กกต.เมินเลือกตั้งใหม่ ดับฝันรบ. ลั่นข้อจำกัดมหาศาล 4มี.ค.ได้ส.ส.ไม่ครบ
กกต.เมินเลือกตั้งใหม่ดับฝันรบ.ลั่นข้อจำกัดมหาศาล4มี.ค.ได้สส.ไม่ครบ“เหลิม”รับต้องชะลอแฉกทม.โนโหวต83%
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยผลสถิติเพิ่มเติมอย่างไม่เป็นทางการ จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ใน 68 จังหวัดที่เลือกตั้งได้ ไม่รวม 9 จังหวัดภาคใต้ คือ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 43,024,042 คน มาใช้สิทธิ์ 20,129,976 คน คิดเป็น 46.79% เป็น บัตรดี 14,368,962 บัตร คิดเป็น 71.38% บัตรเสีย 2,425,673 บัตร คิดเป็น 12.05% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3,335,334 บัตร คิดเป็น 16.57%
โดยเมื่อแยกตามรายภาค พบว่า ภาคเหนือ 16 จังหวัด จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 8,525,384 คน มาใช้สิทธิ์ 4,776,165 คน คิดเป็น 56.02% บัตรดี 2,997,743 บัตร คิดเป็น 62.76% บัตรเสีย 766,776 บัตร คิดเป็น 16.05% ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,011,645 บัตร คิดเป็น 21.18% ภาคกลาง 25 จังหวัด ไม่รวม กทม. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 12,222,346 คน มาใช้สิทธิ์ 5,016,503 คน คิดเป็น 41.04% บัตรดี 3,192,528 บัตร คิดเป็น 63.64% บัตรเสีย 654,513 บัตร คิดเป็น 13.05% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,169,457 บัตร คิดเป็น 23.31%
6จว.ใต้มาเลือกตั้ง5.9แสน
ภาคใต้ 6 จังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,616,841 คน มาใช้สิทธิ 594,234 คน คิดเป็น 36.75% บัตรดี 378,831 บัตร คิดเป็น 63.75% บัตรเสีย 98,235 บัตร คิดเป็น 16.53% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 117,168 บัตร คิดเป็น 19.72% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 16,290,351 คน มาใช้สิทธิ์ 9,009,878 คน คิดเป็น 55.31% บัตรดี 7,301,013 บัตร คิดเป็น 81.03% บัตรเสีย 847,895 บัตร คิดเป็น 9.41% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 860,970 บัตร คิดเป็น 9.56 %
กทม.“โนโหวต”ทะลัก83%
ขณะที่ กทม. จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 6,671 หน่วย เปิดลงคะแนน 6,155 หน่วย ประกาศงดการลงคะแนน 516 หน่วย จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,369,120 คน มาใช้สิทธิ์ 733,196 คน คิดเป็น 16.78% บัตรดี 498,847 บัตร คิดเป็น 68.04% บัตรเสีย 58,254 บัตร คิดเป็น 7.95% ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 176,094 บัตร คิดเป็น 24.02% ทั้งนี้จากสถิติดังกล่าว ทำให้ยอดคน กทม.ที่ไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 83.22%
กกต.เมินบีบคอจัดเลือกตั้งใหม่
ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกมาจี้ให้กกต.เร่งจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติมให้ได้ สส. ครบ 95% หรือ 475 คน เพื่อเปิดสภาฯให้ได้ภายใน 30 วัน หรือวันที่ 4 มีนาคม ว่า ที่บอกบอกว่ากกต.ต้องทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ภายในเวลาเท่านี้ ก็เป็นไปตามข้อกฎหมาย แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดอยู่มากมายมหาศาล ซึ่ง นายพงศ์เทพ เองก็รู้ดี
ชี้หมดสิทธิรับรอง“ปาร์ตี้ลิสต์”
ทั้งนี้แม้แต่เรื่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ 125 คน จะมาได้อย่างไร ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะขาดไปแค่หน่วยเลือกตั้งเดียว ในทางกฎหมายก็ไม่สามารถนับคะแนนได้ ทำให้ไม่สามารถประกาศรับรองรายชื่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อได้แล้ว ดังนั้นจึงจะเชิญ นายพงศ์เทพ และผู้ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ทั้งหมดให้มาคุยกันว่า จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างไร ภายในสัปดาห์หน้า โดยตนจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการพูดคุยเอง
เหลิมช่วยตบปาก-หนุนชะลอ
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน และ ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า วันนี้ถ้ากกต.กำหนดวันเลือกตั้งรอบใหม่ ก็จะเจ๊งอีก บัตรเลือกตั้งยังส่งไม่ได้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่มี คนในพรรคเพื่อไทยบางคนทำพรรคเจ๊ง พรรคไม่รู้บอกให้เลือกตั้ง เลือกจะเจ๊ง ทำไม่ได้ ตนเห็นด้วยว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลือกตั้ง และจะไปบอกผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย เพราะวันนี้หลายอย่างไม่พร้อม เดี๋ยวจะต้องสังคายนากันสักที
เด็จพี่ร้องฟันปชป.ผิดม.68
วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้พิจารณาพฤติกรรมพรรคประชาธิปัตย์เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ฐานล้มล้างการปกครอง โดยสนับสนุนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ขัดขวางการเลือกตั้ง และการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน พร้อมกล่าวหากรณีทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและยุบพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นการจ้องล้มรัฐบาล
ยังคุยโวคะแนนนิยมไม่หาย
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์ 46.7% ลดลงไปกว่า 20% จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 เรามองว่าส่วนที่หายไปเป็นคะแนนเสียงที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และผลที่ออกมาก็ไม่ได้มีนัยยะว่าคะแนนนิยมของพรรคจะลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้ อาจคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีคู่แข่ง การไม่ไปใช้สิทธิ์จึงไม่มีผลกับผู้สมัครของพรรค และอีกส่วนก็กังวลว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ ทำให้ไม่ได้ไปเลือกตั้ง
กปปส.ลั่น19ล.หนุนปฏิรูป
ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า สถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ถ้าเปรียบจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ปี 2554 ซึ่งมีถึง 35 ล้านคน แสดงว่า ขณะนี้ประชาชน 15 ล้านคนที่เคยไปใช้สิทธิ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และ 15 ล้านคนนี้ ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญ มากกว่า 14 ล้านเสียงที่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองและเป็นบัตรดี นอกจากนี้หากนำ 15 ล้านคน บวกกับผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโหวตโนอีก 3.3 ล้านคน เท่ากับประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งมากกว่าผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน จำนวนบัตรเสียที่มากกว่าปี 2557 ถึง 1.7 ล้านใบ เมื่อนำมารวมกับยอด 18 ล้านคน จึงเท่ากับมีประชาชนอย่างน้อย 19 ล้านคน ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และสนับสนุนให้มีการปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง และเท่ากับกระทบฐานเสียงพรรคเพื่อไทยแน่นอน
ปชป.ฮึ่มปูเจอทั้งแพ่ง-อาญา
ด้าน นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง แต่กระบวนการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น รัฐบาลรู้ดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีปัญหาข้อกฎหมาย นำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่ชอบ เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่ได้สนใจใยดี ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกแล้วว่า สามารถกำหนดพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ได้ และ กกต. ก็มีความเห็นว่า ควรเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไม่สนใจ ดังนั้นหากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ คนที่ต้องรับผิดชอบคือนายกรัฐมนตรี ขอให้เตรียมตัวรับทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง และจะต้องชดใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งเองทั้งหมด
ศาลรธน.ไม่รับคำร้องเชือดปู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการพิจารณาคำร้อง นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ขอให้วินิจฉัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรคสอง จากกรณีออก พรก.ฉุกเฉิน ระหว่างมีการเลือกตั้ง สส. โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและเห็นว่า คำร้องดังกล่าว ยังไม่มีมูลจะเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมาก ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
ปล. ต้องขอยกย่อง กกต. ที่ไม่ยอมขายตัว และหวาดกลัว ตามแรงกดดันของอันธพาลการเมือง ยอดเยี่ยมมากๆครับ
กกต.เมินเลือกตั้งใหม่
กกต.เมินเลือกตั้งใหม่ดับฝันรบ.ลั่นข้อจำกัดมหาศาล4มี.ค.ได้สส.ไม่ครบ“เหลิม”รับต้องชะลอแฉกทม.โนโหวต83%
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยผลสถิติเพิ่มเติมอย่างไม่เป็นทางการ จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ใน 68 จังหวัดที่เลือกตั้งได้ ไม่รวม 9 จังหวัดภาคใต้ คือ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 43,024,042 คน มาใช้สิทธิ์ 20,129,976 คน คิดเป็น 46.79% เป็น บัตรดี 14,368,962 บัตร คิดเป็น 71.38% บัตรเสีย 2,425,673 บัตร คิดเป็น 12.05% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3,335,334 บัตร คิดเป็น 16.57%
โดยเมื่อแยกตามรายภาค พบว่า ภาคเหนือ 16 จังหวัด จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 8,525,384 คน มาใช้สิทธิ์ 4,776,165 คน คิดเป็น 56.02% บัตรดี 2,997,743 บัตร คิดเป็น 62.76% บัตรเสีย 766,776 บัตร คิดเป็น 16.05% ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,011,645 บัตร คิดเป็น 21.18% ภาคกลาง 25 จังหวัด ไม่รวม กทม. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 12,222,346 คน มาใช้สิทธิ์ 5,016,503 คน คิดเป็น 41.04% บัตรดี 3,192,528 บัตร คิดเป็น 63.64% บัตรเสีย 654,513 บัตร คิดเป็น 13.05% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,169,457 บัตร คิดเป็น 23.31%
6จว.ใต้มาเลือกตั้ง5.9แสน
ภาคใต้ 6 จังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,616,841 คน มาใช้สิทธิ 594,234 คน คิดเป็น 36.75% บัตรดี 378,831 บัตร คิดเป็น 63.75% บัตรเสีย 98,235 บัตร คิดเป็น 16.53% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 117,168 บัตร คิดเป็น 19.72% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 16,290,351 คน มาใช้สิทธิ์ 9,009,878 คน คิดเป็น 55.31% บัตรดี 7,301,013 บัตร คิดเป็น 81.03% บัตรเสีย 847,895 บัตร คิดเป็น 9.41% ไม่ประสงค์ลงคะแนน 860,970 บัตร คิดเป็น 9.56 %
กทม.“โนโหวต”ทะลัก83%
ขณะที่ กทม. จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 6,671 หน่วย เปิดลงคะแนน 6,155 หน่วย ประกาศงดการลงคะแนน 516 หน่วย จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,369,120 คน มาใช้สิทธิ์ 733,196 คน คิดเป็น 16.78% บัตรดี 498,847 บัตร คิดเป็น 68.04% บัตรเสีย 58,254 บัตร คิดเป็น 7.95% ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 176,094 บัตร คิดเป็น 24.02% ทั้งนี้จากสถิติดังกล่าว ทำให้ยอดคน กทม.ที่ไม่ได้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 83.22%
กกต.เมินบีบคอจัดเลือกตั้งใหม่
ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณี นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกมาจี้ให้กกต.เร่งจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติมให้ได้ สส. ครบ 95% หรือ 475 คน เพื่อเปิดสภาฯให้ได้ภายใน 30 วัน หรือวันที่ 4 มีนาคม ว่า ที่บอกบอกว่ากกต.ต้องทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ภายในเวลาเท่านี้ ก็เป็นไปตามข้อกฎหมาย แต่ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดอยู่มากมายมหาศาล ซึ่ง นายพงศ์เทพ เองก็รู้ดี
ชี้หมดสิทธิรับรอง“ปาร์ตี้ลิสต์”
ทั้งนี้แม้แต่เรื่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ 125 คน จะมาได้อย่างไร ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะขาดไปแค่หน่วยเลือกตั้งเดียว ในทางกฎหมายก็ไม่สามารถนับคะแนนได้ ทำให้ไม่สามารถประกาศรับรองรายชื่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อได้แล้ว ดังนั้นจึงจะเชิญ นายพงศ์เทพ และผู้ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ทั้งหมดให้มาคุยกันว่า จะสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างไร ภายในสัปดาห์หน้า โดยตนจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการพูดคุยเอง
เหลิมช่วยตบปาก-หนุนชะลอ
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน และ ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า วันนี้ถ้ากกต.กำหนดวันเลือกตั้งรอบใหม่ ก็จะเจ๊งอีก บัตรเลือกตั้งยังส่งไม่ได้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่มี คนในพรรคเพื่อไทยบางคนทำพรรคเจ๊ง พรรคไม่รู้บอกให้เลือกตั้ง เลือกจะเจ๊ง ทำไม่ได้ ตนเห็นด้วยว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเลือกตั้ง และจะไปบอกผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย เพราะวันนี้หลายอย่างไม่พร้อม เดี๋ยวจะต้องสังคายนากันสักที
เด็จพี่ร้องฟันปชป.ผิดม.68
วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้พิจารณาพฤติกรรมพรรคประชาธิปัตย์เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ฐานล้มล้างการปกครอง โดยสนับสนุนคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ขัดขวางการเลือกตั้ง และการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน พร้อมกล่าวหากรณีทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและยุบพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นการจ้องล้มรัฐบาล
ยังคุยโวคะแนนนิยมไม่หาย
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์ 46.7% ลดลงไปกว่า 20% จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 เรามองว่าส่วนที่หายไปเป็นคะแนนเสียงที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และผลที่ออกมาก็ไม่ได้มีนัยยะว่าคะแนนนิยมของพรรคจะลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากผู้ที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้ อาจคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีคู่แข่ง การไม่ไปใช้สิทธิ์จึงไม่มีผลกับผู้สมัครของพรรค และอีกส่วนก็กังวลว่าการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ ทำให้ไม่ได้ไปเลือกตั้ง
กปปส.ลั่น19ล.หนุนปฏิรูป
ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า สถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ถ้าเปรียบจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ปี 2554 ซึ่งมีถึง 35 ล้านคน แสดงว่า ขณะนี้ประชาชน 15 ล้านคนที่เคยไปใช้สิทธิ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และ 15 ล้านคนนี้ ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญ มากกว่า 14 ล้านเสียงที่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองและเป็นบัตรดี นอกจากนี้หากนำ 15 ล้านคน บวกกับผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโหวตโนอีก 3.3 ล้านคน เท่ากับประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งมากกว่าผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน จำนวนบัตรเสียที่มากกว่าปี 2557 ถึง 1.7 ล้านใบ เมื่อนำมารวมกับยอด 18 ล้านคน จึงเท่ากับมีประชาชนอย่างน้อย 19 ล้านคน ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และสนับสนุนให้มีการปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง และเท่ากับกระทบฐานเสียงพรรคเพื่อไทยแน่นอน
ปชป.ฮึ่มปูเจอทั้งแพ่ง-อาญา
ด้าน นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง แต่กระบวนการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น รัฐบาลรู้ดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีปัญหาข้อกฎหมาย นำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่ชอบ เป็นโมฆะ แต่ก็ไม่ได้สนใจใยดี ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกแล้วว่า สามารถกำหนดพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ได้ และ กกต. ก็มีความเห็นว่า ควรเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ไม่สนใจ ดังนั้นหากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ คนที่ต้องรับผิดชอบคือนายกรัฐมนตรี ขอให้เตรียมตัวรับทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง และจะต้องชดใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งเองทั้งหมด
ศาลรธน.ไม่รับคำร้องเชือดปู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการพิจารณาคำร้อง นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ขอให้วินิจฉัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 วรรคสอง จากกรณีออก พรก.ฉุกเฉิน ระหว่างมีการเลือกตั้ง สส. โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและเห็นว่า คำร้องดังกล่าว ยังไม่มีมูลจะเป็นการกระทำให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมาก ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
ปล. ต้องขอยกย่อง กกต. ที่ไม่ยอมขายตัว และหวาดกลัว ตามแรงกดดันของอันธพาลการเมือง ยอดเยี่ยมมากๆครับ