนเราเอารูปมาให้ดู บางรูปเราดูแล้ว ก็รู้สึกหดหู่นะ เค้าไปตามต่างจังหวัด ที่ยังเป็นถนนดินลูกรัง ชวนชาวบ้านมาทำน่ะ เราไม่ได้ดูถูกนะคะ แต่เราแค่คิดว่า ชาวบ้าน จะเข้าใจมั้ย ว่าจริงๆคืออะไร ชาวบ้านเค้าอยากทำแบบนี้จริงเหรอ อยากซื้อใช้จริงๆมั้ย
เราแอบไปเอาภาพมา อันนี้เป็นทีมของสุทัศน์อีกทีหนึ่งค่ะ เสียดายที่เราเอาภาพที่สุทัศน์ไปชวนชาวบ้านมาไม่ได้ แฟนเราลบไปแล้วน่ะ มันชนบทกว่ารูปที่เอาให้ดูอีกนะ
คือบางรูปแฟนเราดูแล้ว ก็พูดเหมือนว่า เค้าไม่เข้าใจ ว่าชาวบ้านจะทำได้เหรอ ทำไมสุทัศน์ไปทำกับชาวบ้านแบบนี้ เท่าที่เราอยู่กะเค้ามาหลายปี เค้าเป็นคนจิตใจดีค่ะ แฟนเราเค้าคงรับรู้ได้ลึกๆว่า มันไม่ควรไปทำแบบนั้นกับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องน่ะ เพราะลำพังเค้าเองนะ เราเคยทำเป็นพูดเล่นๆ ว่าให้ชวน คนนั้น คนนี้สิ (ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนใกล้ตัว) เค้าก็บอกว่า ไม่อยากชวนคนใกล้ตัว เรามั่นใจว่าเค้าเอง ก็ยังลังเล ว่ามันดีไม่ดี มันหลอกรึเปล่า เลยไม่อยากให้มาเกี่ยวข้องกะคนใกล้ตัวน่ะ
ตอนนี้เรากลุ้มใจมากค่ะ แฟนเริ่มใส่ใจงานประจำน้อยลง (เป็นอาชีพอิสระค่ะ ทำเป็นโครงการๆไป) วันๆ ก็อ่านหนังสือที่ซ์้อมา นั่งเขียน KPI ไปเรื่อยๆ จดรายชื่ออะไรซักอย่าง น่าจะเป็นรายชื่อพวกคนที่จะไปเสนอ "โอกาสทางธุรกิจ"
เคยคุยกันว่า ไหนๆสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดี งานน้อย ก็ลองทำดูละกัน แต่ ก.พ.ปีหน้า ก็ถือว่าเข้ามาทำครบปี จะต้องมาพิจารณากันแล้วนะ ว่าที่เสียๆเงินไป ได้อะไรกลับมาเท่าไร่
ประเด็นคือ เราไม่อยากรอให้ครบปีแล้วค่ะ ตอนนี้รู้สึกเหมือนแฟนถูกล้างสมอง หลงเข้าไปในวังวนของความฝันเลื่อนลอย รู้สึกว่ามันไร้สาระจริงๆค่ะ อยากขอแนะนำจากผู้ที่เลิกทำแล้ว ว่าเราควรจัดการอย่างไรกับปัญหานี้ดีคะ ? ลำพังเราก็แค่มนุษย์เงินเดือน ที่บ้านเคยทำค้าขายมา เข้าใจมาโดยตลอดว่าเรามีเงินเพิ่มขึ้นมา เราต้องทำงานแลกให้ได้เงินมา ไม่ใช่การทำงานแบบของ "ย" แบบนี้น่ะค่ะ