ครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มสร้าง ‘เขา’ ขึ้นมาจากชิ้นส่วนของศพแปดศพและไฟฟ้า สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นแข็งแกร่งเสียจนชายหนุ่มเองก็หวาดหวั่น เขาตัดสินใจฆ่าสิ่งที่เขาเพียรสร้างขึ้นเสียแต่ไม่สำเร็จ ‘เขา’ ย้อนกลับมาฆ่าภรรยาสาวของชายหนุ่ม การไล่ล่าจึงเกิดขึ้น เพียงแต่ชายหนุ่มไม่อาจทนทานได้เท่าสิ่งประดิษฐ์นั้นและล้มตายในที่สุด เหลือเพียง ‘เขา’ ที่ยังต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดของการถูกทอดทิ้งและหักหลังเพียงลำพัง
นั่นเป็นต้นกำเนิดคร่าวๆ ของแฟรงก์เกนสไตน์ ชายร่างสูงแววตาด้านชาที่ถูกเจ้าชายปีศาจไล่ล่าด้วยเหตุผลลึกลับและถูกช่วยชีวิตไว้โดยเหล่าการ์กอยล์ ซึ่งทำสงครามกับชาวปีศาจอยู่
เนื้อเรื่องเรียบง่ายเสียจนค่อนไปทางไม่ดึงดูด นักแสดงก็ดูแอ็คกันเกินจริงจนดูแล้วไม่สบายตา ไม่ว่าจะเหล่าการ์กอยล์หรือเหล่าปีศาจ คาร์แร็คเตอร์ตัวละครไม่ดึงดูด ว่ากันจริงๆ ตัวละครที่ดูมีมิติดูจะมีเพียงคนเดียวคือพ่อพระเอกนั่นแหละ มีความเจ็บปวด มีด้านเปราะ ด้านกร้าว แต่บทก็ไม่ส่งพัฒนาการของตัวละครตัวนี้ กลับทำให้มันออกมาดูห้วนๆ ไปเสียอีก
จากนั้นพ่อพระเอกของเราซึ่งหลบหนีปีศาจและการ์กอยล์ไปไกลลิบก็ฝึกอาวุธต่อไป จนพ้นจากสมัยโบราณนานนมมาจนยุคปัจจุบัน เข้าสู่เรื่องสมัยนางเอกซึ่งยังสาวและสวยมากแต่เป็นนักฟิสิกส์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก ทำงานให้ดอกเตอร์คนหนึ่งว่าด้วยการฟื้นคืนชีพศพ ซึ่งการปรากฏตัวของดอกเตอร์รวมถึงตัวละครต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้เราอยากรู้อยากเห็น ตื่นเต้นไปกับเรื่องเลย ด้วยว่าไม่มีอะไรใหม่เลย ทุกอย่างดำเนินไปตามที่เรานึกคิดทั้งสิ้น บทหนังอ่อนปวกเปียกและดึงคนดูแทบไม่ได้เลย
แต่ความดีความงามอย่างหนึ่งของหนังคือฉากต่อสู้สวยดี ฝั่งการ์กอยล์สามารถกลายเป็นคนและเป็นการ์กอยล์ มีปีกบินได้เวลาต่อสู้ อาวุธครบมือ ขณะที่ฝั่งปีศาจมามือเปล่า ดูไม่สมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่แต่ฝั่งหลังนี้เน้นปริมาณมาก
แก่นของเรื่องโยงไปถึงคำถามที่ว่า “มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นใช่หรือไม่ที่สรรค์สร้างมนุษย์” เพราะตัวเอกเองก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ เหล่าการ์กอยล์ที่รับใช้พระเจ้าจึงโอบกอดเขาไว้อย่างไม่สนิทใจนัก ลีโอนอร์ หัวหน้าการ์กอยล์เรียกเขาว่าอดัม อันเป็นชื่อของผู้ชายคนแรกของโลกที่เกิดจากพระเจ้า อันหมายถึงการจำกัดหมวดให้ตัวเอกเป็นบุตรของพระเจ้าเช่นกัน ทั้งที่ตัวลีโอนาร์ดเองก็กังขาอยู่ไม่ใช่ย่อยว่าในเมื่อคนที่สร้างอดัมขึ้นมานี้เป็นมนุษย์ เราจะเรียกเขาว่าเป็นพระเจ้าได้หรือไม่
รวมถึงเราจะยอมรับสิ่งที่มาจากการกำเนิดจากอุ้งมือของพระเจ้าได้อย่างสนิทใจหรือไม่ด้วยเช่นกัน
ที่น่าเบื่อมากๆ คือหนังแบ่งแยกตัวละครออกเป็นขาว-ดำชัดเจน แน่นอนว่าการ์กอยล์เป็นสีขาว แม้ว่าตัวหนังจะพยายามเติมสีดำเข้าไปในกระบวนการนึกคิดอยู่บ้างแต่ก็ไม่แข็งแกร่งแต่อย่างใด ขณะที่ฝ่ายปีศาจนั้น แน่นอนว่าเป็นสีดำปี๋ ดำสนิท อยากครองโลก อยากชนะ
ครั้งหนึ่งที่อดัมถามว่า หากฆ่าปีศาจแล้วจะเป็นอย่างไร ฝั่งการ์กอยล์ตอบว่า พวกนั้นจะถูกดูดลงนรกตลอดกาล อดัมถามต่อ แล้วฝ่ายเจ้าล่ะ ไม่ถูกดูดลงนรกหรือ
การ์กอยล์ชักสีหน้าใส่นิดหนึ่งแล้วตอบว่า พวกเราจะถูกส่งขึ้นสวรรค์เพราะเราเป็นฝั่งพระเจ้า เราทำดี
มันช่างให้ความรู้สึกขัดหูขัดตาเหลือเกินที่ในยุคสมัยนี้ หนังยังจะแบ่งขาวแบ่งดำด้วยคำว่า “เราเป็นคนของ… เราจึงเป็นฝ่ายดี” อยู่อีก ทั้งที่คำถามนั้นของอดัมน่าจะนำไปสู่คำตอบที่ดีกว่านี้ ชวนให้ตีประเด็นได้มากกว่านี้ แต่กลับตอบแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายชัดเจน (ที่แบ่งกว่ามากๆ คือเมื่อปีศาจตาย ลูกไฟสีแดงจะพุ่งวอดไปหมด แต่ถ้าการ์กอยล์ตาย จะเป็นลำแสงสีขาวสวยๆ พุ่งขึ้นฟ้า อดคิดไม่ได้ว่าการตายในนามของปีศาจนี่มันไม่เท่เลยจริงๆ)
จริงๆ แล้วประเด็นการกำเนิดของตัวเอกน่าจะเล่นได้มากกว่านี้แท้ๆ ทั้งมิติของตัวละครที่ว้าเหว่และโดดเดี่ยวสุดขีด ถูกหักหลังโดยผู้ที่สร้างเขาขึ้นมา (ซึ่งแม้แต่ตัวอดัมเองคงไม่เข้าใจว่านอกจากความอยากรู้อยากเห็นของผู้สร้างแล้ว เขาถูกสร้างมาทำไม) แต่ก็มาผูกใจเอาง่ายๆ กับแม่สาวนักฟิสิกส์ และลบเลือนบาดแผลของตัวเองไปอย่างง่ายดาย
ผู้กำกับ-สจ๊วร์ต บีตตี้เองเคยร่วมเขียนบทมาแล้วใน Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl (2003) และ G.I. Joe: The Rise of Cobra (2009) ซึ่งก็ไม่ได้เป็นหนังลุ่มลึกอะไรและทำให้พอเข้าใจได้ว่า จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้มันก็ควรออกมาแบบนี้แหละ— ทรงนี้แหละ— หนังที่ไม่ต้องคิดเยอะ ดูสนุก ฉากเท่ๆ แค่นั้นก็โอเคแล้วนี่นา
ทั้งที่ทำใจก่อนดูไว้แล้วว่าหนังมันต้องออกมาทรงนี้แน่ๆ แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกเซ็งนิดๆ อยู่ดี ค่าที่ว่าประเด็นที่น่าจะขยี้มันควรจะได้เยอะกว่านี้แท้ๆ หนังเน้นไปที่ฉากต่อสู้-ใช่ มันเท่ มันเจ๋ง มันสวยงาม แต่นั่นก็ไม่ควรเป็นสิ่งเดียวที่เราได้จากหนัง ตัวละครไร้มิติ ไม่น่าติดตาม โดยเฉพาะแม่หัวหน้าการ์กอยล์-ลีโอนอร์ ดูไม่น่าเอาใจช่วยเลยจริงๆ เป็นตัวละครที่เราไม่รู้ว่าปกป้องตัวเองได้หรือไม่ มีดีตรงไหนถึงได้เป็นหัวหน้า (หรือถ้าจะอ้างชาติกำเนิดดีแล้วมาเป็นหัวหน้า-ก็โอเค ไม่แปลกอะไรถ้าจะเจอเหตุผลนี้ในหนังเรื่องนี้)
ที่น่าเวียนหัวอีกอย่างคือหนังพยายามลากทุกอย่างไปอยู่ในบรรยากาศแบบกอธิค (ของการ์กอยล์) ทั้งที่โลกมันพัฒนาจนมีผับแด๊นซ์ติ๊ดชึ่งๆ และรถไฟใต้ดินกันแล้ว การได้เห็นฉากนี้สลับกับการแต่งตัวและบทพูดของเหล่าการ์กอยล์ในสภาพกอธิคๆ โบราณๆ ตลอดเวลามันก็ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่ใช่น้อย ว่าตกลงแล้วเรากำลังดูหนังที่ว่าในยุคไหน จะย้อนยุคก็ไม่ใช่ อีกประเดี๋ยวก็กลับมาตบกันที่รถยนต์หรู เดี๋ยวก็ไปตึกร้างหน้าตาเก่าแก่ (ถ้ามีผีหน้าตากอธิคๆ โผล่มาจะไม่แปลกใจเลย) เดี๋ยวก็ไปตึกไฮโซ
สรุปแล้วว่าตัวละครที่ชอบที่สุดในเรื่องคือตัวเอกนี่เอง เริ่มตั้งแต่ฉากแรกๆ ที่ฟึดฟัดไม่พูดไม่จา รุงรังไปทั้งตัว และมีแววตาด้านชามาเป็นชายหน้าตาดูดีถ้าไม่นับว่าหน้าบากไปครึ่งหน้า สะอาดสะอ้าน (เท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว-และแน่นอน อารอน เอ็กคาร์ท ดูดีเอาการทีเดียวในบทพ่อหน้าบากหน้าบูด) จนถึงฉากท้ายๆ ที่แววตานั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นพัฒนาการของตัวละครในเรื่องนั่นเอง
ไม่ใช่หนังขี้ริ้วขี้เหร่ ดูแก้เบื่อ ดูฉากบู๊ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าคาดอะไรไปไกลกว่านั้นเห็นจะต้องกลับมาทบทวนกันอีกนิด ว่าแท้จริงแล้ว หนังเรื่องนี้เจาะกลุ่มเป้าหมายแบบไหน และตอบสนองความคาดหวังของเราได้มากระดับใดกันแน่
(Review) I, Frankenstein (Stuart Beattie: 2014) 'อดัม' ที่เกิดจากมนุษย์
ครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มสร้าง ‘เขา’ ขึ้นมาจากชิ้นส่วนของศพแปดศพและไฟฟ้า สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นแข็งแกร่งเสียจนชายหนุ่มเองก็หวาดหวั่น เขาตัดสินใจฆ่าสิ่งที่เขาเพียรสร้างขึ้นเสียแต่ไม่สำเร็จ ‘เขา’ ย้อนกลับมาฆ่าภรรยาสาวของชายหนุ่ม การไล่ล่าจึงเกิดขึ้น เพียงแต่ชายหนุ่มไม่อาจทนทานได้เท่าสิ่งประดิษฐ์นั้นและล้มตายในที่สุด เหลือเพียง ‘เขา’ ที่ยังต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดของการถูกทอดทิ้งและหักหลังเพียงลำพัง
นั่นเป็นต้นกำเนิดคร่าวๆ ของแฟรงก์เกนสไตน์ ชายร่างสูงแววตาด้านชาที่ถูกเจ้าชายปีศาจไล่ล่าด้วยเหตุผลลึกลับและถูกช่วยชีวิตไว้โดยเหล่าการ์กอยล์ ซึ่งทำสงครามกับชาวปีศาจอยู่
เนื้อเรื่องเรียบง่ายเสียจนค่อนไปทางไม่ดึงดูด นักแสดงก็ดูแอ็คกันเกินจริงจนดูแล้วไม่สบายตา ไม่ว่าจะเหล่าการ์กอยล์หรือเหล่าปีศาจ คาร์แร็คเตอร์ตัวละครไม่ดึงดูด ว่ากันจริงๆ ตัวละครที่ดูมีมิติดูจะมีเพียงคนเดียวคือพ่อพระเอกนั่นแหละ มีความเจ็บปวด มีด้านเปราะ ด้านกร้าว แต่บทก็ไม่ส่งพัฒนาการของตัวละครตัวนี้ กลับทำให้มันออกมาดูห้วนๆ ไปเสียอีก
จากนั้นพ่อพระเอกของเราซึ่งหลบหนีปีศาจและการ์กอยล์ไปไกลลิบก็ฝึกอาวุธต่อไป จนพ้นจากสมัยโบราณนานนมมาจนยุคปัจจุบัน เข้าสู่เรื่องสมัยนางเอกซึ่งยังสาวและสวยมากแต่เป็นนักฟิสิกส์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก ทำงานให้ดอกเตอร์คนหนึ่งว่าด้วยการฟื้นคืนชีพศพ ซึ่งการปรากฏตัวของดอกเตอร์รวมถึงตัวละครต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้เราอยากรู้อยากเห็น ตื่นเต้นไปกับเรื่องเลย ด้วยว่าไม่มีอะไรใหม่เลย ทุกอย่างดำเนินไปตามที่เรานึกคิดทั้งสิ้น บทหนังอ่อนปวกเปียกและดึงคนดูแทบไม่ได้เลย
แต่ความดีความงามอย่างหนึ่งของหนังคือฉากต่อสู้สวยดี ฝั่งการ์กอยล์สามารถกลายเป็นคนและเป็นการ์กอยล์ มีปีกบินได้เวลาต่อสู้ อาวุธครบมือ ขณะที่ฝั่งปีศาจมามือเปล่า ดูไม่สมน้ำสมเนื้อเท่าไหร่แต่ฝั่งหลังนี้เน้นปริมาณมาก
แก่นของเรื่องโยงไปถึงคำถามที่ว่า “มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นใช่หรือไม่ที่สรรค์สร้างมนุษย์” เพราะตัวเอกเองก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยมนุษย์ เหล่าการ์กอยล์ที่รับใช้พระเจ้าจึงโอบกอดเขาไว้อย่างไม่สนิทใจนัก ลีโอนอร์ หัวหน้าการ์กอยล์เรียกเขาว่าอดัม อันเป็นชื่อของผู้ชายคนแรกของโลกที่เกิดจากพระเจ้า อันหมายถึงการจำกัดหมวดให้ตัวเอกเป็นบุตรของพระเจ้าเช่นกัน ทั้งที่ตัวลีโอนาร์ดเองก็กังขาอยู่ไม่ใช่ย่อยว่าในเมื่อคนที่สร้างอดัมขึ้นมานี้เป็นมนุษย์ เราจะเรียกเขาว่าเป็นพระเจ้าได้หรือไม่
รวมถึงเราจะยอมรับสิ่งที่มาจากการกำเนิดจากอุ้งมือของพระเจ้าได้อย่างสนิทใจหรือไม่ด้วยเช่นกัน
ที่น่าเบื่อมากๆ คือหนังแบ่งแยกตัวละครออกเป็นขาว-ดำชัดเจน แน่นอนว่าการ์กอยล์เป็นสีขาว แม้ว่าตัวหนังจะพยายามเติมสีดำเข้าไปในกระบวนการนึกคิดอยู่บ้างแต่ก็ไม่แข็งแกร่งแต่อย่างใด ขณะที่ฝ่ายปีศาจนั้น แน่นอนว่าเป็นสีดำปี๋ ดำสนิท อยากครองโลก อยากชนะ
ครั้งหนึ่งที่อดัมถามว่า หากฆ่าปีศาจแล้วจะเป็นอย่างไร ฝั่งการ์กอยล์ตอบว่า พวกนั้นจะถูกดูดลงนรกตลอดกาล อดัมถามต่อ แล้วฝ่ายเจ้าล่ะ ไม่ถูกดูดลงนรกหรือ
การ์กอยล์ชักสีหน้าใส่นิดหนึ่งแล้วตอบว่า พวกเราจะถูกส่งขึ้นสวรรค์เพราะเราเป็นฝั่งพระเจ้า เราทำดี
มันช่างให้ความรู้สึกขัดหูขัดตาเหลือเกินที่ในยุคสมัยนี้ หนังยังจะแบ่งขาวแบ่งดำด้วยคำว่า “เราเป็นคนของ… เราจึงเป็นฝ่ายดี” อยู่อีก ทั้งที่คำถามนั้นของอดัมน่าจะนำไปสู่คำตอบที่ดีกว่านี้ ชวนให้ตีประเด็นได้มากกว่านี้ แต่กลับตอบแบ่งฝั่งแบ่งฝ่ายชัดเจน (ที่แบ่งกว่ามากๆ คือเมื่อปีศาจตาย ลูกไฟสีแดงจะพุ่งวอดไปหมด แต่ถ้าการ์กอยล์ตาย จะเป็นลำแสงสีขาวสวยๆ พุ่งขึ้นฟ้า อดคิดไม่ได้ว่าการตายในนามของปีศาจนี่มันไม่เท่เลยจริงๆ)
จริงๆ แล้วประเด็นการกำเนิดของตัวเอกน่าจะเล่นได้มากกว่านี้แท้ๆ ทั้งมิติของตัวละครที่ว้าเหว่และโดดเดี่ยวสุดขีด ถูกหักหลังโดยผู้ที่สร้างเขาขึ้นมา (ซึ่งแม้แต่ตัวอดัมเองคงไม่เข้าใจว่านอกจากความอยากรู้อยากเห็นของผู้สร้างแล้ว เขาถูกสร้างมาทำไม) แต่ก็มาผูกใจเอาง่ายๆ กับแม่สาวนักฟิสิกส์ และลบเลือนบาดแผลของตัวเองไปอย่างง่ายดาย
ผู้กำกับ-สจ๊วร์ต บีตตี้เองเคยร่วมเขียนบทมาแล้วใน Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl (2003) และ G.I. Joe: The Rise of Cobra (2009) ซึ่งก็ไม่ได้เป็นหนังลุ่มลึกอะไรและทำให้พอเข้าใจได้ว่า จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้มันก็ควรออกมาแบบนี้แหละ— ทรงนี้แหละ— หนังที่ไม่ต้องคิดเยอะ ดูสนุก ฉากเท่ๆ แค่นั้นก็โอเคแล้วนี่นา
ทั้งที่ทำใจก่อนดูไว้แล้วว่าหนังมันต้องออกมาทรงนี้แน่ๆ แต่ก็ยังไม่วายรู้สึกเซ็งนิดๆ อยู่ดี ค่าที่ว่าประเด็นที่น่าจะขยี้มันควรจะได้เยอะกว่านี้แท้ๆ หนังเน้นไปที่ฉากต่อสู้-ใช่ มันเท่ มันเจ๋ง มันสวยงาม แต่นั่นก็ไม่ควรเป็นสิ่งเดียวที่เราได้จากหนัง ตัวละครไร้มิติ ไม่น่าติดตาม โดยเฉพาะแม่หัวหน้าการ์กอยล์-ลีโอนอร์ ดูไม่น่าเอาใจช่วยเลยจริงๆ เป็นตัวละครที่เราไม่รู้ว่าปกป้องตัวเองได้หรือไม่ มีดีตรงไหนถึงได้เป็นหัวหน้า (หรือถ้าจะอ้างชาติกำเนิดดีแล้วมาเป็นหัวหน้า-ก็โอเค ไม่แปลกอะไรถ้าจะเจอเหตุผลนี้ในหนังเรื่องนี้)
ที่น่าเวียนหัวอีกอย่างคือหนังพยายามลากทุกอย่างไปอยู่ในบรรยากาศแบบกอธิค (ของการ์กอยล์) ทั้งที่โลกมันพัฒนาจนมีผับแด๊นซ์ติ๊ดชึ่งๆ และรถไฟใต้ดินกันแล้ว การได้เห็นฉากนี้สลับกับการแต่งตัวและบทพูดของเหล่าการ์กอยล์ในสภาพกอธิคๆ โบราณๆ ตลอดเวลามันก็ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าไม่ใช่น้อย ว่าตกลงแล้วเรากำลังดูหนังที่ว่าในยุคไหน จะย้อนยุคก็ไม่ใช่ อีกประเดี๋ยวก็กลับมาตบกันที่รถยนต์หรู เดี๋ยวก็ไปตึกร้างหน้าตาเก่าแก่ (ถ้ามีผีหน้าตากอธิคๆ โผล่มาจะไม่แปลกใจเลย) เดี๋ยวก็ไปตึกไฮโซ
สรุปแล้วว่าตัวละครที่ชอบที่สุดในเรื่องคือตัวเอกนี่เอง เริ่มตั้งแต่ฉากแรกๆ ที่ฟึดฟัดไม่พูดไม่จา รุงรังไปทั้งตัว และมีแววตาด้านชามาเป็นชายหน้าตาดูดีถ้าไม่นับว่าหน้าบากไปครึ่งหน้า สะอาดสะอ้าน (เท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว-และแน่นอน อารอน เอ็กคาร์ท ดูดีเอาการทีเดียวในบทพ่อหน้าบากหน้าบูด) จนถึงฉากท้ายๆ ที่แววตานั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นพัฒนาการของตัวละครในเรื่องนั่นเอง
ไม่ใช่หนังขี้ริ้วขี้เหร่ ดูแก้เบื่อ ดูฉากบู๊ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน แต่ถ้าคาดอะไรไปไกลกว่านั้นเห็นจะต้องกลับมาทบทวนกันอีกนิด ว่าแท้จริงแล้ว หนังเรื่องนี้เจาะกลุ่มเป้าหมายแบบไหน และตอบสนองความคาดหวังของเราได้มากระดับใดกันแน่