แมลงมีพิษและวิธีป้องกัน

กระทู้ข่าว
แมลงมีพิษที่จะมานำเสนอ
1 แมลงก้นกระดก  
             สถานที่ที่พบเจอ : ที่เปียกชื้นในฤดูฝน
            ประโยชน์ของ "ด้วงก้นกระดก" ก็คือ ช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชตามธรรมชาติ และกลับมีพิษต่อคน โดย "ด้วงก้นกระดก" จะมีพิษ "เพเดอริน" (Paederin) อยู่ทั่วตัว และมีสารพิษอยู่ในตัวประมาณ 0.025 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว พิษนี้มีฤทธิ์ทำลายเซลล์เนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่จะพบพิษใน "ด้วงก้นกระดก" ตัวเมีย ซึ่งตามปกติ "ด้วงก้นกระดก" จะไม่กัด หรือต่อยคน แต่พิษสามารถปล่อยออกมาได้ หาก "ด้วงก้นกระดก" ตกใจ ถูกตี ถูกบีบ บดขยี้ เพื่อเป็นการป้องกันตัว
          
อันตรายของพิษ "ด้วงก้นกระดก" คือ
หากถูกพิษภายใน 24 ชั่วโมงแรก จะเกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังอย่างเฉียบพลัน เกิดการอักเสบ แสบร้อน พุพอง และเกิดการอักเสบขยายวงกว้างขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นแผลจะตกสะเก็ดภายใน 8 วัน จนสามารถกลายเป็นแผลเป็นได้ ในบางรายอาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเส้นประสาท ปวดกล้ามเนื้อ อาจียน คนที่แพ้พิษอย่างรุนแรง ผิวหนังอาจอักเสบหลายแห่ง คล้ายเป็นโรคงูสวัด หรืออาจเป็นผื่นแดงติดต่อกันนานหลายเดือน แต่หากพิษเข้าตา ก็อาจทำให้ตาบอดได้เลยทีเดียว
          
            สำหรับคำแนะนำในการป้องกัน "ด้วงก้นกระดก" ก็คือ ไม่ควรจับด้วงมาเล่น หรือตบตีเมื่อด้วงบินมาเกาะตามตัว ก่อนนอนควรปัดที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก่อน เพื่อป้องกัน "ด้วงก้นกระดก" รวมทั้งในช่วงกลางคืนควรเปิดไฟเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะ "ด้วงก้นกระดก" มักชอบออกมาเล่นแสงไฟ  สุดท้าย หากถูกพิษของ "ด้วงก้นกระดก" แล้ว ให้รีบล้างด้วยน้ำเปล่า ฟอกสบู่ หรือเช็ดด้วยแอมโมเนีย และไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

2.แมลงตด
สถานที่พบเจอ : ตามต่างจังหวัดที่มีพิ้นดินเปียกชื้น
อันตราย
แมลงตดจะปล่อยสารพิษประเภทควิโนน โดยพ่นออกมาเป็นหมอกทางก้นมีเสียงคล้ายตด เมื่อถูกผิวหนังจะแสบร้อนและผิวไหม้คล้ายถูกกรดหากโดนที่สำคัญเช่น ตา จะทำให้ตาบอดได้โดยสารพิษควิโนนจะผลิตจากต่อมภายในท้องผสมกับสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์การปล่อยพิษจะเกิดจากการผสมกันของสารสองชนิดดังกล่าวและเกิดแรงดันฉีดสารพิษ ควิโนนออกมาเป็นละออละเอียด ปกติแมลงตดจะปล่อยสารพิษเพื่อป้องกันตัวหรือเมื่อถูกรบกวน
การป้องกัน
หลีกเลี่ยงไม่ไปสัมผัสกับแมลงเหล่านี้ แต่ถ้าผิวหนังถูกน้ำพิษให้รีบล้างแผลให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ แล้วใช้ยาปฏิชีวนะประเภทครีมทาบริเวณที่ถูกพิษกรณีที่ตุ่มแผลแตกให้รับ ประทานยาปฏิชีวนะและปิดแผลไว้ถ้าอาการรุนแรงควรไปพบแพทย์

3 ผึ้ง
4 ต่อ
5 แตน
พิษของ ผึ้ง ต่อ แตน
ผึ้ง  ต่อ  แตน เป็นแมลงที่มีเหล็กไน(stinger) โดยผึ้งตัวเมียจะดัดแปลงมาจากอวัยวะที่ใช้วางไข่ตรงปลายสุดของท้องเป็นเหล็กไนยื่นยาวออกมา    เมื่อต่อยแล้วเหล็กไนแทงจะหลุดและปล่อยน้ำพิษออก  ผึ้งจะตายหลังต่อย  ผึ้งที่ต่อยศัตรูคือผึ้งงานและผึ้งนางพญา  ดัง นั้นผึ้งงานหนึ่งตัวจะต่อยได้เพียงครั้งเดียว ยกเว้นผึ้งนางพญา เมื่อต่อยศัตรูแล้วจะไม่ปล่อยหรือทิ้งเหล็กไน จึงทำให้สามารถใช้เหล็กไนต่อยได้อีกหลายครั้ง
วิธีป้องกันรักษา
ให้การดูแลเฉพาะที่ กรณีอาการไม่รุนแรง (local care)-          กรณีผึ้งต่อย หากมีเหล็กไนปักคาอยู่ต้องเอาออก โดยใช้สันมีด/การ์ดหรือใช้เทปกาวแปะและดึงออก ไม่ใช้นิ้วหรือปากคีบ(forceps)เพราะอาจทำให้บีบเอาพิษออกมากขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ปากคีบควรระมัดระวังคีบถูกถุงพิษซึ่งติดกับเหล็กไน-          ทำแผลให้สะอาด-          ประคบด้วยน้ำเย็นเพื่อลดปวด-          ให้ยาต้านฮีสตามีนเพื่อลดอาการคัน-          ให้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล-          ถ้าบวมมากให้สเตอรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน 50 มิลลิกรัม /วัน เป็นเวลา 3 วัน-          ยาปฏิชีวนะส่วนใหญ่ไม่จำเป็นในแผลที่ถูกผึ้งต่อย แต่จำเป็นในแผลที่ ต่อ แตนต่อย -          เฝ้าระวัง ลมพิษ แองกิโออีดีมา ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน หายใจขัด หลอดเลือดขยาย เป็นลม ความดันโลหิตต่ำ
สถานที่ที่พบเจอ : พื้นที่ทั่วไปที่มี ดอกไม้ และน้ำหวาน



6.หนอนบุ้ง
สถานที่พบเจอ : ตามใบไม้พืชผักสวนครัว
อาการของพิษ
เกิดผื่นแดง แสบ คัน ต่อมามีตุ่มน้ำขุ่นๆหรือหนองเล็กๆ ปรากฏกับผื่นแดง ต่อมาผิวหนังจะเปื่อยและแห้งหลุดลอกออกไปมักขี้นเป็นแนวหรือเป็นปื้นบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับแมลงที่มีพิษโดยเฉพาะถ้าเป้นบริเวณที่พับได้เช่น รักแร้ ข้อศอก
ขาหนีบ ข้อเข่า และคอ จะเห็นเป็น ผื่น 2 ตำแหน่งตรงกันข้ามซึ่งถ้าพับงอจะเข้ามาแตะกัน
วิธีรีกษา
ใช้ใบตำลึงหรือใบผักบุ้ง ขยี้ให้ช้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นผื่น
ใช้ต้นผักเบี้ยใหญ่สุด ใบฝรั่ง เปลือกต้นมาขามหรือเปลือกต้นแคอย่างใดอย่างหนึ่งเอามา 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้วจนเดือด นาน 20-30 นาทีทิ้งให้เนเอาน้ำยามาล้างแผล







7. แมงป่อง
สถานที่พบเจอ : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
อาการพิษ
แมงป่องเป็นสัตว์ที่สามารถอดอาหารได้เป็นเดือน โดยปกติแล้วเมื่อล่าเหยื่อจะฉีดพิษเพื่อให้เหยื่อเป็นอัมพาตก่อนจะกินทั้ง เป็น แมงป่องเป็นสัตว์กินเนื้อ โดยจะล่าเหยื่อเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเล็ก ๆ เช่น แมง, แมลง ต่าง ๆ เป็นอาหาร พิษของแมงป่องเป็นสารประกอบโปรตีนมีลักษณะใสคล้ายน้ำส้มสายชู[2] พิษของแมงป่องมีพิษต่อระบบประสาท ส่วนน้อยมีพิษต่อระบบโลหิต รอยแผลจะมีลักษณะคล้ายเข็มแทงรูเดียว บางครั้งอาจเป็นรอยไหม้ โดยทั่วไปแล้วจะไม่สามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิตต่อมนุษย์ได้ แต่ก็อาจมีอันตรายสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้หรือร่างกายอ่อนแอ แมงป่องที่มีพิษร้ายแรงถึงขั้นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์
วิธีรักษา
1.    ล้างบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และล้างออกให้หมด ทำซ้ำหลายครั้ง
2.    ใช้ครีมยาแก้แพ้ทาบริเวณที่บวมแดง เช่น เพร็ดนิโซโลน
3.    ถ้าปวดมาก ให้กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล และใช้น้ำแข็งวางประคบ
4.    ในรายที่มีไข้ ปวดศีรษะ หลังกินยาแล้ว นอนพัก ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์




8. ตะขาบ
สถานที่พบเจอ : พื้นที่ที่ฝนตกและมีน้ำขังชื้นๆ
พิษและอาการ
สัตว์เลื้อยคลานที่ชอบซุกตัวอยู่บริเวณที่อับชื้นและรก เช่น ใต้ตุ่มน้ำ กองไม้ ซากต้นไม้เปียกน้ำ ซึ่ง“พิษของตะขาบ” โดยทั่วไปไม่มีอาการรุนแรงสักเท่าไหร่ ส่วนมากจะปวด บวม และแดงเล็กน้อย บริเวณที่กัดมีรอยเขี้ยวเป็นสองจุด แต่ในรายที่อาการรุนแรงอาจพบต่อมน้ำ เหลืองบริเวณใกล้เคียงโตและกดเจ็บ ปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน และหนักไปกว่านั้นบริเวณที่ถูกกัดอาจบวมแดง จนเป็นเนื้อตายจำกัดอยู่เฉพาะ ที่
วิธีป้องกันรักษา
1.    ล้างบริเวณแผลด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ และล้างออกให้หมด ทำซ้ำหลายครั้ง
2.    ใช้ครีมยาแก้แพ้ทาบริเวณที่บวมแดง เช่น เพร็ดนิโซโลน
3.    ถ้าปวดมาก ให้กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล และใช้น้ำแข็งวางประคบ
4.    ในรายที่มีไข้ ปวดศีรษะ หลังกินยาแล้ว นอนพัก ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์



9.  มดคันไฟ
สถานที่พบเจอ : ตามต้นมะม่วงมักจะทำลังไว้ในใบไม้
อารการของพิษ
อาการ ปวดจากแผลรุนแรงขึ้นอยู่กับจำนวนที่มันต่อยครับ ต่อยมากปวดมาก รักษาอาการปวดให้ทุเลาด้วยยาหม่องนี่แหละครับดีที่สุด แต่อย่าคิดขุดเอาไข่มาทานะครับ อันนี้จะทำให้มันโกรธ ยกมารุ่มเป็นกองทัพครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมด ผมจึงโหวตให้อยู่ในความทรมานอันดับสอง คือ ปวดพอทน
วิธีป้องกันรักษา
ล้างบริเวณที่ถูกกัดต่อยเบาๆให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด
ต่อจากนั้นใช้สันของบัตรเครดิต หรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกันขูดเบาๆบริเวณที่ถูกกัดต่อยเพื่อเอาเหล็กในของ สัตว์ที่กัดต่อยออก เพราะเหล็กในเหล่านี้ยังมีพิษอยู่เมื่อไม่เอาออก ร่างกายจะได้รับพิษสูงขึ้น อย่าใช้วิธีบีบ หรือกดเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อบวมช้ำและได้รับพิษสูง ขึ้น
ประคบบริเวณถูกกัดต่อยด้วยความเย็นเพื่อลดการปวด บวม และอาการคัน





10. แมงมุมแม่ม่ายดำ
สถานที่พบเจอ : ที่รกรกไม่เป็นระเบียบแมงมุมจะทำรังอยู่ในนั้น
อาการโดนกัด
ตามปกติแมงมุมชนิดนี้ไม่มีนิสัยดุร้าย ไม่โจมตีหรือบุกกัดใครอย่างไม่มีเหตุผล จะหลบมากกว่าสู้ และจะกัดเมื่อถูกรุกรานที่อยู่เท่านั้น ซึ่งพิษของแมงมุมแม่หม้ายน้ำตาลจะมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต คล้ายกับพิษจากงู โดยทำให้เม็ดเลือดแตก หรือเลือดไหลไม่หยุด แต่อาจจะแสดงอาการช้ากว่า ส่วนใหญ่ผู้ถูกกัดจะมีอาการแพ้อย่างแรง แผลจะเหวอะหวะ และเป็นผื่นบวมแดงเจ็บปวด มีหนอง แผลจะหายช้ามาก เพราะพิษทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง และทำลายเม็ดเลือดขาว คนที่ถูกกัดมักไม่ทราบว่าแผลดังกล่าวเกิดจากอะไร
วิธีรักษา
  ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเซรุ่มหรือยาถอนพิษ ทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และรอให้พิษหมดไปเอง เช่น ให้สารทำให้เลือดแข็งตัว หรือหากมีเลือดออกมาก อาจต้องมีการให้เลือดหรือฟอกไต โดยต้องดูตามอาการที่เกิดขึ้น สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น ให้ขันชะเนาะบริเวณเหนือบาดแผลที่ได้รับพิษ เพื่อไม่ให้พิษไหลเข้าสู่กระแสโลหิตก่อนไปพบแพทย์



11 .ด้วงน้ำมัน
สถานที่พบเจอ : ตามมูลสัตว์และจะบินตามที่ที่มีแสงไฟ
พิษของด้วงน้ำมัน
พิษมีชื่อว่า...แคนทารีดิน มีลักษณะเป็นของเหลวสีเหลืองอ่อนคล้ายน้ำมัน ใน ด้วงน้ำมัน 1 ตัวจะมีสารแคนทารีดินประมาณ 6-7 มิลลิกรัม
หากโดนผิวหนังจะทำให้เป็น แผลผื่นพุพอง ปวดแสบปวดร้อน ยิ่งเกาก็จะยิ่งทำให้ลามไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อเกามือก็จะเลอะสารนี้ ยิ่งไปสัมผัสบริเวณอื่นก็จะแพร่กระจายไป
ส่วนใครรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อุจจาระร่วง ปัสสาวะเป็นเลือด และเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว
วิธีป้องกัน
หากไปโดนเข้าก็ให้รีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว หรือเช็ดด้วยแอมโมเนียออกทันที เพื่อป้องกันการลุกลาม และควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา โดยใช้ผงถ่านดูดซับสารพิษ จากนั้นก็รักษาระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวและอาการช็อก ให้เลือดและน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดดำ และป้องกันอันตรายที่เกิดกับไต โดยทำให้มีการถ่ายปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
     เกษตรกรที่พบเห็นด้วงน้ำมันมา รบกวนแปลงปลูกพืช และ หาก มีปริมาณมากผิดปกติ นักวิชาการได้แนะนำให้ใช้สาร carbaryl 0.1% (Sevin 85% WP) พ่น 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน มันก็จะเสียชีวิตไปในที่สุด และ ล่าสุดในปีนี้ก็พบว่า มีการระบาดขึ้นมากอีก...ใครที่รู้แล้วก็ควรระมัดระวัง อยู่ให้ห่างๆมันจะดีกว่า และโดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีเด็กๆที่ชอบไปเดินเล่นในแปลงผัก...อย่าเผลอเด็ด ขาด

12 .แมงมุมทารันทูล่า ( บึ้ง )
สถานที่พบเจอ : บนพื้นดินจะขุดดินเป็นรูลึก 30-45 เซนติเมตร
พิษของบึ้ง
พิษของบึ้ง อยู่ที่ขน และต่อมพิษบริเวณเขี้ยว บึ้งบางชนิดโดยเฉพาะในสกุล Brachypelma มีขนที่ท้องหนาแน่นประมาณ 10,000 เส้นต่อตารางมิลลิเมตร สามารถสลัดขนใส่เหยื่อหรือศัตรูเมื่อถูกรบกวนทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่นแดง และรอยถลอก สำหรับต่อมพิษบริเวณเขี้ยวนั้น บึ้งจะกัดและปล่อยพิษซึ่งเชื่อมต่อกับต่อมพิษ (Poision gland) เพื่อการป้องกันตัวเมื่อถูกคุกคามจากศัตรู บึ้งบางชนิดมีเขี้ยวยาวถึง 1 นิ้ว แต่พิษของบึ้งมีเพียงเล็กน้อย แค่เพียงพอจะให้เหยื่อขนาดเล็ก เป็นอัมพาตเท่านั้น สำหรับผู้ที่แพ้พิษบึ้ง เมื่อถูกกัดอาจเกิดบาดแผลบวมแดง เหมือนถูกผึ้งต่อย แต่บางคนอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ทำให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริวได้

วิธีรักษา
เมื่อถูกบึ้งกัด ให้รีบล้างด้วยน้ำสบู่ พร้อมด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่