จงมาคุยเรื่อง KILL la KILL กันให้สนุกสนานแล้วมองให้ทะลุถึงตับไตไส้พุงกันเถอะ!!![6]

กระทู้สนทนา
***ระวังโดนสปอยสำหรับใครที่ยังดูไม่ถึงตอนสิบเจ็ด***
***พิมพ์เยอะมาก(ส์ X10000) จึงขอภัยมา ณ ที่นี้***
***เนื่องจากคนเขียนเป็นแค่คนธรรมดาที่ชอบมั่ว และเนื้อหาที่จะกล่าวต่อไปก็ดันไปเกี่ยวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อน เช่น ความเชื่อ หรือศาสนา โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านให้มาก***
***ถ้าใครมาใหม่ อยากรู้ว่าเจ้าพวกนี้คุยเรื่องอะไรกันกลับไปอ่านกระทู้เก่านี้ได้***


เอาละ ในที่สุดก็ถึงเวลาแห่งการชำระสะสางเสียที  วันนี้จขกท.จะขอจัดเต็มละนะ
เพื่อไม่ให้เสียเวลา ก่อนอื่นก็จะขออารัมภบท รวบยอดเนื้อหาโดยสังเขปตั้งแต่ตอนเจ็ดที่ปล่อยดองยาวมาตั้งนานก่อน แล้วค่อยตามด้วยการวิเคราะห์เนื้อเรื่องปัจจุบันในตอนสิบหกและสิบเจ็ดเพื่อเปิดประเด็นใหม่ + รีวิว Blu-rey Box Limited Edition (ได้ข่าวมาจากเพื่อนว่าเว็บ niconico วันที่ฉายตอนสิบเจ็ด มียอดคนดู Kill la Kill สูงติดเป็นอันดับสาม! ท่าทางหลายคนจะถูกใจตอนนี้กันน่าดูนะ)

1.อารัมภบท
จากการไล่เรื่องตั้งแต่ตอนเจ็ดไปเรื่อย ๆ เราก็ทราบดีว่ามันมี Naturals Election + King of the Hill Final Battle และ Conquest of the Big Three Battlefield Trip ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องก่อนจะเข้าสู่ปฐมบทใหม่ ประเด็นที่อยากจะกล่าวต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในการดำเนินเรื่องช่วงนี้จะแบ่งออกได้แบบคร่าวมาก ๆ เป็นสองส่วน

1.1 ส่วนแรกคือเนื้อหาเกี่ยวกับระบบสังคม โดยจะกล่าวเชื่อมโยงกับความเกี่ยวข้องในเรื่องต่าง ๆ ที่น่าสนใจ
1.2 ส่วนที่สองคือการวิเคราะห์มังคังโชขุอันเป็นเนื้อหาเสริม (ขาดคนนี้ไม่ได้จริง ๆ นะ)

*เพื่อความสะดวก และไม่ให้ยืดมากไปกว่าที่ยืดอยู่ในตอนนี้ จขกท.จะขอไม่เน้นเนื้อหาในหลาย ๆ ส่วนเพราะมีรายละเอียดมากเกินไป เช่น “Banshi” Life Fiber ที่เป็นเจตจำนงหลักในการเชื่อมโยงทุกส่วน ฯลฯ
โดยช่วงของการดำเนินเรื่องที่จขกท.จะขอไม่เน้นนั้น ได้แก่

a.) ตอนเลือกตั้งกันแบบสงครามกลางเมือง (อันนี้รู้อยู่แล้วว่าถูกจัดขึ้นเพื่อการเก็บข้อมูลโดยเฉพาะ)
b.) การทัศนศึกษา 3 จังหวัด

อันนี้ขอสาธยายก่อนเล็กน้อย เพราะตอนแรกเดาไปว่า พอเซี่ยนหนามส่วนใหญ่มลายไป หรือพอรวมประเทศเสร็จก็จะเข้าสู่สถานการณ์หลัง Cold War อันเป็นการเข้าใกล้ หรือกลายเป็นสมัยปัจจุบันไปแล้ว (จะได้มาเน้นเรื่อง “เสรีนิยมใหม่” ที่แสดงให้เห็นโดยราเกียวแบบจริงจัง ๆ บ้าง) แต่พอดูมาถึงเนื้อเรื่องช่วงปัจจุบันนี้...
...หึหึ เลยกลายเป็นว่าการปรากฏตัวของ “สาวนักปฏิวัติ” อีกคน (ก็ว่าแล้ว “อักษะ”นะมันจะญาติดีกับ “พันธมิตร” ได้นานแค่ไหนเชียว) ทำให้จขกท.คิดขึ้นมาว่ามันก็ยังอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอยู่นั่นแหละ ไม่ได้หนีไปไหนไกลเลย (เพราะมันแสดงให้เห็นว่าอักษะนั้น ยังไม่สิ้นฤทธิ์เดชยังไงละ) สงสัยคราวก่อนที่เทียบราเกียวกับอเมริกาจะดันไปติดลมกับความคิดตัวเองเข้า คิดยาวไปถึง Cold War เลยทีเดียว... สงสัยเราทุกคนน่าจะได้เห็นเหตุการณ์ “ระเบิดปรมาณูสองลูก” ซะแล้วละ เพราะการที่ซัตสึกิตั้งตัวเป็นขบถกับแม่ตัวเองนั้น มันก็เปรียบได้กับ “การประกาศสงครามของจักรวรรดิญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา” นั่นเอง ซึ่งก็อาจจะพอเทียบได้กับวันที่ 7 ธันวาคม 1941 อันเป็นวันที่ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ณ อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ (อืม.. ซุ่มแทงข้างหลังสินะ) หรือถ้าหากจะเทียบกับเยอรมัน ก็คงจะเป็น “การรุกรานโปแลนด์” หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า “การทัพเดือนกันยายน” ในปี 1939 ซึ่งเป็นการท้าทายฝ่ายพันธมิตรซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ และฝรั่งเศษ โดยทั้งสองก็เป็นประชาธิปไตยอันส่งเสริมทุนนิยมนั่นแหละ

[ส่วนใครที่สงสัยว่านาซีนี้มีระบบเศรษฐกิจอย่างไร ทำไมถึงสามารถแยกความแตกต่างออกมาจากพวกฝ่ายทุนนิยมได้ มันก็เป็นเพราะว่าสำหรับระบบของนาซีนี้เป็นไปตามที่ริชาร์ด โอเวอรี่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “เศรษฐกิจของเยอรมนีอยู่ระหว่างม้านั่งสองตัว มันทั้งไม่ใช่ระบบเผด็จการอย่างระบบของโซเวียต หรือทุนนิยมอย่างระบบของอเมริกัน ในการหาวิสาหกิจเอกชน” ซึ่งก็แน่นอน เศรษฐกิจของเยอรมันนั้นเป็นไปเพื่อสงครามโดยแท้ ดังความเชื่อของนาซีที่ว่า “ความยิ่งใหญ่ของรัฐจะเกิดขึ้นได้เพราะสงคราม” ดังนั้นรัฐจะต้องมีการบริหารในลักษณะ “รัฐทหาร” โดยมีระเบียบวินัยเคร่งครัด ปกครองอย่างทหาร และเรียกตัวเองว่า “กองทหารสตอร์ม ทรูพ”]

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องสังเกตให้ดีต่อไปก็คือปฏิกิริยาของริวโกะกับ Nudist Beach ละนะ เพราะเราต้องไม่ลืมว่ามันมี “สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพ” อันเป็นการที่สตาลินเข้าไปร่างสนธิสัญญาณไม่รุกรานต่อกันกับฮิตเลอร์ในวันที่ 23 สิงหาคม ปี 1939 (ทำเอาฝ่ายพันธมิตรประหลาดใจไปตาม ๆ กัน) อีกทั้งการวางตัวเป็นกลางของรัสเซีย (จับมือกับฝ่ายอักษะ) ก็จะทำให้รัสเซียได้ประโยชน์ตามข้อเสนอของฮิตเลอร์ที่ว่าจะยกโปแลนด์ตะวันออกให้ (แต่เดี๋ยวตอนหลังรัสเซียก็จะเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพราะความไม่ไว้ใจของเยอรมันต่อรัสเซีย ส่งผลให้เยอรมันยกพลบุกรัสเซียตอนหลังในที่สุด)

ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมราเกียวกับซัตสึกิถึงได้แสร้งทำเป็นญาติดีกันมาตั้งนาน ตรงความสัมพันธ์จุดนี้มันตอบได้ตรงตัวมาก เพราะโดยประวัติศาสตร์แล้ว ช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายสัมพันธมิตรนั้น “หวาดระแวง” คอมมิวนิสต์อย่างหนัก อันมาจากการที่บอลเชวิคนำพาพรรคคอมมิวนิสต์และระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์มาสู่โลก ทำให้หลายชาติในยุโรปตะวันตก ยุโรปกลาง และทวีปอเมริกา ออกอาการตระหนกสุดขีด และสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์แพร่ออกมาจากรัสเซีย ดังนั้นเหล่าประเทศฝ่ายประชาธิปไตยจึงได้ “เอาใจ” ผ่อนปรนให้ฝ่ายอักษะได้เกิมเกริมต่อไป เพราะมีจุดประสงค์ที่ต้องการจะให้ไป “ขัดขา” กับฝ่ายคอมมิวนิสต์นั่นเอง มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในปี 1936-1937 เยอรมัน ญี่ปุ่น และอิตาลี ได้ทำทีร่วมกันลงนามในข้อตกลงต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งแท้จริงแล้วมันเป็นการสานสัมพันธภาพของพวกขวาจัดด้วยกันอย่างเต็มภาคภูมินั่นแหละ (และในก่อนช่วงเริ่มสงคราม รัสเซียก็ดันไปเซ็นสนธิสัญญานาซี-โซเวียต แพค ไปเรียบร้อย 55555)

ณ จุดนี้เป็นต้นไปสิ่งที่เรียกกันตามประวัติศาสตร์ว่า “สงครามเบ็ดเสร็จ” ของจริงก็คงจะปะทุขึ้นแล้ว ดังนั้นหากจะเกิดอะไรขึ้นก็คงต้องปล่อยให้มันเกิดไป (อ้าว.. ก็ใครมันจะไปห้ามคนเขียนบทได้ละ) แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่จขกท.จะไม่ยอมให้เกิดนั่นก็คือตอนที่ “ท่านผู้นำตาย” (สงครามจบได้ จบไป แต่ถ้าชีวิตซัตสึกิมันจะจบไปด้วยอันนี้ขอค้านสุดชีวิต โอเค๊!)


(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จะอ่านกระทู้จขกท.ต้องทำใจก่อนนิดส์นึง)


1.1     ระบบสังคม
เรามาเริ่มอุ่นเครื่องด้วยการย้อนอดีตกันเล็กน้อย หากใครยังจำได้ การขยายภาพให้ลึกขึ้นในตอนเจ็ด สิ่งนี้ทำให้เราเห็นกลไกของระบบสังคมชนชั้นภายในเมืองฮอนโนวจิ โดยไอ้การที่คนเรามัน “ยอม” ที่จะให้ถูกแบ่งนั้น นอกเหนือไปจากความกลัวที่ใช้ในการจัดระเบียบ มันก็มาจากความโลภ และความเห็นแก่ตัว ("มนุษย์นั้นโดยธรรมชาติมีการร่วมมือกันก็โดยมุ่งผลประโยชน์ส่วนตัว"- โทมัส ฮอบส์) ดังนั้นมุมมองของซัตสึกิที่เป็นการมองแบบสุดขั้วว่าคนเราโดยธรรมชาติแล้วนั้น “เลว” และทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว (เน้นมิติมนุษย์ในด้านอกุศลมูล) หรือก็คือคำจำกัดความง่าย ๆ ว่า “คน” คือ “หมู” ก็เลยไม่เป็นเพียงแค่คำจำกัดความอีกต่อไป

จุดที่น่าสนใจก็คือถ้าหากเราใคร่ครวญในทัศนคติการมองโลกของซัตสึกิให้ลึกขึ้นในแต่ละตอนที่ผ่านมา จะสังเกตว่า เธอคล้ายที่จะมีความโน้มเอียงไปในแนวทางที่จะไม่เชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนนั้นจะมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนให้ดีได้ (เหมือนไม่ค่อยจะเป็นมนุษยนิยมเท่าไรเลย) ด้วยเหตุนี้เธอจึงเป็นคนที่มีแนวคิดที่จะสร้างระบบให้ทุกคนพึ่งพา และยึดเหนี่ยวให้สังคมมีความเป็นเอกภาพเดียวกัน ซึ่งมันจะยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นไปอีก ถ้าหากเรามองเธอในมุมที่ว่า เธอมีแนวคิดที่เชื่อในสัจธรรมอันเป็นความ “เลว” ของมนุษย์ ซึ่งมาจากการหลงงมงายในวัตถุ เป็นแรงกระตุ้นที่อยากจะมี อยากจะเป็น อันมาจากตัวของมนุษย์เอง ด้วยแนวคิดนี้ มันจึงมีนัยซ่อนเร้นว่าจริง ๆ แล้วเธอก็คงพยายามที่จะพัฒนาระบบของตนเองขึ้น ด้วยการสร้างร.ร.ฮอนโนวจิ และ Goku Uniforms เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์อะไรบางอย่าง

จากที่กล่าว ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจึงน่าจะไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อมุ่งไปสู่ “ความอยาก” ซึ่งจขกท.สังหรณ์ว่าเธอน่าจะมีความชิงชังอยู่ไม่น้อย แต่เป็นระบบที่ “บังคับ” ให้ทุกคนต้องอยู่ในกฏ อยู่ในการควบคุมเดียวกัน เพื่อให้สังคมมีความเป็นระเบียบ เพราะเธอน่าจะเชื่อว่าโดยสามัญแล้วมนุษย์นั้นเลว และความเลวจะต้องถูกควบคุมอย่างเดียวเท่านั้น คล้าย ๆ กับเป็นแนวคิดกระบวนการที่จะได้มาซึ่งความยุติธรรมในแบบของเธอ อันจะทำให้สังคมสามารถเดินหน้าต่อไปได้

[เหมือนนักคิดดังเช่น โทมัส ฮอบส์ซึ่งเป็นพวกกษัตริย์นิยม (Totalitarian) และมองมนุษยชาติในแง่ร้าย แตกต่างจากแนวคิดของทฤษฎีมนุษยนิยมที่เชื่อว่า แท้จริงแล้ว “มนุษย์เป็นคนดีหรืออย่างน้อยก็มีทั้งดีและเลวพอ ๆ กัน” (ซึ่งสมควรที่จะได้กล่าวต่อไป แต่จขกท.ไม่มีเวลา ใครหาอ่าน “เลอไวอะทัน” (Leviathan) หนังสือของฮอบส์ได้ ก็ขอแนะนำให้ไปลองอ่านดูกันตามสะดวกเถิด)]


(Leviathan ฉบับไฟนอลแปด และสิบห้า อืม.. ภาพสวยดีนะ แต่ ไม่เกี่ยว!
ทุกท่านโปรดดูทางขวามือ นั่นแหละอสูรร้ายที่ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเล แสดงถึงพลังอำนาจอันน่ากลัวของรัฐ)


จริงอยู่ว่าในโลกของซัตสึกิ คนจะ “ไม่เท่ากัน” เธอน่าจะไม่เชื่อว่าทุกคนจะสามารถเป็น “คนดี” ได้ ระบบนี้ก็เลยสะท้อนแนวคิดของเธอแบบตรงไปตรงมาดังที่เห็น คือรัฐจะเจริญได้ก็เพราะด้วยคนส่วนน้อยที่เป็น “คนดี” ปกครอง แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปว่าเธอจะไม่มีความเป็น paradox อยู่ในตัว เพราะแม้เธอจะเชื่อแน่ว่าคนมันไม่เท่ากัน แต่ลึก ๆ ก็อาจจะมีความต้องการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ในท้ายที่สุด ทุกคนก็จะมีความเท่าเทียมกันได้ด้วยวิธีการของเธอเอง (งงไหม สงสัยจะมองเธอในด้านดีมากเกินไป 5555 ตรงจุดนี้คิดว่าค่อนข้างเป็นไปได้ยากส์)

สุดท้ายผลลัพธ์ที่จะออกมาก็เลยไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากการสังเกตแค่ในขณะนี้ มันก็คือความเป็นเอกภาพ การขับเคลื่อนสังคมไปได้ด้วยในลักษณะเผด็จการ ถ้าหากซัตสึกิเป็นคนที่เชื่อในอุดมคติ มันก็คือการเสียดสีกันลึก ๆ นั่นเอง เพราะเธออาจจะต้องการสร้างให้ระบบมีความสมบูรณ์แบบ แต่มันก็เป็นได้แต่เพียงการสร้างความเชื่อเท่านั้นว่าระบบมีความสมบูรณ์ (สงสัยความทรงจำเรื่อง Psycho-Pass จะยังมีเหลือในหัว แต่เรื่องนั้นน่าจะเน้นไปในทางด้านจริยศาสตร์) ในระบบนี้คนดีไม่กี่คนทำให้รัฐเจริญได้จริง แต่คนเลวไม่กี่คนก็ทำให้รัฐล่มสลายได้ เพราะระบบนั้นไม่จีรังยั่งยืน และอุดมคติที่เพียบพร้อมก็เป็นสิ่งที่อยู่ไกลโพ้นหลังเส้นขอบฟ้า (หากใครสนใจแนวคิดอุดมคติ ก็สามารถย้อนไปได้ตั้งแต่เพลโตที่มีการวาดฝันถึง “ราชาปราชญ์” (Philosopher King)  โดยยังไม่จำเป็นต้องด่วนกล่าวถึงฮิตเลอร์เสียในทันที ซึ่งสำหรับฮิตเลอร์แล้วเขาก็มีชีวประวัติที่อ่านสนุกอยู่ทีเดียว อย่างเช่นความรักในศิลปะ หรือการเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นจิตรกรมาแล้ว)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่