อ่านบทความข้างล่างแล้วละเหี่ยใจ...แต่ต้องยอมรับว่าสังคมสมัยนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆ
กับการทดลองเชิงจิตวิทยาอันหนึ่ง...
เนื้อเรื่องย่อๆ ก็คือสาวน้อยคนนี้แกล้งแต่งตัวโกโรโกโส ไปซื้อของในห้างหรู ทำบัตรเครดิตแพลทตินั่ม ซื้อรถบีเอ็มซีรี๋ส์ 7 ปรากฎว่าทุกแห่ง ดูหมิ่นเหยียดหยามในความเป็นคนของเธออย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีพนักงานสนใจ มองด้วยสายตาหยามเหยียด บางคนทำจมูกเหมือนเหม็นกลิ่นสาบแห่งความเป็นคนของเธออย่างหยาบคาย ตอบคำถามเหมือนไม่อยากตอบ ไม่มีการต้อนรับเชื้อเชิญใดๆ ยกเว้นเซลล์หนุ่มขายรถบีเอ็มราคาเหยียบ 10 ล้านเท่านั้นที่ดูแลเธอเสมือนเป็นลูกค้าคนหนึ่ง หากแต่...อีก 2-3 วันหลังจากนั้น สาวน้อยคนเดิม ณ ร้านค้าร้านเดิม ธนาคารเดิม ศูนย์ขายรถเดิม แต่ "แต่งตัวไม่เหมือนเดิม" สวย เฉียบ มวยผมอย่างดี ถือของแบรนด์เนม ปรากฎว่า...การต้อนรับราวฟ้ากับเหว ร้านกระเป๋าเดิมสอบถามด้วยความนอบน้อม ร้านรองเท้าพนักงานที่ทำท่าเหม็นเหยียดหยาม ก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ด้วยความเคารพ ธนาคารที่ทำบัตรเครดิตเชื้อเชิญให้นั่งรอที่โต๊ะผู้จัดการ ส่วนเซลล์รถยนต์ก็ยังดูแลเธอเหมือนเดิมไม่ต่างจากวันที่แต่งตัวโกโรโกโสมาหาเค้าในวันนั้น
สิ่งที่สะท้อนสำหรับการทดลองนี้คือ "ค่านิยมแห่งทุนนิยม" ได้ทำให้การแต่งตัวพร้อมของที่ถือ คือ "คำตัดสิน" คุณค่าแห่ง "ความเป็นคน" ไปเรียบร้อยแล้ว ในมุมหนึ่งมันก็ดีถือเป็นการให้เกียรติ์ร้านค้า ให้เกียรติ์สถานที่ แต่ในมุมกลับกัน ร้านค้า ธนาคาร ศูนย์รถ "ได้คัดเลือก" หรือ "ตัดทิ้ง" ลูกค้าบางส่วนของเค้าออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใช่ครับ...โอกาสในความเป็นจริงที่น้อยมาก สำหรับคนที่จะแต่งตัวซอมซ่อ แล้วไปเดินห้างหรูๆ ไปทำบัตรแพลทตินั่ม ไปซื้อรถบีเอ็มดับบลิว เพราะตัวคนซื้อเองก็จะไม่มีความมั่นใจในการเดินเข้าไปในสถานที่เหล่านี้เช่นกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าไม่มีเงิน ในตอนสุดท้ายหลังจากเฉลย คำตอบที่ได้รับจากเซลล์ขายรถว่าทำไมเค้าถึงได้ดูแลลูกค้าทุกคนเท่ากันคือ เค้าเคยเจอมาแล้วที่มีอาแปะคนนึงแต่งตัวซอมซ่อมาดูรถ ซึ่งเค้าก็เพิกเฉยและไม่สนใจดูแลเทคแคร์อาแปะคนนั้น ผลสุดท้ายอาแปะซื้อรถราคาสิบล้านอย่างไม่ลังเลโดย "เงินสด" ทำให้ตั้งแต่นั้นมาเค้าไม่เคยดูถูกลูกค้าอีกเลย
วันนี้เรายังเห็นเหตุการณ์เล่านี้เกิดขึ้นในสังคมอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าธุรกิจบริการหลายแห่งได้พยายามปลูกฝังการดูแลลูกขาย ให้กับพนักงานทุกคนอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้อยู่ที่วิธิการที่จะสอนได้เหมือนบทเรียนอื่นทั่วๆไป หากแต่มันอยู่ที่ "ทัศนคติ" ของแต่ละบุคคล รวมถึง "ค่านิยม" ที่ทุกคนตัดสินคนอื่นจาก "รูปลักษณ์ภายนอก" เท่านั้น ข่าวของคนในสังคมโดนหลอกเงิน เชิดเงิน โดนข่มขืน เพียงเพราะ "อาชญากร" หน้าตาดี แต่งตัวดี ใช้ของแบรนด์เนม (ของจริงเปล่าไม่รู้) มาดดี มีรถขับ มีมือถือแพงๆใช้ เข้ามาตีสนิท และก็หลงเชื่อ ผลสุดท้าย "เสียตัว เสียเงิน เสียรู้ เสียทรัพย์"
ตราบใดที่คุณค่า "ความเป็นคน" ยังตัดสินด้วย "รูปลักษณ์ภายนอก" กับ "ทรัพย์สินนอกกาย" สังคมของเราก็คงยังเป็นได้เพียงแค่ "สังคมดัดจริต" ต่อไป


คุณค่าความเป็นคน...(เรื่องเก่าเล่าใหม่)
กับการทดลองเชิงจิตวิทยาอันหนึ่ง...
เนื้อเรื่องย่อๆ ก็คือสาวน้อยคนนี้แกล้งแต่งตัวโกโรโกโส ไปซื้อของในห้างหรู ทำบัตรเครดิตแพลทตินั่ม ซื้อรถบีเอ็มซีรี๋ส์ 7 ปรากฎว่าทุกแห่ง ดูหมิ่นเหยียดหยามในความเป็นคนของเธออย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีพนักงานสนใจ มองด้วยสายตาหยามเหยียด บางคนทำจมูกเหมือนเหม็นกลิ่นสาบแห่งความเป็นคนของเธออย่างหยาบคาย ตอบคำถามเหมือนไม่อยากตอบ ไม่มีการต้อนรับเชื้อเชิญใดๆ ยกเว้นเซลล์หนุ่มขายรถบีเอ็มราคาเหยียบ 10 ล้านเท่านั้นที่ดูแลเธอเสมือนเป็นลูกค้าคนหนึ่ง หากแต่...อีก 2-3 วันหลังจากนั้น สาวน้อยคนเดิม ณ ร้านค้าร้านเดิม ธนาคารเดิม ศูนย์ขายรถเดิม แต่ "แต่งตัวไม่เหมือนเดิม" สวย เฉียบ มวยผมอย่างดี ถือของแบรนด์เนม ปรากฎว่า...การต้อนรับราวฟ้ากับเหว ร้านกระเป๋าเดิมสอบถามด้วยความนอบน้อม ร้านรองเท้าพนักงานที่ทำท่าเหม็นเหยียดหยาม ก้มลงผูกเชือกรองเท้าให้ด้วยความเคารพ ธนาคารที่ทำบัตรเครดิตเชื้อเชิญให้นั่งรอที่โต๊ะผู้จัดการ ส่วนเซลล์รถยนต์ก็ยังดูแลเธอเหมือนเดิมไม่ต่างจากวันที่แต่งตัวโกโรโกโสมาหาเค้าในวันนั้น
สิ่งที่สะท้อนสำหรับการทดลองนี้คือ "ค่านิยมแห่งทุนนิยม" ได้ทำให้การแต่งตัวพร้อมของที่ถือ คือ "คำตัดสิน" คุณค่าแห่ง "ความเป็นคน" ไปเรียบร้อยแล้ว ในมุมหนึ่งมันก็ดีถือเป็นการให้เกียรติ์ร้านค้า ให้เกียรติ์สถานที่ แต่ในมุมกลับกัน ร้านค้า ธนาคาร ศูนย์รถ "ได้คัดเลือก" หรือ "ตัดทิ้ง" ลูกค้าบางส่วนของเค้าออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใช่ครับ...โอกาสในความเป็นจริงที่น้อยมาก สำหรับคนที่จะแต่งตัวซอมซ่อ แล้วไปเดินห้างหรูๆ ไปทำบัตรแพลทตินั่ม ไปซื้อรถบีเอ็มดับบลิว เพราะตัวคนซื้อเองก็จะไม่มีความมั่นใจในการเดินเข้าไปในสถานที่เหล่านี้เช่นกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเค้าไม่มีเงิน ในตอนสุดท้ายหลังจากเฉลย คำตอบที่ได้รับจากเซลล์ขายรถว่าทำไมเค้าถึงได้ดูแลลูกค้าทุกคนเท่ากันคือ เค้าเคยเจอมาแล้วที่มีอาแปะคนนึงแต่งตัวซอมซ่อมาดูรถ ซึ่งเค้าก็เพิกเฉยและไม่สนใจดูแลเทคแคร์อาแปะคนนั้น ผลสุดท้ายอาแปะซื้อรถราคาสิบล้านอย่างไม่ลังเลโดย "เงินสด" ทำให้ตั้งแต่นั้นมาเค้าไม่เคยดูถูกลูกค้าอีกเลย
วันนี้เรายังเห็นเหตุการณ์เล่านี้เกิดขึ้นในสังคมอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าธุรกิจบริการหลายแห่งได้พยายามปลูกฝังการดูแลลูกขาย ให้กับพนักงานทุกคนอย่างดีแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้อยู่ที่วิธิการที่จะสอนได้เหมือนบทเรียนอื่นทั่วๆไป หากแต่มันอยู่ที่ "ทัศนคติ" ของแต่ละบุคคล รวมถึง "ค่านิยม" ที่ทุกคนตัดสินคนอื่นจาก "รูปลักษณ์ภายนอก" เท่านั้น ข่าวของคนในสังคมโดนหลอกเงิน เชิดเงิน โดนข่มขืน เพียงเพราะ "อาชญากร" หน้าตาดี แต่งตัวดี ใช้ของแบรนด์เนม (ของจริงเปล่าไม่รู้) มาดดี มีรถขับ มีมือถือแพงๆใช้ เข้ามาตีสนิท และก็หลงเชื่อ ผลสุดท้าย "เสียตัว เสียเงิน เสียรู้ เสียทรัพย์"
ตราบใดที่คุณค่า "ความเป็นคน" ยังตัดสินด้วย "รูปลักษณ์ภายนอก" กับ "ทรัพย์สินนอกกาย" สังคมของเราก็คงยังเป็นได้เพียงแค่ "สังคมดัดจริต" ต่อไป