"ม็อบเทือก"ขาลง? vs รัฐบาลไม่มีทางไป ..... เลือกตั้ง หรือ ปฏิวัติ เพื่อประเทศชาติ ทางไหนดี

กระทู้สนทนา
"ม็อบเทือก"ขาลง? - เลือกตั้ง 20 ล้านเสียง   วิเคราะห์   ข่าวสดออนไลน์

รายงานพิเศษ


รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยืนหยัดนำพาประเทศผ่านวิกฤต
ประชาธิปไตยมาแล้วครึ่งทาง

กกต.สรุปผลเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.อย่างเป็นทางการว่า

จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 43,024,786 คน มีผู้ออกมาใช้สิทธิ
20,530,359 คน คิดเป็นร้อยละ 47.72 จากหน่วยเลือกตั้ง 94,454 หน่วย
เปิดให้ลงคะแนนได้ 84,325 หน่วย คิดเป็นร้อยละ 89.28

หากนับเป็นรายจังหวัดจะพบว่าการใช้สิทธิส่วนใหญ่ราบรื่น เปิดคูหา
ลงคะแนนได้ครบทุกหน่วย 59 จังหวัด

ที่เหลือ 18 จังหวัด แยกเป็นงดลงคะแนนบางส่วน 9 จังหวัด งดลงคะแนน
ทั้งจังหวัด 9 จังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามมีบางพรรค การเมืองที่ไม่ลงเลือกตั้ง นอกจาก
ไม่เคารพเสียงประชาชน 20 ล้านคน ยังได้บิดเบือน ตีขลุม

อ้างว่าผู้ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ รวมกับจำนวนบัตรเสียและบัตรโนโหวต
ทั้งหมดคือผู้ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง แต่เห็นด้วยกับการปฏิรูปก่อน
เลือกตั้งตามแนวทางของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส.

โดยจงใจมองข้ามในประเด็นที่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลาง
กระแสขัดแย้งแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง

มีการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งทั้งจาก กปปส. ซึ่งได้รับการหนุนหลังจาก
พรรคการเมือง นักวิชาการ องค์กรอิสระ หรือแม้แต่หน่วยงานจัดการ
เลือกตั้งอย่าง กกต.

ว่าไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง 2 ก.พ.

เค้าลางความรุนแรงเริ่มมีมาตั้งแต่การนำมวลชนไปปิดล้อม
วันรับสมัครเลือกตั้ง

จากนั้นก็ปิดล้อมขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 ม.ค.
ด้วยวิธีนอนขวาง โซ่คล้อง ไปจนถึงบีบคอ เป็นภาพข่าวอื้อฉาวทั่วโลก

กระทั่งเมื่อเห็นว่าการเลือกตั้งมีขึ้นแน่นอนแล้ว ยังเกิดเหตุกองกำลัง
คนชุดดำติดอาวุธ ออกมาปะทะกับกลุ่มผู้สนับสนุนเลือกตั้งบริเวณ
แยกหลักสี่

สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนผู้ต้องการออกมาใช้สิทธิ

โดยไม่ยี่หระต่อสายตาชาวโลก

ใ นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ยังมีการปั่นกระแสบนเวทีม็อบ
ระบุ ไม่ว่าผลเลือกตั้งออกมาอย่างไร สุดท้ายก็ต้องโมฆะอยู่ดี

ท่ามกลางอุปสรรคขวากหนามมากมายนี้

20 ล้านเสียงที่ออกมาเมื่อวันที่ 2 ก.พ. จึงเป็นเสียงปกป้อง
ประชาธิปไตยที่ชัดเจนและหนักแน่น

ในการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 6 ก.พ. มีการเปิดเผยว่า ยังมีประชาชน
กว่า 10 ล้านคน ที่ประสงค์จะเลือกตั้งในวันที่ 26 ม.ค. และ 2 ก.พ.
แต่ไม่สามารถใช้สิทธิได้

ในด้านของ กกต. เป็นเพราะต้องการไถ่บาป หรือมีเป้าหมายอื่นอยู่ในใจ
ต้องให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ ต่อกรณี 5 เสือประกาศเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไป
จนกว่าจะได้ผลสมบูรณ์

นั่นคือได้มาซึ่งส.ส.แบ่งเขตและบัญชีรายชื่อครบ 475 คน หรือร้อยละ 95
เพื่อให้เปิดประชุมสภา เลือกนายกฯ และตั้งรัฐบาลใหม่ได้

ในเบื้องต้นมี 5 ส่วนสำคัญต้องแก้ไข

ประกอบด้วย 16 เขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครรายเดียว, 28 เขตเลือกตั้ง
ในภาคใต้ที่ไม่มีผู้สมัครเลย, การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ต้องเสียไป
เมื่อ 26 ม.ค. และผู้ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้เมื่อ 2 ก.พ., 39 เขตที่
ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทั้งเขต และ 32 เขตที่ไม่สามารถจัด
การเลือกตั้งได้บางส่วน

ฉะนั้น แม้จะฝ่าวิกฤตมาได้ครึ่งทาง แต่อีกครึ่งทางที่เหลือ รัฐบาล
น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจต้องเจอกับงานหนักกว่าเดิม

ถึงในสภาพความเป็นจริงจะมีสัญญาณหลาย อย่างบ่งชี้ว่าม็อบ กปปส.
ของนายสุเทพ กำลังก้าว เข้าสู่สภาวะถดถอยทั้งในด้านกำลังคนและ
ทุนท่อน้ำเลี้ยง

อีกทั้งแกนนำ 19 คนในเบื้องต้น และคาดว่าจะตามมาอีก 39 คน
ถูกศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับทั้งในคดีขัดขวางการเลือกตั้ง
และฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

การนำมวลชนออกไปเดินทั่วกรุงอาจโดนทีมไล่ล่าของร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ดักตะครุบตัวได้ง่ายๆ

โดยเฉพาะนายสุเทพ ยังต้องบวกหมายจับข้อหากบฏ

รวมทั้งคดี 99 ศพที่คาดว่าจะมีหมายจับออกตามมาแน่นอน หากไม่ยอม
ไปขึ้นศาลตามกำหนด นัดอัยการส่งฟ้องวันที่ 13 ก.พ. หลังขอเลื่อนมา
แล้วถึง 3 ครั้ง

กระนั้นก็ตามสัญญาณ "ขาลง" ของนายสุเทพ

ไม่ได้ทำให้ขบวนการที่อยู่เบื้องหลังกลุ่ม กปปส. เกิดความท้อแท้
หรือถอดใจแต่อย่างใด

และแทนที่จะเคารพเสียงประชาชน 20 ล้านคนที่ออกมาเลือกตั้ง

กลุ่มขบวนการดังกล่าวกลับดำเนินการผ่านกลไกองค์กรอิสระ พยายาม
ทำให้ผลวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ

โดยมีพรรคประชาธิปัตย์รับอาสา ทำหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
วินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ

เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เป็นการได้มา
ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขณะที่คดีจำนำข้าวในมือป.ป.ช. ที่พุ่งเป้าไปยังน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เริ่มงวด
เข้ามาทุกขณะ เช่นเดียวกับชะตากรรม 310 ส.ส.-ส.ว.ที่เข้าชื่อผลักดัน
แก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผลออกมาอย่างไรเป็นที่คาดเดากันได้

ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระทบถึงผลการเลือกตั้ง 2 ก.พ.อย่างรุนแรง

จังหวะเดียวกันบรรดาอดีตนายทหารวัยชราภายใต้ชื่อกลุ่ม "รัฐบุคคล"
ที่เห็นว่าม็อบกำนันเริ่มออกอาการไปต่อไม่ไหว ก็เรียกร้องให้ทหาร
ออกมาช่วยเหลือ

หรือกรณี "หม่อมอุ๋ย" ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล ที่จู่ๆ ก็เขียนจดหมาย
เปิดผนึกถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ขึ้นต้นด้วยเรื่องจำนำข้าว ลงท้ายเรียกร้องให้ลาออก เพื่อให้มีคนกลาง
เข้ามาทำหน้าที่แทน จนถูกพรรคเพื่อไทยสวนกลับว่าที่ออกมาโชว์ออฟ
เพราะอยากเป็นนายกฯ นอกรัฐธรรมนูญเสียเองกระมัง

อย่างไรก็ตามการรัฐประหารล้มล้างการเลือกตั้ง ไม่ว่าโดยอำนาจกองทัพ
หรือโดยอำนาจองค์กรอิสระ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ขบวนการเหล่านี้ต้องคิดให้รอบคอบก็คือ

ถ้าหากทำเช่นนั้น ประชาชน 20 ล้านคนที่พร้อมใจกันออกไปปกป้อง
ประชาธิปไตย รักษาสิทธิพื้นฐานของตนเองเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ด้วย
ความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งคือทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี

แต่เมื่อต้องตกเป็นฝ่ายถูกคนส่วนน้อยละเมิดสิทธิครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่เหล่านี้จะอดทนต่อไปได้อีกหรือไม่

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU1UZzROekUwTlE9PQ==&sectionid=


กปปส.-หมอ ร่วมเวทีเสวนา สานพลังสู่การปฏิรูป ′สุเทพ′ ชง 5 ข้อ ชี้รัฐบาลไม่มีทางไปแล้ว   ข่าวมติชนออนไลน์

ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร     เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์  กลุ่มคณะกรรมการ
ประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข(กปปส.) จัดกิจกรรมสานพลังสู่การปฏิรูป เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการนำเสนอ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ในกลุ่มสาขาแพทย์พยาบาล กลุ่มวิชาชีพด้านสุขภาพ
โดยมีตัวแทนแพทย์โรงพยาบาลมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาล
สงขลานครรินทร์ รวมทั้งตัวแทนชมรมแพทย์ชนบท และกลุ่มต่างๆ ทางการแพทย์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวเปิดงานว่า การเริ่มต้นวันนี้มีความหมายกับ
การปฎิรูปประเทศตามที่กปปส.ตั้งใจไว้ และสิ่งที่เคยประกาศบนเวทีเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของ
การปฎิรูปประเทศเป็นเพียงการประมวลภาพความต้องการของประชาชนเพียงกว้างๆ 5 เรื่อง
คือ 1.ปฏิรูปกระบวนการทางการเมือง 2.ปฏิรูปปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ให้ประชาชน
ตรวจสอบรัฐบาลได้ 3.ปฏิรูปการกระจายอำนาจการปกครอง 4.ปฏิรูปความเหลื่อมล้ำในสังคม
และ5.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหลักคือใช้เวลาไม่มากจะต้องให้เสร็จภายใน 18 เดือน
หากนานกว่านั้นรัฐบาลชั่วคราวอาจยึดติดอำนาจ คงได้เป่านกหวีดอีก ถ้าทำได้ประเทศจะไม่
เสียหาย

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า พวกเราไม่ได้ต้องการช่วงชิงอำนาจรัฐบาล เพราะการตั้งรัฐบาลชั่วคราว
ตนก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ทำงานเสร็จก็กลับบ้านไม่ลงเลือกตั้งอีก และอาจเสนอว่าใครที่มาเป็น
รัฐมนตรีในรัฐบาลจะไม่ต้องลงเลือกตั้ง ให้เว้นวรรค1-2 สมัย รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติด้วย
เพื่อความบริสุทธิ์ และเมื่อวางกฏเกณท์เสร็จก็จะพิมพ์เขียวต่างคนกลับไปทำอาชีพตนเอง
ทั้งนี้ระบบส.ส.บัญชีรายชื่อ ก่อนหน้านี้ที่คิดดว่าดี แต่ตอนนี้ก็คิดว่าไม่ใช่แล้ว เพราะมีทั้งเจ้าของ
ผ่อน นักเลง มีคนดีน้อยมาก รวมทั้งพวกที่ร่วมลงหุ้นก็พรรคการเมืองก็มาอยู่ในบัญชีรายชื่อทั้งนั้น
และขณะนี้เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีทางไป ไม่มีทางอยู่ได้แล้ว จะเอาหน้าหรือหัวลง หรือวิธีไหนก็เร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตามครั้งนี้เป็นเวทีเสวนาครั้งแรกและสัปดาห์หน้าตนจะส่งสารไปยังอาจารย์มหาวิทยาลัย
ต่างๆ ให้จัดเสวนาเพื่อระดมสมองทำพิมพ์เขียวลักษณะนี้ และอยากให้ส่งสัญญาณไปยังองค์กร
เอกชน โดยเฉพาะ7องค์กรธุรกิจที่เคยเคลื่อนไหวแต่ขณะกลับยังนิ่งเฉยอยู่ เนื่องจากอยากให้มา
ช่วยคิด เพราะมวลชนที่เคลื่อนไหวไม่ได้พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งขอเดาว่าการที่นิ่งเฉยเพราะยัง
ไม่รู้ว่าข้างไหนจะชนะหรือแพ้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1391851277&grpid=00&catid=&subcatid=

หึ หึ   แม้ว่า เลือกตั้งจะเป็นทางเลือกที่เป็นสากล  สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ที่ทั่วโลกเขาเสนอ    แต่เมื่อปฏิเสธและขัดขวางการเลือกตั้ง ซะแล้ว ทางเลือกนี้ก็ไปได้ยาก
ทหาร ก็ไม่ช่วยปฏิวัติให้  บ้านเมืองจะไปทางไหนดี  .....
เมื่อไม่ปฏิวัติ   ทหารก็ช่วยไปเจรจากับม็อบกบฎ ด้วย  แล้วเลือกมาเลย  จะเอาแบบไหน   
อย่ามาทำต้วเป็นคนดี  ...   กำลังเบื่อคนดี   เต็มทีแล้ว
ยิ้ม

สาวแว่น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่