ย้อนเหตุปะทะที่หลักสี่ ตอนที่ 2

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

เหตุปะทะที่แยกหลักสี่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์  ตามแนวทางการสืบสวนของตำรวจ มุ่งประเด็น "กองกำลังติดอาวุธ"ไปที่ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีทั้งกลุ่มพลเรือน และคนมีสี ขณะที่ตัวแทนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้  กองทัพตรวจสอบตัวเอง หรือให้รัฐบาล และ ศรส. สั่งตรวจสอบภายใต้อำนาจของกฎหมายพิเศษ เพื่อนำผู้กระทำความผิดทั้งสองฝ่ายมาลงโทษ

เหตุปะทะที่แยกหลักสี่เป็น 1 ใน 5 กลุ่มคดีสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเร่งสืบสวนคลี่คลายคดี  คคีสำคัญทั้ง 5 กลุ่มคดี  ประกอบด้วย กลุ่มคดีแรก คดีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนปีที่แล้ว กลุ่มคดีที่สอง คือคดีที่เกิดขึ้นที่สนามกีฬาเยาวชนกรุงเทพ ดินแดง ในวันสมัครรับเลือกตั้ง  กลุ่มคดีที่ 3 คือ คดีปาระเบิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  เหตุระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง  เหตุปาระเบิดบ้านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเหตุปาระเบิดวังสวนผักกาดของ ผู้ว่า กทม.  

กลุ่มคดีที่ 4  คือคดียิงนายสุทิน ธราทิน แกนนำ กปท. ที่หน่วยเลือกตั้งวัดศรีเอี่ยม และ คดีกลุ่มที่ 5 คือ คดีปะทะที่แยกหลักสี่ คดีนี้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่วัดศรีเอี่ยม เป็นการใช้อาวุธปืนต่อสู้กัน สำหรับคดีปะทะที่แยกหลักสี่ มีหลักฐานคลิปวิดีโอ และภาพถ่ายต่างๆ จำนวนมากในโซเชียลมีเดีย ทำให้ชุดสืบสวนของตำรวจแกะรอยได้ว่า มีกองกำลังติดอาวุธทั้งหมด 21  คน ทราบตัวบุคคลแล้ว 3 ราย แนวทางสืบสวนของตำรวจ มุ่งไปที่ 3 กลุ่มหลัก คือ  กลุ่มนักเรียนอาชีวะ ที่เรียกตัวเองว่า ซีลราชสิทธิ์  กลุ่มที่สอง  คือการ์ด กปปส. และกลุ่มที่สาม คือกลุ่มคนมีสี  

ที่ปรึกษาอาวุโสฮิวแมน ไรท์ วอชท์ เสนอว่า แนวทางการตรวจสอบกองกำลังติดอาวุธ สามารถทำได้ 2 แนวทาง แนวทางแรก กองทัพพิสูจน์ความโปร่งใส ตรวจสอบตัวเองด้วยการตรวจสอบว่ามีการเบิกอาวุธที่ใช้ประจำการออกไป แนวทางที่สอง รัฐบาล และศรส. สั่งตรวจสอบภายใต้กฎหมายพิเศษ ว่ามีบุคคลากร หรืออาวุธจากหน่วยใดที่เบิกออกมาใช้ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ  โดยพนักงานสอบสวนที่ทำคดีต้องตรวจสอบหลักฐานจากผู้สนับสนุนมวลชนทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิด

ที่ปรึกษาอาวุโสฮิวแมน ไรท์ วอชท์ ยอมรับว่าเหตุการณ์วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นสัญญาณอันตราย เพราะทั้ง 2 ฝ่ายที่สนับสนุน และคัดค้านการเลือกตั้ง ไม่ปฏิเสธความรุนแรง

เหตุปะทะที่แยกหลักสี่ แม้จะไม่เกิดความสูญเสียถึงชีวิต แต่ก็ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย  รายที่อาการหนักที่สุด คือนายอาแกว แซ่ลิ้ว อายุ 72 ปี ถูกยิงที่ต้นคอ กระสุนถูกเส้นประสาท โดยแพทย์ผู้ให้การรักษาระบุว่าโอกาสเป็นอัมพาตมีสูงมาก

บุตรสาวของนายอาแกว ยืนยันว่า พ่อของเธอไม่ได้ร่วมชุมนุมกับฝั่งไหน  แต่เป็นเพราะเป็นห่วงลูกสาวที่ทำงานในตึกไอทีแสควร์  จึงออกมาดูเหตุการณ์ บุตรสาวของนายอาแกว  ยอมรับว่าเธอเป็นคนหาเช้ากินค่ำ บวกกับค่ารักษาพยาบาลที่สูง จึงเปิดบัญชีชื่อ วลัยพร  แซ่ลิ้ว ธนาคารทหารไทย หมายเลขบัญชี 265-2-01981-7 ไว้เป็นช่องทางสำหรับรับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลของผู้เป็นพ่อ

ส่วนการป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น นายณรงค์ จงแจ่มฟ้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตหลักสี่  ซึ่งเพิ่งไปให้ปากคำกับตำรวจพิสูจน์หลักฐานหลังเหตุปะทะที่แยกหลักสี่ ยอมรับว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จะต้องเตรียมแผนรับมือใหม่ เช่น การเปลี่ยนสถานที่เก็บรักษาหีบบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้ง

ขณะที่ผู้สมัคร สส.เขตหลักสี่ พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ กกต.ใหญ่ ออกประกาศชี้แจงต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในทุกจังหวัดที่มีปัญหาถูกขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะขณะนี้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสับสนว่า จำเป็นต้องไปแจ้งความเพื่อรักษาสิทธิเลือกตั้ง ในวันที่กำหนดให้เป็นวันลงคะแนนใหม่หรือไม่ เพื่อขจัดปัญหาที่อาจเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรงระหว่างมวลชนผู้สนับสนุนการเลือกตั้ง กับมวลชนที่คัดค้านการเลือกตั้งในสนามเลือกตั้งอีก 60 กว่าเขตที่ยังจัดการเลือกตั้งไม่ได้


ย้อนเหตุปะทะหลักสี่ ตอนที่ 1

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ที่มา : http://shows.voicetv.co.th/voice-news/96637.html
         7 กุมภาพันธ์ 2557
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่