ผมเป็นคนที่พูดอะไรตรงๆ ดีก็อวยเวอร์ ไม่ดีก็ด่าเลยตามเนื้อผ้า สำหรับ
Timeline จดหมาย ความทรงจำ นี้ผมไปดูวันแรกเลย ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ในโรงที่ผมไปดูคนน้อยจนน่าตกใจมีไม่ถึง 10 คน ไม่คิดว่าตัวหนังไม่น่าสนใจนะครับ แต่คิดว่าสถานการณ์คงไม่เอื้ออำนวย แม้โรงที่ผมไปชมจะห่างไกลจากที่ชุมนุมก็ตาม
สำหรับ
Timeline จดหมาย ความทรงจำ หลายๆคนอาจจะตกใจตั้งแต่คุณอุ๋ย นนทรีย์ บอกแต่แรกแล้วว่าจะนำ The Letter มาทำภาคต่อเป็น Timeline จดหมาย ความทรงจำ เพราะหลายๆคนบอกว่า The Letter คือหนังไทยในดวงใจที่ขึ้นหิ้งไปแล้ว ไม่ควรเอามาทำภาคต่อเลย และอย่างที่หลายๆคนกลัว Timeline จดหมาย ความทรงจำ ไม่ควรจะเป็นภาคต่อของ The Letter แม้ผู้กำกับจะเลี้ยงด้วยการเปลี่ยนชื่อนักแสดงรุ่นพ่อรุ่นแม่ไปแล้ว แต่ จดหมายรัก ก็ยังเป็นส่วนร้อยต่อเรื่องเข้าด้วยกัน และหลังจากที่ชม
Timeline จดหมาย ความทรงจำ จบลง ผมก็อยากจะบอกว่า มันไม่ได้เสี้ยวของความประทับใจจาก The Letter แม้แต่น้อย แม้หลายๆคนจะบอกว่าอย่าเอาไปเทียบกัน แต่ในเมื่อทางค่ายหนังเค้าโปรโมทมาทางนี้ก็ต้องอดเทียบไม่ได้
คุณอุ๋ย นนทรีย์ เคยฝากผลงานที่น่าประทับใจมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะ 2499อันธพาลครองเมือง , นางนาก, จัน ดารา(เวอร์ชั่น คริสตี้ ชุง) แต่หลังๆห่างหายไปทำละครทีวีก็ถือว่าผลงานเข้าตาพอสมควรคือเหนือเมฆ แต่พอกลับมาทำหนังเรื่อง คน-โลก-จิต ไม่แน่ใจว่าปีหรือสองปีก่อน ผมกลับรู้สึกว่าฝีมือเค้าดร็อปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จนมาเรื่อง
Timeline จดหมาย ความทรงจำ ผมยิ่งรู้สึกว่า นนทรีย์ นิมิบุตร ดูจะไม่ค่อยถนัดงานหนังรักสักเท่าไหร่ แม้โดยภาพรวมโปรดักชั่นจะเข้าขั้นดีและสวยงาม แต่บทและการเล่าเรื่องกลับมีหลายจุดที่น่าผิดหวัง ถ้าเอาหนังรักที่มีฉากหลังเป็นเชียงใหม่ ดินแดนที่ดูเหมาะกับเรื่องรักมาถ่ายทอดสู่แผ่นฟิล์มแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะเอา นนทรีย์ นิมิบุตรไปเทียบกับมะเดี่ยว ผมลองเอาหนังอย่าง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ กับ เกรียนฟิคชั่น มาเทียบกับ
Timeline จดหมาย ความทรงจำ ผมกลับรู้สึกว่า มะเดี่ยวมีความสามารถในการถ่ายทอดและเล่าเรื่องได้ดีกว่าและคมคายกว่า อุ๋ย นนทรีย์ และผมรู้สึกว่า มุมมองในความรักของ มะเดี่ยวกลับดูลุ่มลึกและลึกซึ้งกว่า อุ๋ย นนทรีย์อีกด้วย
ตัวบทของ
Timeline จดหมาย ความทรงจำ ค่อนข้างจะมีปัญหาในเรื่องของความสมเหตุสมผลมากมาย ด้วยความที่ว่าตัวหนังพยายามจะนำเอาทั้ง คอมพิวเตอร์ สมา์ทโฟน อินเตอร์เนต โซเชียล เข้ามามีบทบาทในหนัง แต่ที่น่าสงสัยคือ แม้พระเอกจะมีเพื่อนฝูงที่ไปอยู่ กทม มีความทันสมัย แต่ไฉนพระเอกเข้า กทม ก็ยังคงมีสภาพเข้ากรุงจะบ้านนอกก็ไม่บ้านนอกเสียทีเดียว แต่บางทีก็ยังแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากเวทีแคทวอล์ค บุคลิกหน้าตาของพระเอกนั้นหน้าหวานฉ่ำ มองเผินๆคล้าย พี่ตุ๋ย มลฤดี ยมาภัย มากๆเลยทีเดียว แต่ส่วนนี้ทั้งหมดผมคิดว่าให้อภัยได้ แต่มันก็ยังมีอีกหลายๆอย่างที่บังเอิญอย่างน่าตลกยังกะหนังเกาหลีแดจังกึม โดยเฉพาะตอนที่ แม่พระเอกคิดจะทำแยม เดินไปถามเจ้าของร้านขายขนมปังก็ดันกลายเป็น รร เปิดสอนทำแยม ตอนนี้ผมแอบคิด เฮ้ย เอาง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ ก็ช่างมัน เพราะคุณป็อกเธอแสดงเก่งและชวนมอง ฉากนางเอกเหมายอดฟักแม้วมานั่งผัดไป ทิ้งไปนี่แลดูหนังไท๊ยหนังไทย มันแลดูไม่เรียล ไม่ธรรมชาติเลย มันดูเฟคมากกๆๆๆๆ แต่ให้อภัย เพราะคุณเต้ย จรินทร์พร เธอหน้าตาน่าเอ้นดูและแสดงได้สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ แต่อีกสิ่งนึงที่ตอนแรกผมคิดว่าผมจะไม่เขียนถึง เพราะเกรงว่าคนจะมองว่าผมหยุมหยิมก็คือ เจ้ากระป๋อง หมาของนางเอก ทำไมตั้งแต่ต้นเรื่องที่พระเอกเปิดเทอมวันแรก จนตอนจะจบที่พระเอกมีเกรดออก จนเลือกเอก จนนางเอกไปได้ทุนเรียนอะไรก็ดี ทำไมมันยังเป็นลูกหมาน้อยตัวเท่าเดิมเลยไม่โตเลย ด้วยความที่ผมเป็นคนเลี้ยงหมา มองยังไงเจ้ากระป๋องก็คงไม่ใช่หมาพันธุ์เล็กแน่ๆ น่าจะเป็นหมาไทยบ้านๆนี่แหละ แรกๆก็คิดว่าเราหยุมหยนิมไปไหม แต่พอออกมาทุกคนก็ทักเหมือนกัน เข้ามาอ่านในพันทิปหลายๆคนก็บ่น ผมก็เลยขอแจมด้วยว่า มันเป็นจุดด้อยที่คนทำหนังไทยไม่ควรจะพลาดนะครับ ความสมจริง การรีเสิร์ชข้อมูลอะไรต่างๆ ควรจะแน่นแบบทาง GTH เขา รายนั้นเค้าไม่ค่อยจะหลุดนะครับ
มาถึงด้านการแสดงของนักแสดงบ้าง
คุณป็อก คือ บอกเลย ทุกฉากที่คุณป็อกออกมา เรียกน้ำตาจากเราได้ตลอด คุณป็อกแลดูเป็นคนมีปม คิดถึงสามีที่ล่วงลับไปตลอดเวลา อยู่กับลูกชาย ในส่วนนี้ ผมไม่ติการแสดงของคุณป็อกนะครับ แต่ขอติการออกแบบตัวละครของคุณอุ๋ยนิดนึง ทำไมออกแบบให้ มัต ที่รับบทโดยคุณป็อกแลดูเป็นคนอมทุกข์ ชีวิตไม่มีความสุขได้ขนาดนี้ ทำไมไม่ให้เธอมีมุมที่มีความสุขบ้าง มีลูกชายก็สุดแสนจะน่ารัก และไม่ได้เสียผู้เสียคนอะไรเลย ชีวิตคนจริงๆ สามีตายไปเป็นสิบแปดปี ยังไงก็ไม่น่าจะมีสีหน้าอมทุกข์ได้ขนาดนี้ แต่คุณป็อกเอาอยู่ครับ ผมดูแล้วโคตรอินเลย ขนาดโผล่หน้ามาเฉยๆ ผมยังรู้สึกอมทุกข์ไปด้วย จนแทบจะร้องไห้ตามไปเพราะสงสารเธอ
คุณเต้ย จรินทร์พร ขอสารภาพนะครับว่า ผมเคยบ่นว่า เต้ย จรินทร์พร นี่มาเล่นเป็นนางเอกหนังได้ยังไงวะ หน้าตายังกะอาหมวยร้านขายยาจีน โป้ะมาก เรื่องนี้นางมาเป็นลูกสาวร้านขายยาจีนเลย เต้ยนี่ต้องยอมรับในความเป็นธรรมชาติ ในบทของผู้หญิงธรรมดาๆๆๆๆๆๆ ที่โคตรจะดูธรรมชาติเลย เต้ยตีบทกระจุย การแสดงเล็กๆ แต่ออกมาเยอะ และอิมแพคคนดูชนิดที่เรียกว่าเอาอยู่มากๆ คือเรื่องนี้ยอนิ้วให้นะ ถ้าแจกตุ๊กตาทองปีนี้ตอนต้นปี โยนให้เต้ยไปเลย
มาถึงเจมส์จิบ้าง น่าเสียดายเหลือเกิน หนังเรื่องนี้ เจมส์จิ มีทั้งเต้ย และ คุณป็อก ที่ส่งบทให้ขนาดนี้ แต่เจมส์จิ กับเอาบทไม่อยู่เลย อินเนอร์ในการแสดงแทบไม่ออกมาให้เห็นเลย ภาพของเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอก็ดูไม่ออก บางทีก็ดูเหมือนหนุ่มกรุงธรรมดานี่แหละ ตลอดจนถึงช่วงการเป็นเด็กหนุ่มที่คลั่งรักก็ทำไม่ถึง ผมกลับแอบคิดว่า บทของแทน นี่ถ้าได้นักแสดงคนอื่นมาแสดง อย่าง หมาก ปริญ หนังจะสมบูรณ์แบบกว่านี้มาก หรือถ้าจะเปลี่ยนลุ้คไปเลย เอา น้องเก้าจิรายุ หรือ เอล็ก แรนเดล มาแสดง ผมมั่นใจมากว่าจะทำได้ดีกว่าเจมส์จิมากๆ ถามว่าการแสดงหนังใหญ่เรื่องแรกของเจมส์จิให้ผ่านไหม ผมคงต้องบอกแบบเกรงใจแฟนคลับนิดนึงก็ได้ว่า ผ่านก็ผ่าน แต่ต้องขอแบบมีคอมมิตนิดนึงว่า ช่วยพัฒนาตัวเองในเรื่องหน้าให้ดีกว่านี้ด้วย หากเอาเจมส์จิไปเทียบกับน้องริชชี่คู่กรรม ในฐานะดาราหน้าใหม่ นี่ก็ขอบอกเลยว่า เจมส์จิโอเคกว่าริชชี่ในระดับนึงเท่านั้น
ภาพรวมของ
Timeline จดหมาย ความทรงจำ ในฐานะหนังไทย ถ้าผมจะนิยาม ก็จะขอบอกว่า มันเหมือนหนังโรแมนติกเรื่องนึงที่มีคุรภาพในระดับมาตราฐาน แม้จะมีปัญหาเรื่องบทไปบ้าง แต่มันก็ดีกว่าหนังไทยกะโหลกกะลาหลายๆเรื่องที่ผุดสร้างขึ้นมาเป็นสิบๆเรื่องในแต่ละปีปี ถ้าคิดว่าอยากอุดหนุนหนังไทยสักเรื่อง ผมก็แนะนำนะครับ ให้ไปดู แต่ถ้าไปดูลำบาก ต้องขวนขวายไป หรือไม่ค่อยมีตัง ผมว่าแกล้งๆลืมก็ได้ เดี๋ยวแผ่นก็ออกครับ
ปล.นีคือความเห็นส่วนตัวนะครับ ขอยืนยันว่าหนังมันโอเคไม่ได้แย่มาก แต่มันยังไม่ดีพอที่ผมจะอวยได้มากมาย ส่วนตัวผมให้ 6 เต็ม 10 ครับ
Timeline จดหมาย ความทรงจำ หนังดีแต่ไม่พีค ของผู้กำกับระดับนนทรีย์ และ เจมส์จิก็ไม่โชนแสงในด้านการแสดงเท่าที่ควร
ผมเป็นคนที่พูดอะไรตรงๆ ดีก็อวยเวอร์ ไม่ดีก็ด่าเลยตามเนื้อผ้า สำหรับ Timeline จดหมาย ความทรงจำ นี้ผมไปดูวันแรกเลย ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ ในโรงที่ผมไปดูคนน้อยจนน่าตกใจมีไม่ถึง 10 คน ไม่คิดว่าตัวหนังไม่น่าสนใจนะครับ แต่คิดว่าสถานการณ์คงไม่เอื้ออำนวย แม้โรงที่ผมไปชมจะห่างไกลจากที่ชุมนุมก็ตาม
สำหรับ Timeline จดหมาย ความทรงจำ หลายๆคนอาจจะตกใจตั้งแต่คุณอุ๋ย นนทรีย์ บอกแต่แรกแล้วว่าจะนำ The Letter มาทำภาคต่อเป็น Timeline จดหมาย ความทรงจำ เพราะหลายๆคนบอกว่า The Letter คือหนังไทยในดวงใจที่ขึ้นหิ้งไปแล้ว ไม่ควรเอามาทำภาคต่อเลย และอย่างที่หลายๆคนกลัว Timeline จดหมาย ความทรงจำ ไม่ควรจะเป็นภาคต่อของ The Letter แม้ผู้กำกับจะเลี้ยงด้วยการเปลี่ยนชื่อนักแสดงรุ่นพ่อรุ่นแม่ไปแล้ว แต่ จดหมายรัก ก็ยังเป็นส่วนร้อยต่อเรื่องเข้าด้วยกัน และหลังจากที่ชม Timeline จดหมาย ความทรงจำ จบลง ผมก็อยากจะบอกว่า มันไม่ได้เสี้ยวของความประทับใจจาก The Letter แม้แต่น้อย แม้หลายๆคนจะบอกว่าอย่าเอาไปเทียบกัน แต่ในเมื่อทางค่ายหนังเค้าโปรโมทมาทางนี้ก็ต้องอดเทียบไม่ได้
คุณอุ๋ย นนทรีย์ เคยฝากผลงานที่น่าประทับใจมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะ 2499อันธพาลครองเมือง , นางนาก, จัน ดารา(เวอร์ชั่น คริสตี้ ชุง) แต่หลังๆห่างหายไปทำละครทีวีก็ถือว่าผลงานเข้าตาพอสมควรคือเหนือเมฆ แต่พอกลับมาทำหนังเรื่อง คน-โลก-จิต ไม่แน่ใจว่าปีหรือสองปีก่อน ผมกลับรู้สึกว่าฝีมือเค้าดร็อปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จนมาเรื่อง Timeline จดหมาย ความทรงจำ ผมยิ่งรู้สึกว่า นนทรีย์ นิมิบุตร ดูจะไม่ค่อยถนัดงานหนังรักสักเท่าไหร่ แม้โดยภาพรวมโปรดักชั่นจะเข้าขั้นดีและสวยงาม แต่บทและการเล่าเรื่องกลับมีหลายจุดที่น่าผิดหวัง ถ้าเอาหนังรักที่มีฉากหลังเป็นเชียงใหม่ ดินแดนที่ดูเหมาะกับเรื่องรักมาถ่ายทอดสู่แผ่นฟิล์มแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะเอา นนทรีย์ นิมิบุตรไปเทียบกับมะเดี่ยว ผมลองเอาหนังอย่าง Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ กับ เกรียนฟิคชั่น มาเทียบกับ Timeline จดหมาย ความทรงจำ ผมกลับรู้สึกว่า มะเดี่ยวมีความสามารถในการถ่ายทอดและเล่าเรื่องได้ดีกว่าและคมคายกว่า อุ๋ย นนทรีย์ และผมรู้สึกว่า มุมมองในความรักของ มะเดี่ยวกลับดูลุ่มลึกและลึกซึ้งกว่า อุ๋ย นนทรีย์อีกด้วย
ตัวบทของ Timeline จดหมาย ความทรงจำ ค่อนข้างจะมีปัญหาในเรื่องของความสมเหตุสมผลมากมาย ด้วยความที่ว่าตัวหนังพยายามจะนำเอาทั้ง คอมพิวเตอร์ สมา์ทโฟน อินเตอร์เนต โซเชียล เข้ามามีบทบาทในหนัง แต่ที่น่าสงสัยคือ แม้พระเอกจะมีเพื่อนฝูงที่ไปอยู่ กทม มีความทันสมัย แต่ไฉนพระเอกเข้า กทม ก็ยังคงมีสภาพเข้ากรุงจะบ้านนอกก็ไม่บ้านนอกเสียทีเดียว แต่บางทีก็ยังแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากเวทีแคทวอล์ค บุคลิกหน้าตาของพระเอกนั้นหน้าหวานฉ่ำ มองเผินๆคล้าย พี่ตุ๋ย มลฤดี ยมาภัย มากๆเลยทีเดียว แต่ส่วนนี้ทั้งหมดผมคิดว่าให้อภัยได้ แต่มันก็ยังมีอีกหลายๆอย่างที่บังเอิญอย่างน่าตลกยังกะหนังเกาหลีแดจังกึม โดยเฉพาะตอนที่ แม่พระเอกคิดจะทำแยม เดินไปถามเจ้าของร้านขายขนมปังก็ดันกลายเป็น รร เปิดสอนทำแยม ตอนนี้ผมแอบคิด เฮ้ย เอาง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ ก็ช่างมัน เพราะคุณป็อกเธอแสดงเก่งและชวนมอง ฉากนางเอกเหมายอดฟักแม้วมานั่งผัดไป ทิ้งไปนี่แลดูหนังไท๊ยหนังไทย มันแลดูไม่เรียล ไม่ธรรมชาติเลย มันดูเฟคมากกๆๆๆๆ แต่ให้อภัย เพราะคุณเต้ย จรินทร์พร เธอหน้าตาน่าเอ้นดูและแสดงได้สุดแสนจะเป็นธรรมชาติ แต่อีกสิ่งนึงที่ตอนแรกผมคิดว่าผมจะไม่เขียนถึง เพราะเกรงว่าคนจะมองว่าผมหยุมหยิมก็คือ เจ้ากระป๋อง หมาของนางเอก ทำไมตั้งแต่ต้นเรื่องที่พระเอกเปิดเทอมวันแรก จนตอนจะจบที่พระเอกมีเกรดออก จนเลือกเอก จนนางเอกไปได้ทุนเรียนอะไรก็ดี ทำไมมันยังเป็นลูกหมาน้อยตัวเท่าเดิมเลยไม่โตเลย ด้วยความที่ผมเป็นคนเลี้ยงหมา มองยังไงเจ้ากระป๋องก็คงไม่ใช่หมาพันธุ์เล็กแน่ๆ น่าจะเป็นหมาไทยบ้านๆนี่แหละ แรกๆก็คิดว่าเราหยุมหยนิมไปไหม แต่พอออกมาทุกคนก็ทักเหมือนกัน เข้ามาอ่านในพันทิปหลายๆคนก็บ่น ผมก็เลยขอแจมด้วยว่า มันเป็นจุดด้อยที่คนทำหนังไทยไม่ควรจะพลาดนะครับ ความสมจริง การรีเสิร์ชข้อมูลอะไรต่างๆ ควรจะแน่นแบบทาง GTH เขา รายนั้นเค้าไม่ค่อยจะหลุดนะครับ
มาถึงด้านการแสดงของนักแสดงบ้าง
คุณป็อก คือ บอกเลย ทุกฉากที่คุณป็อกออกมา เรียกน้ำตาจากเราได้ตลอด คุณป็อกแลดูเป็นคนมีปม คิดถึงสามีที่ล่วงลับไปตลอดเวลา อยู่กับลูกชาย ในส่วนนี้ ผมไม่ติการแสดงของคุณป็อกนะครับ แต่ขอติการออกแบบตัวละครของคุณอุ๋ยนิดนึง ทำไมออกแบบให้ มัต ที่รับบทโดยคุณป็อกแลดูเป็นคนอมทุกข์ ชีวิตไม่มีความสุขได้ขนาดนี้ ทำไมไม่ให้เธอมีมุมที่มีความสุขบ้าง มีลูกชายก็สุดแสนจะน่ารัก และไม่ได้เสียผู้เสียคนอะไรเลย ชีวิตคนจริงๆ สามีตายไปเป็นสิบแปดปี ยังไงก็ไม่น่าจะมีสีหน้าอมทุกข์ได้ขนาดนี้ แต่คุณป็อกเอาอยู่ครับ ผมดูแล้วโคตรอินเลย ขนาดโผล่หน้ามาเฉยๆ ผมยังรู้สึกอมทุกข์ไปด้วย จนแทบจะร้องไห้ตามไปเพราะสงสารเธอ
คุณเต้ย จรินทร์พร ขอสารภาพนะครับว่า ผมเคยบ่นว่า เต้ย จรินทร์พร นี่มาเล่นเป็นนางเอกหนังได้ยังไงวะ หน้าตายังกะอาหมวยร้านขายยาจีน โป้ะมาก เรื่องนี้นางมาเป็นลูกสาวร้านขายยาจีนเลย เต้ยนี่ต้องยอมรับในความเป็นธรรมชาติ ในบทของผู้หญิงธรรมดาๆๆๆๆๆๆ ที่โคตรจะดูธรรมชาติเลย เต้ยตีบทกระจุย การแสดงเล็กๆ แต่ออกมาเยอะ และอิมแพคคนดูชนิดที่เรียกว่าเอาอยู่มากๆ คือเรื่องนี้ยอนิ้วให้นะ ถ้าแจกตุ๊กตาทองปีนี้ตอนต้นปี โยนให้เต้ยไปเลย
มาถึงเจมส์จิบ้าง น่าเสียดายเหลือเกิน หนังเรื่องนี้ เจมส์จิ มีทั้งเต้ย และ คุณป็อก ที่ส่งบทให้ขนาดนี้ แต่เจมส์จิ กับเอาบทไม่อยู่เลย อินเนอร์ในการแสดงแทบไม่ออกมาให้เห็นเลย ภาพของเด็กหนุ่มบ้านนอกที่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอก็ดูไม่ออก บางทีก็ดูเหมือนหนุ่มกรุงธรรมดานี่แหละ ตลอดจนถึงช่วงการเป็นเด็กหนุ่มที่คลั่งรักก็ทำไม่ถึง ผมกลับแอบคิดว่า บทของแทน นี่ถ้าได้นักแสดงคนอื่นมาแสดง อย่าง หมาก ปริญ หนังจะสมบูรณ์แบบกว่านี้มาก หรือถ้าจะเปลี่ยนลุ้คไปเลย เอา น้องเก้าจิรายุ หรือ เอล็ก แรนเดล มาแสดง ผมมั่นใจมากว่าจะทำได้ดีกว่าเจมส์จิมากๆ ถามว่าการแสดงหนังใหญ่เรื่องแรกของเจมส์จิให้ผ่านไหม ผมคงต้องบอกแบบเกรงใจแฟนคลับนิดนึงก็ได้ว่า ผ่านก็ผ่าน แต่ต้องขอแบบมีคอมมิตนิดนึงว่า ช่วยพัฒนาตัวเองในเรื่องหน้าให้ดีกว่านี้ด้วย หากเอาเจมส์จิไปเทียบกับน้องริชชี่คู่กรรม ในฐานะดาราหน้าใหม่ นี่ก็ขอบอกเลยว่า เจมส์จิโอเคกว่าริชชี่ในระดับนึงเท่านั้น
ภาพรวมของ Timeline จดหมาย ความทรงจำ ในฐานะหนังไทย ถ้าผมจะนิยาม ก็จะขอบอกว่า มันเหมือนหนังโรแมนติกเรื่องนึงที่มีคุรภาพในระดับมาตราฐาน แม้จะมีปัญหาเรื่องบทไปบ้าง แต่มันก็ดีกว่าหนังไทยกะโหลกกะลาหลายๆเรื่องที่ผุดสร้างขึ้นมาเป็นสิบๆเรื่องในแต่ละปีปี ถ้าคิดว่าอยากอุดหนุนหนังไทยสักเรื่อง ผมก็แนะนำนะครับ ให้ไปดู แต่ถ้าไปดูลำบาก ต้องขวนขวายไป หรือไม่ค่อยมีตัง ผมว่าแกล้งๆลืมก็ได้ เดี๋ยวแผ่นก็ออกครับ
ปล.นีคือความเห็นส่วนตัวนะครับ ขอยืนยันว่าหนังมันโอเคไม่ได้แย่มาก แต่มันยังไม่ดีพอที่ผมจะอวยได้มากมาย ส่วนตัวผมให้ 6 เต็ม 10 ครับ